- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 46 ส่วนแบ่งหกต่อสี่
ตอนที่ 46 ส่วนแบ่งหกต่อสี่
ตอนที่ 46 ส่วนแบ่งหกต่อสี่
ตอนที่ 46 ส่วนแบ่งหกต่อสี่
“ต่อไปนี้ คนที่ข้าเรียกชื่อให้ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว !”
“หลิวเซวียน ! หลินเอ้อโก่ว ! เฉาฉง ! เฉาหลิน... เจียงหู่ !”
ท่ามกลางฝูงชน เมื่อเจียงหู่ได้ยินชื่อของตัวเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไปชั่วขณะ จนกระทั่งถูกคนข้าง ๆ ผลักเบา ๆ ถึงได้ก้าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและยินดี
……
เจี่ยชวนรับคันธนูล่าสัตว์ที่ทำจากไม้หวงหยางมา นิ้วมือลูบไล้ไปตามลวดลายคล้ายเกล็ดงูที่คดเคี้ยวบนตัวคันธนู จู่ ๆ เขาก็ย่อตัวลงในท่าม้า สายธนูถูกดึงด้วยนิ้วมือที่หยาบกร้านจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดชวนให้เสียวฟัน
เมื่อคันธนูค่อย ๆ ถูกง้างออกจนโค้งงอราวกับจันทร์เพ็ญ มัดกล้ามเนื้อบนท่อนแขนทั้งสองข้างของเขาก็ปูดโปนขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ดูราวกับรากไม้ที่หนาเตอะ เส้นเลือดดำปูดโปน รอยกล้ามเนื้อเด่นชัดราวกับถูกสลักด้วยมีดและขวาน !
“ไป !”
สิ้นเสียงตวาด ลูกศรขนนกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศไปราวกับรุ้งสีนิล
ต้นอวี๋ขนาดเท่าปากชามที่อยู่ห่างออกไปสามสิบก้าวสั่นสะท้าน เปลือกไม้แตกกระจายร่วงหล่นราวกับสายฝน หัวลูกศรเฉียดลำต้นพุ่งทะลุเข้าไปในพงหญ้า ทำให้ฝูงนกที่กำลังจิกกินเมล็ดหญ้าอยู่แตกตื่นบินหนีไป
ยิงพลาดไปหนึ่งดอก สีหน้าของเจี่ยชวนก็ดูเก้อเขินและกระวนกระวายใจเล็กน้อย เมื่อเห็นหลี่มูยังไม่พูดอะไร เขาก็หยิบลูกศรดอกที่สองขึ้นมาง้างยิงอีกครั้ง
ครั้งนี้ ลูกศรยาวพุ่งเจาะทะลวงเข้าที่ลำต้นไม้อย่างแม่นยำ หัวลูกศรฝังลึกลงไปสามสี่ชุ่น แม้แต่ก้านลูกศรก็ทนรับแรงกระแทกอันมหาศาลนี้ไม่ไหวจนหักสะบั้นลง !
“คันธนูชั้นยอดจริง ๆ !”
เมื่อเจี่ยชวนเห็นภาพตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมออกมา “ด้วยแรงดึงขนาดนี้ ถ้าได้ใช้คู่กับลูกศรหัวแข็ง ๆ ล่ะก็ เกรงว่าคงยิงทะลุเกราะได้สบาย ๆ เลย”
ระยะสามสิบก้าว ยิงสองดอกโดนเป้าหมายหนึ่งดอก ฝีมือยิงธนูระดับนี้สำหรับทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการกลับมาทำนา ถือว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว
ดูเหมือนว่าความยากลำบากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะไม่ได้ลบเลือนทักษะที่เขาได้เรียนรู้มาจากในกองทัพไปเลย!
หลี่มูพึงพอใจกับผลงานของเจี่ยชวนเป็นอย่างมาก ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อีกฝ่ายเป็น “ผู้สมัคร” เพียงคนเดียวที่ทำผลงานได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่เขาวางไว้
“ฝีมือยิงธนูถือว่าใช้ได้ แล้วฝีมือต่อสู้ล่ะเป็นยังไงบ้าง ?” เขาเอ่ยปากถามอีกครั้ง
“ท่านวางใจได้เลย” เจี่ยชวนตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างมั่นใจ “หลายปีมานี้ แม้ว่าพวกเราสองสามคนจะหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา แต่วิชาหมัดมวยที่ฝึกฝนมาจากในกองทัพก็ยังไม่ขึ้นสนิมหรอกนะ ถ้าหากท่านไม่เชื่อล่ะก็... เสี่ยวอู่ หลิ่วจื่อ แสดงฝีมือให้ดูหน่อย !”
เห็นเพียงสองคนนั้นแยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว หมัดที่ชกออกไปดุดันราวกับพยัคฆ์ตะปบหัวใจ ลูกเตะกวาดรุนแรงราวกับมังกรสะบัดหาง
แม้กระบวนท่าจะดูเรียบง่ายไร้ลูกเล่นแพรวพราว แต่ทุกท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าในสนามรบ กวาดเอาใบไม้แห้งบนพื้นให้ปลิวว่อนหมุนวนขึ้นมา
รำมวยจบไปหนึ่งชุด ภายในใจของหลี่มูก็ไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกต่อไป
เขาเปิดประตูให้ทั้งสามคนเข้ามาในลานบ้าน ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ข้าให้พวกเจ้าเข้าร่วมกลุ่มพรานล่าสัตว์ได้ แต่มีบางเรื่องที่ต้องตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากเข้าป่าไปแล้ว สัตว์ป่าและสมุนไพรทั้งหมดที่หามาได้ ข้าจะขอแบ่งหกส่วน ส่วนอีกสี่ส่วนที่เหลือถึงจะเป็นของพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสามคนก็มองหน้ากันไปมา
ชายฉกรรจ์ที่ชื่อหลิ่วจื่อหน้าแดงก่ำ กำลังจะอ้าปากโต้แย้ง แต่เจี่ยชวนกลับกดไหล่เขาไว้ แล้วยิ้มเจื่อน ๆ พลางกล่าวว่า “น้องหลี่ แบ่งแค่สี่ส่วนมันออกจะน้อยไปหน่อยไหม...”
ยังไงซะการเข้าป่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย มีโอกาสทิ้งชีวิตไว้ในนั้นได้ทุกเมื่อ !
พวกเขาสามคนต้องเสี่ยงอันตรายตั้งมากมาย ร่วมแรงร่วมใจกันกลับได้ส่วนแบ่งแค่สี่ส่วน แต่หลี่มูคนเดียวกลับรวบไปถึงหกส่วน นี่มันดูจะไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อย
“หนังสืออนุญาตครอบครองธนูอยู่ในมือข้า แผนที่เส้นทางสัตว์และแหล่งสมุนไพรอยู่ในหัวข้า ช่องทางการนำของไปขายก็อยู่ในกำมือข้า” หลี่มูนับนิ้วชี้แจงราวกับกำลังร่ายของล้ำค่า “ทั้งสามอย่างนี้ พวกเจ้าพอจะงัดเอาอะไรออกมาต่อรองราคาได้สักอย่างไหมล่ะ ?”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนมีดอันคมกริบ ที่แทงทะลุจุดอ่อนของทั้งสามคนจนแฟบลงทันที
เจี่ยชวนก้มหน้าถอนหายใจยาวอย่างท้อแท้
แม้ว่าพวกเขาจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมซึ่งหล่อหลอมมาจากในกองทัพ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีความถนัดด้านอื่นอีกเลย สิ่งที่หลี่มูพูดมาทั้งหมดนั้น พวกเขาไม่มีเลยสักอย่าง !
“เฮ้อ ก็ได้ ! สี่ส่วนก็สี่ส่วน !”
หลังจากทั้งสามคนปรึกษาหารือกัน ในที่สุดก็ต้องยอมตกลงตามเงื่อนไขของหลี่มูอย่างเสียไม่ได้
“หมู่บ้านต้าหวังอยู่ห่างจากหมู่บ้านซวงซีตั้งเจ็ดแปดลี้ ตอนนี้ในนาก็ไม่มีงานอะไรให้ทำ สู้พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ชั่วคราวไปก่อน วันข้างหน้าเวลาจะเข้าป่าจะได้รวมตัวกันง่าย ๆ ด้วย”
หลี่มูชี้ไปยังบ้านเก่าของลุงรองที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แล้วกล่าวว่า “นั่นก็เป็นบ้านของข้าเหมือนกัน เมื่อหลายวันก่อนเกิดไฟไหม้จนถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง แต่ยังมีห้องด้านข้างเหลืออยู่อีกห้อง เก็บกวาดทำความสะอาดสักหน่อยก็พอให้คนเข้าไปอยู่ได้แล้ว”
ในยุคสมัยนี้ การสื่อสารและการคมนาคมยังไม่สะดวกสบายนัก สมาชิกกลุ่มพรานล่าสัตว์ในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้านส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน
ข้อแรกคือคุ้นเคยกันดี ข้อสองคือหากต้องการเข้าป่า การระดมพลก็ทำได้รวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบใจน้องหลี่มาก” เจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็ประสานมือคารวะ ล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หวังว่าน้องชายจะพาข้าไปพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบันทึกรายชื่อพวกข้าทั้งสามคนลงในสมุดทะเบียน จะได้ไม่ต้องถูกพวกเจ้าหน้าที่ทางการที่มาลาดตระเวนหาเรื่องเอา”
ป้ายเหล็กสีดำแผ่นหนึ่งถูกยื่นส่งมา ด้านหน้าสลักตัวอักษรจีนตัวเต็มคำว่า “ฉี” ส่วนด้านหลังเป็นตัวอักษรขนาดเล็กจิ๋วเรียงรายอยู่
ตัวอักษรเหล่านั้นระบุถึงภูมิลำเนา เพศ และรูปพรรณสัณฐานของผู้ถือครองไว้อย่างละเอียดลออ!
ป้ายเหล็กแผ่นนี้ ก็คือป้ายประจำตัวที่ทางการของอาณาจักรต้าฉีออกให้นั่นเอง
หากไม่มีสิ่งนี้ ก็จะถูกจัดว่าเป็นคนไร้ถิ่นฐาน !
หลี่มูยื่นมือออกไปรับป้ายเหล็กมา ในใจย่อมรู้ดีว่าการกระทำของเจี่ยชวนในครั้งนี้ ก็เพื่อพิสูจน์ตัวตนของตนเอง
ยุคสมัยนี้มันวุ่นวายมาก
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก หากรับพวกเขาเข้ามาเป็นลูกน้องแบบส่ง ๆ โดยที่ไม่ตรวจสอบประวัติให้ดีเสียก่อน ขืนพวกเขากลายเป็นนักโทษหลบหนีหรือโจรป่าขึ้นมา ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงมาก !
จุดจบของตระกูลหวัง ยังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ !
หากเจี่ยชวนไม่เป็นฝ่ายหยิบมันออกมาเอง หลี่มูก็คงจะเป็นคนเอ่ยปากขอตรวจสอบจากเขาอยู่ดี
ไม่นานนัก หลี่มูก็พาพวกเขาไปลงทะเบียนที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน เมื่อตรวจสอบยืนยันตัวตนจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว พวกเขาก็ได้เข้าพักที่หมู่บ้านซวงซีเป็นการชั่วคราว
ยามที่ดวงตะวันคล้อยต่ำลง
เจียงหู่ที่มีสภาพฝุ่นเกาะเต็มตัวก้าวเท้าเข้ามาในลานบ้านตระกูลหลี่
ผ่านการคบหาสมาคมกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลี่มูก็ได้ยอมรับชายฉกรรจ์ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกดูหยาบกระด้าง ทว่าภายในกลับมีความละเอียดอ่อนผู้นี้อย่างเต็มหัวใจแล้ว
เขาเล่าเรื่องของเจี่ยชวนและพวกทั้งสามคนให้อีกฝ่ายฟังก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนบทสนทนา หันมาเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายมาร่วมหุ้นด้วยกัน
“เจียงหู่ เจ้าเป็นคนที่สนิทกับข้าที่สุด ข้าจะไม่หลอกลวงเจ้าหรอก ตอนนี้ในป่ามีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงเจ้ายอมลงแรงสักหน่อย... รับรองว่าเงินที่หาได้ จะต้องมากกว่าตอนที่เจ้าอยู่กับกองคาราวานอาชาเหล็กอย่างแน่นอน” หลี่มูยืนอยู่กลางลานบ้าน เอ่ยปากเชิญชวนเขาอย่างจริงจัง “สู้เจ้าออกจากกองคาราวานแล้วมาทำงานกับข้าดีกว่า !”
เมื่อมีพวกของเจี่ยชวนทั้งสามคน กลุ่มพรานล่าสัตว์ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ถ้าเจียงหู่ยอมตกลงเข้าร่วมด้วย หลี่มูก็จะยิ่งมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“จริงด้วย พี่หู่จื่อ ! ท่านไปคลุกคลีอยู่กับกองคาราวานอาชาเหล็กที่วัน ๆ เอาแต่ฟันแทงกันมันอันตรายจะตาย สู้มาเป็นพรานล่าสัตว์กับพี่ชายข้าไม่ดีกว่าหรือ !” หลี่ไฉ่เวยที่กำลังให้อาหารกระต่ายอยู่ ก็ส่งยิ้มหวานช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรง
ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเจียงหู่กลับดูสับสนซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า “พี่หลี่ ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีกับข้า แต่เรื่องนี้ข้าตกลงกับเจ้าไม่ได้จริง ๆ ! เมื่อช่วงสายวันนี้ ข้าเพิ่งจะดื่มสุราสาบานเลือด และกราบไหว้เข้าเป็นสมาชิกสายในของกองคาราวานอาชาเหล็กอย่างเป็นทางการแล้ว !”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอก ข้าคงจะรับคำตกลงทำงานกับเจ้าโดยไม่ลังเลเลย ! แต่ตอนนี้...”
คำพูดของเจียงหู่ถูกละทิ้งไว้กลางคัน
พรรคอย่างกองคาราวานอาชาเหล็ก มักจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก
เมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการแล้ว หากคิดจะถอนตัว ก็จะต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนสาหัส
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่มูก็รู้ดีว่า ตั้งแต่เริ่มแรกที่เจียงหู่เข้ามาตีสนิทกับตน ก็เป็นเพราะมีความตั้งใจอยากจะเรียนรู้วิชาวรยุทธ์ เพื่อให้มีหน้ามีตาในกองคาราวานอาชาเหล็ก !
มาตอนนี้ กว่าเขาจะได้รับความชื่นชมจากเบื้องบนก็ยากลำบากแสนเข็ญ ย่อมไม่มีทางยอมล้มเลิกไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน
แม้ภายในใจหลี่มูจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้บีบบังคับอีกฝ่าย
ท้ายที่สุดแล้ว การฝืนใจคนก็ย่อมไม่เกิดผลดี
คนเราต่างก็มีเจตนารมณ์เป็นของตัวเอง ต่อให้เป็นคนที่สนิทสนมกันมากแค่ไหน ก็อาจจะมีมุมมองต่อทิศทางการเติบโตในอนาคตที่แตกต่างกันไปได้
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นที่โชยกรุ่นไปทั่วลานบ้าน
……
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่ใต้ต้นฮวายเฒ่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ชายฉกรรจ์สวมเสื้อผ้าหยาบ ๆ กว่าสิบคนกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายกันไม่หยุด
“เจ้าว่ายังไงนะ ? หลี่มูตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ แต่กลับไม่ยอมเรียกใช้ชายฉกรรจ์เป็นร้อย ๆ คนในหมู่บ้านเราเลยสักคน กลับไปรับเอาคนต่างถิ่นมาตั้งสามคนเนี่ยนะ ?”
“นี่มันกินบนเรือนขี้บนหลังคาชัด ๆ ไม่ใช่รึ ?”
“ดีล่ะ พอมีเรื่องดี ๆ กลับไม่นึกถึงพวกเราชาวบ้านเดียวกัน ดันไปประเคนให้คนนอก ไอ้เด็กนี่มันชั่วร้ายเกินไปแล้ว !”
“ไป ๆ ๆ ! พวกเราไปทวงถามหาความยุติธรรมกับมันกัน !”
กลุ่มชาวบ้านต่างมีอารมณ์โกรธเกรี้ยว ฮึกเหิมและถกแขนเสื้อเตรียมพร้อม มุ่งหน้าไปยังบ้านของตระกูลหลี่ด้วยท่าทีดุดันเอาเรื่อง