- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 56 สามชามไม่เมา?
ตอนที่ 56 สามชามไม่เมา?
ตอนที่ 56 สามชามไม่เมา?
ตอนที่ 56 สามชามไม่เมา?
"มอบให้เปล่า ? "
เมื่อได้ยินคำนี้ ชายฉกรรจ์ในกลุ่มคนมุงสองสามคนทำท่าจะขยับเข้าไป แต่กลับถูกสหายข้างกายรั้งตัวไว้พลางกระซิบเตือน
"ระวังหน่อย โลกนี้จะมีเรื่องดี ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ? เจ้าเด็กนี่หน้าตาเจ้าเล่ห์นัก ไม่แน่ว่าพอสุราลงท้องเจ้าไปชามหนึ่ง เขาอาจกลับคำเรียกร้องเอาเงินค่าสุราทั้งไหจากเจ้าก็ได้"
"เมื่อเดือนก่อนตาเฒ่าหวังทางตะวันตกของเมืองก็เพราะเห็นแก่ของถูก ดื่มน้ำสมุนไพร 'ให้เปล่า' ไปชามหนึ่ง ผลสุดท้ายถูกกรรโชกทรัพย์จนแทบต้องจำนำกางเกงใน ! "
"กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ มันกล้าเชียวรึ ? "
"พรรค์นี้แหละ พวกคนบ้านนอกมันจนจนจะบ้าอยู่แล้ว ดักปล้นกลางทางยังเป็นเรื่องปกติ นับประสาอะไรกับการต้มตุ๋น ? "
ของให้เปล่า คือของที่แพงที่สุด
ชาวบ้านในยุคนี้แม้จะไม่รู้จักคำคมบทนี้ แต่ด้วยสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวาย พวกสิบแปดมงกุฎและมิจฉาชีพมีอยู่ดาษดื่น ชาวบ้านผ่านกลโกงมามากย่อมรู้ซึ้งถึงบทเรียนที่ว่า 'เห็นแก่ลาภปากมักสิ้นเนื้อประดาตัว' ในใจจึงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
หลี่มูกวาดสายตามองปฏิกิริยาของทุกคนพลันแหงนหน้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะนั้นกังวานและทรงพลังจนทำให้นกกระจอกที่เกาะอยู่บนต้นเหว่ย ตกใจบินพรึ่บพรั่บไปคนละทิศละทาง
"ใครต่อใครต่างบอกว่าคนเมืองนั้นมีความรู้กว้างขวาง..." เขาจงใจเพิ่มระดับเสียง นิ้วเคาะไหสุราเบา ๆ เกิดเสียง 'ตึง ๆ ' หนักแน่น "เหตุใดแค่สุราชามเดียวกลับไม่กล้าลิ้มลอง ? หรือกลัวว่าสุราลงท้องเพียงชามเดียวจะแสดงท่าทีขี้เมาออกมาจนเสียกิริยา ? "
สิ้นคำพูดนี้ ฝูงชนก็เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
"ผายลม ! " ชายฉกรรจ์เคราครึ้มคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาสะบัดตัวหลุดจากการรั้งของสหาย
ผ้ากันเปื้อนหนังของช่างเหล็กที่คาดเอวส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ฝ่ามือใหญ่ราวกะพ้อกระแทกลงบนโต๊ะไม้จนชามกระเบื้องกระดอนสูงถึงสามชุ่น เขาตวาดเสียงกร้าว "ข้าตีเหล็กมาสิบปี ดื่มชิงเหมยเซาของโรงกลั่นตระกูลเฉินรวดเดียวได้ทั้งไห จนมีฉายาว่า 'พันจอกไม่เมา' ! น้ำใส ๆ ของเจ้านี่ อย่าว่าแต่ชามเดียวเลย ต่อให้แปดชามสิบชามสำหรับข้าก็เป็นแค่การบ้วนปากเท่านั้น"
"ชิงเหมยเซารึ ? " หลี่มูส่ายหน้าอย่างเนิบนาบ มุมปากแฝงแววยิ้มหยัน "สุราของข้าแรงกว่านั้นมาก อย่าว่าแต่หนึ่งไหเลย ต่อให้ดื่มได้ครบสามชามก็นับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการดื่มเป็นเลิศแล้ว"
ชายฉกรรจ์ตบยอดอก ผิวกายสีทองแดงขึ้นเงาปลาบ "หากข้าทำได้จะว่าอย่างไร ? "
"สุรานี้มีนามว่า 'ซานเยวี่ยชุน' ปรุงจากของล้ำค่าสามชนิดในต้นฤดูใบไม้ผลิ! หากพี่ท่านสามารถดื่มต่อเนื่องกันสามชามโดยไม่เมา..."
หลี่มูเอ่ยพลางหยิบชามกระเบื้องออกมาอีกสองใบแล้วรินจนเต็มอย่างไม่เร่งร้อน ฟองอากาศเล็กละเอียดที่ผุดขึ้นบนผิวสุรากลิ้งไปมาประดุจเม็ดไข่มุก เขาใช้สองนิ้วดันชามไปข้างหน้า พร้อมกับล้วงเอาเงินตำลึงขาววาววับออกมาวาง "นอกจากจะไม่คิดค่าสุราแม้แต่อีแปะเดียว เงินหนึ่งตำลึงนี้ก็จะตกเป็นของท่านทันที"
"แต่ถ้าทำไม่ได้ ท่านก็ต้องจ่ายเงินตามราคาที่ตั้งไว้"
คำพูดนี้ประดุจก้อนหินที่ถูกขว้างลงกลางสระน้ำที่เงียบสงบจนเกิดระลอกคลื่นขยายวงกว้าง ผู้คนมุงล้อมหนาตาขึ้นถึงสามชั้น แม้แต่แขกที่นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามยังต้องเปิดหน้าต่างออกมาชะเง้อดู
"คำไหนคำนั้น ? "
"รักษาสัตย์ยิ่งชีพ ! "
"ฮ่าฮ่า ! ดูท่าวันนี้ลาภลอยจะมาหาข้าเสียแล้ว นอกจากจะได้ดื่มสุราเปล่า ยังได้เงินติดมือกลับบ้านอีก ! " ช่างเหล็กหัวเราะลั่น เขาไม่ฟังคำทัดทานจากสหาย ยื่นมือไปคว้าชามสุราบนโต๊ะแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวหมดชาม
วินาทีที่เงยหน้ากรอกสุรา สุราแรงนั้นประดุจลาวาร้อนระอุที่ไหลผ่านลำคอ
เขาเบิกตาโพลง ร่างกายแข็งทื่อประหนึ่งถูกสะกดจุดค้างอยู่ในท่าเงยหน้า ใบหน้าแดงก่ำขึ้นในทันตาเห็นราวกับปูที่ถูกนึ่งจนสุก
ในชั่วพริบตา ช่างเหล็กฉกรรจ์รู้สึกราวกับว่าตนเองเพิ่งดื่มด่ำเอากองเพลิงเข้าไป มันแผดเผาตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงก้นกระเพาะ
นี่หรือคือสุรา ?
มันคือยาพิษชัด ๆ !
"เป็นอย่างไรบ้าง ? " หลี่มูถามด้วยรอยยิ้ม
"เจ้า... เจ้ากล้าเอาไอ้ของผี ๆ นี่มาหลอกข้า..." ช่างเหล็กเตรียมจะอ้าปากด่าและคว่ำโต๊ะ แต่เมื่อเขาสะอึกออกมาคำหนึ่ง กลิ่นหอมเข้มข้นที่แปลกประหลาดและกระแสความอบอุ่นก็พุ่งพล่านขึ้นมาจากกระเพาะ ทีแรกคือความเจ็บปวดจากการเผาไหม้ ทว่าต่อมากลับกลายเป็นความหวานล้ำนับพันสายที่พุ่งปราดขึ้นสู่สมองผ่านโพรงจมูก
รสชาตินี้... ช่างชวนให้รู้สึกราวกับล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์ !
"ดี... ดี ! ยอดสุราที่ร้อนแรงนัก ! " คำด่าทออันตรธานหายไปทันควัน ช่างเหล็กสะบัดหัวโงนเงนก่อนจะกระแทกชามกระเบื้องลงบนโต๊ะ เสียงเริ่มสั่นพร่า "แม่มันเถอะ... มันเข้าถึงทรวงจริง ๆ ! "
หลี่มูเห็นดังนั้นมุมปากก็ยกยิ้ม
ซานเยวี่ยชุนคือสุราขาวดีกรีสูงที่ผ่านการกลั่นมาอย่างดี มีความแรงประมาณ 50 ดีกรี ต่อให้เป็นในโลกยุคปัจจุบันก็นับว่าเป็นสุราที่แรงมาก
ในขณะที่ยุคสมัยนี้ สุราข้าวหรือสุราเหลืองส่วนใหญ่ที่ขายดีในท้องตลาดมักมีความแรงเพียง 3 ถึง 8 ดีกรีเท่านั้น น้อยนักที่จะเกิน 10 ดีกรี ซึ่งพื้นฐานแล้วไม่ต่างจากเบียร์ในชาติก่อน
เหล่านักปราชญ์และกวีในสมัยโบราณที่เขียนว่า 'ดื่มทีเดียวสามร้อยจอก' หรือ 'เจอสหายรู้ใจ พันจอกก็ยังน้อย' ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะพวกเขาคอแข็ง แต่เป็นเพราะดีกรีของสุรานั้นต่ำมากต่างหาก
ชายฉกรรจ์ผู้นี้ใช้วิธีดื่มสุราข้าวมาซดสุรากลั่นดีกรีสูง ชามเดียวมีปริมาณเกือบครึ่งจิน การที่เขายังไม่พ่นออกมาทันที ก็นับว่าคอแข็งมากแล้ว !
"เชิญชามที่สอง ! "
หลี่มูยิ้มละไม พลางใช้สองนิ้วดันชามไปข้างหน้า
ช่างเหล็กเคราครึ้มพยายามรวบรวมสติอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าเริ่มฉายแววขยาด แต่ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบข้างกลับเริ่มส่งเสียงเชียร์เร้าอารมณ์
"ดื่มเลย ! ดื่มเลย ! "
"อย่าให้คนบ้านนอกดูหมิ่นพวกเราชาวเมืองได้ ! "
"ช่างเหล็กหวัง ไหนท่านว่าพันจอกไม่เมาอย่างไรเล่า ? เหตุใดดื่มไปแค่ชามเดียวก็ไม่กล้าดื่มต่อแล้ว ? "
"เอาหน่อยสิ อย่าให้เสียหน้า ! สู้เขา ! "
ฤทธิ์สุราเริ่มพุ่งพล่าน ดวงตาของช่างเหล็กเริ่มมีเส้นเลือดแดงก่ำ ทว่าในใจกลับบังเกิดความฮึกเหิมอย่างกะทันหัน เขาคว้าชามสุราขึ้นมาแล้วกระดกพรวดเดียวหมดชาม
พอชามที่สองลงท้องไป เขาก็เริ่มยืนไม่อยู่ เท้าเริ่มก้าวเป็นเลขแปด
แต่อารมณ์กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างประหลาด เขาแผดเสียงร้องก้องก่อนจะฉีกเสื้อผ้าฝ้ายของตนทิ้งจนขาดวิ่น
"ยังไหวหรือไม่ ? " หลี่มูเอียงคอถาม
"มา ! " ช่างเหล็กไม่ยอมแพ้ ใช้สองมือยันขอบโต๊ะไว้แล้วยกชามที่สามขึ้นทันที
อึก ! อึก ! อึก !
เขากลืนลงไปสามคำใหญ่ ๆ ก่อนจะชูชามคว่ำลงกลางอากาศเพื่อให้เห็นว่าดื่มจนเกลี้ยง รอบข้างพลันส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมสนั่นหวั่นไหว
"สาม... สามชามครบแล้ว เอา... เอาเงินมา..." ช่างเหล็กสายตาพร่ามัว เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาหวังจะคว้าเงินตำลึงบนโต๊ะ ทันใดนั้นมีลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ชายร่างกำยำดุจหอคอยเหล็กที่อ้างว่า 'พันจอกไม่เมา' กลับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเสียงดัง 'ตึง' ชามสุราในมือกลิ้งขลุก ๆ ออกไปไกล !
เขาเมาจนหมดสติไปแล้ว !
ฝูงชนเงียบกริบไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องออกมาประดุจฟ้าถล่ม
"ท่านพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย หากใครมั่นใจในคอสุราของตนเอง เชิญเข้ามาทดลองได้ การท้าเดิมพันเมื่อครู่ยังคงอยู่ ดื่มสามชามไม่เมา รับไปเลยหนึ่งตำลึง ! " เสียงของหลี่มูใสกระจ่างดุจเสียงระฆัง เขาตบไหสุราเบาๆ แล้วรินสุราจนเต็มชามอีกครั้ง "โอกาสมีไม่มาก ใครมาก่อนได้ก่อน ! "
"ถอยไป ๆ ! " ชายชราท่าทางผอมเกร็งคนหนึ่งแหวกฝูงชนออกมา "ข้าชิมสุรามาสี่สิบปี อยากจะเห็นนักว่าสุราอะไรจะร้ายกาจถึงเพียงนี้"
เขาสวมชุดผ้าไหมท่าทางมีการศึกษา ไม่เลือกที่จะดื่มแบบโผงผางเหมือนช่างเหล็ก แต่กลับยกชามขึ้นจิบชิมอย่างละเลียด
เพียงไม่นาน ร่างของชายชราก็สั่นสะท้าน ดวงตาที่ฝ้ามัวกลับมีประกายเจิดจ้าขึ้นมา "สุรานี้... ในสุรามีความหอมเย็นของใบสน และยังมีรสชาติหวานฉ่ำล้ำลึกที่ข้าไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ยามแรกที่เข้าปากประดุจคมมีดกรีดลำคอ แต่ยามที่รสชาติกระจายออกกลับเหมือนน้ำพุเซียนไหลชโลมจิตวิญญาณ จิบเดียวเส้นสายลมปราณก็ปลอดโปร่ง สบายตัวยิ่งนัก ! "
คำพูดของชายชราประดุจการสาดน้ำเย็นลงในกระทะน้ำมันที่ร้อนจัด ฝูงชนระเบิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที
"อะไรนะ แม้แต่ท่านอาจารย์หลวนยังเอ่ยชมว่าเลิศรส ? "
"เหลือให้ข้าชามหนึ่ง ! "
"ข้าก็จะลองเหมือนกัน ! "
"อย่าเบียดสิวะ แม่มันเถอะ รู้จักไหมว่าใครมาก่อนมาหลัง ? "
ทุกคนต่างแย่งชิงกันขนานใหญ่ ต่างอยากลิ้มลองว่าซานเยวี่ยชุนนี้จะมีความพิเศษเพียงใด ในชั่วพริบตา หน้าแผงลอยเล็ก ๆ ก็กลายเป็นสถานที่ที่คึกคักที่สุด
ที่ร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม เหมยจงหยวนมองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าที่ค่อย ๆ เขียวคล้ำลงทุกที