- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 47 ไล่ข้าออกจากหมู่บ้านรึ ? ใครกล้า !
ตอนที่ 47 ไล่ข้าออกจากหมู่บ้านรึ ? ใครกล้า !
ตอนที่ 47 ไล่ข้าออกจากหมู่บ้านรึ ? ใครกล้า !
ตอนที่ 47 ไล่ข้าออกจากหมู่บ้านรึ ? ใครกล้า !
บ้านสกุลหลี่
หลี่มู เจียงหู่ และหลี่ไฉ่เวย ทั้งสามคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะ เอร็ดอร่อยกับเนื้อตุ๋นในหม้อดิน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากนอกประตู
"หลี่มู ! ไสหัวออกมา ! "
"ไอ้แซ่หลี่ อย่ามัวแต่หดหัวเป็นเต่าอยู่ในบ้าน ! "
หม้อดินบนโต๊ะไม้ยังคงเดือดปุด ๆ ส่งควันร้อนฉุย หลี่มูขมวดคิ้ว วางตะเกียบกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง "ปัง"
เขาผลักประตูบ้านออกไปรวดเดียว ชาวบ้านสามสี่สิบคนกำลังล้อมรั้วอยู่ราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ พวกเขาตาแดงก่ำ บางคนในมือยังกำจอบและเคียวไว้แน่น ท่าทางราวกับพวกผู้อพยพที่เตรียมจะก่อความวุ่นวาย
ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่หน้าสุดโพกผ้าซับเหงื่อไว้บนหัว เส้นเลือดดำที่ลำคอปูดโปนเต้นตุบ ๆ
เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว ชาวบ้านเหล่านี้ก็ยิ่งส่งเสียงเซ็งแซ่แย่งกันพูดจนชวนให้ปวดหัว
"หนวกหูอะไรกันนักหนา ! " หลี่มูตวาดลั่น เสียงดังประดุจฟ้าร้อง ทำเอาพวกผู้หญิงหลายคนตกใจจนเผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ สายตาของเขาคมกริบดุจใบมีดกวาดมองไปทั่วฝูงชน "ถ้าจะพูดก็พูดมาทีละคน เอะอะโวยวายแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ? "
ชายคนนั้นเชิดหน้ายืดคอก้าวออกมา "หลี่มู ! เจ้าตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ ทำไมถึงไม่รับคนในหมู่บ้านเรา ? ไอ้คนต่างถิ่นสามคนนั้นมันเป่าหูอะไรเจ้า ? "
เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ กลิ่นเนื้อหอมฉุยที่ลอยมาจากในลานบ้านทำให้ท้องของเขาร้องจ๊อก ๆ "ตอนนี้เจ้ากินดีอยู่ดี แต่คนในหมู่บ้านอีกตั้งกี่ครอบครัวที่แทบจะไม่มีข้าวกินอยู่แล้ว ! "
ชายผู้นี้มีชื่อว่า จ้าวซื่อ เป็นชาวนาในหมู่บ้าน เมื่อหลายวันก่อนเขาก็เคยมาหาหลี่มูเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มพรานล่าสัตว์ แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์
หลี่มูกระตุกยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
จากการล่าสัตว์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ของบ้านสกุลหลี่ก็มั่งคั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ย่อมดึงดูดความอิจฉาริษยาจากผู้คนนับไม่ถ้วน ในขณะเดียวกัน ก็มีคนมากมายที่เกิดความคิดอยากจะขอแบ่งผลประโยชน์จากเขาด้วย
แต่การที่เขาตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ ตั้งแต่แรกก็มีความคิดที่จะสร้าง "กองกำลังชั้นยอด" ขึ้นมา
พูดง่าย ๆ ก็คือ รับเฉพาะคนเก่ง ไม่รับพวกขยะ...
แม้ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านซวงซีจะมีไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ชาวนา ไม่มีความรู้เรื่องการล่าสัตว์เลยแม้แต่น้อย หากเข้าป่าไปเจอสัตว์ร้าย ไม่เพียงแต่จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ยังอาจจะเป็นตัวถ่วงอีกต่างหาก
"พี่จ้าวซื่อ" หลี่มูปัดแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า "เมื่อวันก่อนข้าไม่ได้บอกท่านไปแล้วรึ ? ในป่ามีเสือมีหมาป่าเป็นฝูง ถ้าไม่มีฝีมือ เข้าไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย"
"ในป่าอันตรายแล้วมันน่ากลัวตรงไหน ? " จ้าวซื่อได้ยินก็รู้สึกไม่ยอมแพ้ ยกแขนกอดอกเถียงกลับไปว่า "ขอแค่พวกเรามีคนเยอะ ๆ ยังจะต้องกลัวสัตว์ร้ายอะไรอีก ? คนสามสี่สิบคนกรูกันเข้าไป ต่อให้เป็นเสือตัวใหญ่หรือฝูงหมาป่าก็ต้องวิ่งเตลิดหนีไปทั้งนั้นแหละ"
"คนเยอะน่ะไม่กลัวหมีกลัวเสือก็จริง แต่พวกสัตว์ป่ามันก็ตกใจหนีไปหมดแล้วเหมือนกัน" แม้หลี่มูจะรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดของพวกมือสมัครเล่นนี้มาก แต่ก็ยังข่มใจอธิบายไปประโยคหนึ่ง "นี่คือการล่าสัตว์ ไม่ใช่การทำศึกสงคราม เข้าใจไหม ? "
จ้าวซื่อถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก
ในฝูงชนมีเสียงถอนหายใจดังขึ้นสองสามเสียง แต่ไม่นานนัก ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งก็ใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินออกมา ปลายไม้เท้ากระแทกพื้นดังตึกๆ "ในปีที่เกิดภัยแล้งข้าวยากหมากแพง คนบ้านเดียวกันก็สมควรที่จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันสิ ! อาหลี่ พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น พวกผู้ชายในหมู่บ้านไม่มีทักษะติดตัว เจ้าก็สละเวลาสอนพวกเขาหน่อยไม่ได้หรือไง ? "
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว ! "
"คำพูดของท่านปู่สามมีเหตุผล ! "
คำพูดของชายชราเรียกเสียงตอบรับจากทุกคนในทันที ฝูงชนเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มวัยรุ่นสองสามคนถึงกับเริ่มออกแรงผลักรั้วไม้ไผ่
หลี่มูมีใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เขามองดูคนกลุ่มนี้ที่อยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "ทักษะการล่าสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้กันได้ในวันสองวัน อีกอย่าง... ทำไมข้าไม่ใช้คนเก่ง ๆ ที่มีฝีมืออยู่แล้ว แล้วรนหาเรื่องใส่ตัว เสียเวลาไปสอนพวกเจ้าล่าสัตว์ด้วยล่ะ ? "
สิ้นคำพูดนี้ บรรดาชาวบ้านก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นภายในบ้านลอยฟุ้งออกมา ทำให้พวกเขาหิวจนน้ำลายสอ ในขณะเดียวกันก็ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกไม่พอใจในใจของพวกเขาให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
"หลี่มู เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ? ทุกคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาตั้งนาน อย่างน้อยก็มีความผูกพันกันอยู่บ้าง เจ้าแม้แต่ความช่วยเหลือแค่นี้ก็ไม่ยอมช่วยงั้นรึ ? "
"ตัวเองกินอิ่มนอนหลับ ก็เลยทนดูพวกเราหิวโหยได้ลงคอ จิตใจเจ้ามันช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว ! "
"เกิดเป็นคนน่ะ จะเห็นแก่ตัวเกินไปไม่ได้นะ ! "
เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิติเตียนของทุกคน หลี่มูยังคงมีสีหน้าเย็นชา เพียงแต่มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา "ตอนที่พ่อข้าป่วยตายแล้วไม่มีเงินทำศพ ข้ากับน้องสาวตระเวนอ้อนวอนคนไปกว่าครึ่งหมู่บ้าน พวกเจ้าไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักคน"
"ตอนนั้นอากาศหนาวเหน็บจนน้ำแข็งเกาะ พวกเราสองพี่น้องต้องขุดดินที่แข็งยิ่งกว่าเหล็ก มือแทบจะพังยับเยิน ใครเคยช่วยข้าบ้าง ? "
"ต่อมาตอนที่พวกเราไม่มีข้าวกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่ พวกท่านก็ไม่เคยบริจาคข้าวสารหรือแป้งให้พวกเราเลยแม้แต่คำเดียว"
"มาตอนนี้พอเห็นข้าได้ดิบได้ดี ก็หน้าด้านมาขอแบ่งผลประโยชน์ จะให้ข้าเสียสละช่วยเหลือ..." หลี่มูพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงัก กางแขนทั้งสองข้างออก รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้ายิ่งเด่นชัดขึ้น "พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน นี่เห็นข้าเป็นไอ้โง่ให้หลอกฟันจริง ๆ สินะ ! "
ประโยคนี้เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดอ่างใหญ่สาดโครมลงบนหัวของทุกคน
บางคนก้มหน้าลง แต่คนส่วนใหญ่กลับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและอับอาย
ในตอนนั้นบ้านสกุลหลี่ยากจนข้นแค้นสุด ๆ หลังจากพ่อของหลี่มูตายไป แม้แต่ลุงรองที่เป็นญาติสายเลือดเดียวกันก็ยังปิดประตูใส่หน้าสองพี่น้องคู่นี้ แล้วชาวบ้านคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็ย่อมเลือกที่จะนิ่งดูดาย ปล่อยให้พวกเขาดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเอง
ใครจะไปคิดล่ะว่าวันหนึ่ง หลี่มูที่เอาแต่ทำตัวเหลวไหลไร้สาระ จะได้ดิบได้ดีมาจนถึงขั้นนี้ได้ ?
"เรื่องเก่าเน่าเฟะตั้งแต่ชาติปางก่อน จะขุดขึ้นมาพูดทำไมอีก ! " จ้าวซื่อกระทืบเท้าด่าทอ "วันนี้พวกเราจะถามเจ้าแค่ประโยคเดียว เจ้าจะให้พวกเราเข้าร่วมกลุ่มพรานล่าสัตว์นี้หรือไม่ ? "
"ถ้าวันนี้เจ้าไม่ยอมตกลง พวกเราก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น ! "
"ใช่ คนต่างถิ่นสามคนนั่นก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในหมู่บ้านซวงซีต่อไปเลย เดี๋ยวพวกเราจะไล่พวกเขาออกไป..."
"วันข้างหน้าเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย ! "
เมื่อทุกคนเห็นว่าข้อเรียกร้องของตนถูกปฏิเสธ ก็ฉีกหน้ากากเข้าหากันทันที เริ่มใช้คนหมู่มากมาข่มขู่
พวกเขามีกันถึงสามสี่สิบคน ถ้าหากลงไม้ลงมือกันจริง ๆ ต่อให้หลี่มูจะเก่งกาจแค่ไหน ก็คงไม่ได้เปรียบอะไรนัก
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว บรรดาชาวบ้านก็เริ่มถกแขนเสื้อเตรียมพร้อม ทำท่าจะผลักประตูบุกเข้าไปในลานบ้าน
ในตอนนั้นเอง เจียงหู่ก็ถือขวานพุ่งพรวดออกมาจากในบ้าน ร่างกายที่สูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กยืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน เสียงตวาดดังลั่นสั่นสะเทือนจนนกกระจอกบนยอดไม้กระพือปีกบินหนีไป
"เบื่อชีวิตกันแล้วใช่ไหม ? ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าใครหน้าไหนมันกล้าเข้ามา ! "
ชาวบ้านสองสามคนที่อยู่หน้าสุดตกใจจนก้าวถอยหลังไปสองก้าว แต่คนข้างหลังไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "พวกเขามีกันแค่สามคน" ฝูงชนก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง
ไม้เท้าของปู่สามฟาดลงบนรั้วไม้ไผ่เสียงดังโครม "ข้าไม่เชื่อจริง ๆ ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนสองคน จะกล้าลงไม้ลงมือกับข้า ? "
"ฟุบ ! "
แต่ในวินาทีต่อมา ลูกศรขนนกดอกหนึ่งก็พุ่งเฉียดใบหูของชายชราไป ปักลึกลงไปในดินตรงหน้าเท้าของเขา หางลูกศรยังคงสั่นระริกอย่างรุนแรง
แกร้องอุทานเสียงหลง ร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น กลิ่นฉุนของปัสสาวะลอยฟุ้งกระจายออกมาทันที
ในขณะที่หลี่มูยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ยังคงค้างอยู่ในท่ายิงธนู
"เจ้า... เจ้ากล้ายิงธนูใส่พวกเราเชียวรึ ? " ชายชราเบิกตาโพลง ใช้ไม้เท้าในมือเคาะพื้นอย่างแรง "กบฏแล้ว ! กบฏแล้ว ! ถ้าพูดถึงลำดับอาวุโส ข้าเป็นถึงปู่ทวดของเจ้านะ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังต้องเกรงใจข้า ! ไอ้เด็กบัดซบ เจ้าอยากจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านซวงซีใช่ไหม..."
"ดูเหมือนว่าช่วงนี้ข้าจะทำตัวเงียบเกินไป จนทำให้พวกท่านลืมไปแล้วสินะ ว่าเมื่อก่อนข้ามีนิสัยใจคอยังไง"
หลี่มูยังคงค้างอยู่ในท่าง้างคันธนู ลูกศรดอกที่สองถูกพาดไว้บนสายธนูเรียบร้อยแล้ว "ตาแก่ ถ้าขืนยังกล้าพูดจาพล่อย ๆ อีก ลูกศรดอกต่อไปข้าไม่รับประกันนะว่าจะไปปักอยู่ตรงไหน"
บริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบงัดดั่งป่าช้าในทันที
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาราวกับกำลังคุยเล่น แต่แววตากลับเย็นชาจนน่าขนลุก สายตากวาดมองทุกคน ก่อนจะเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจนว่า
"ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าวันนี้ใครหน้าไหนมันจะมีปัญญาไล่ข้าออกจากหมู่บ้านไปได้"