- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 37 ความเกรี้ยวกราดของหวังลู่อัน
ตอนที่ 37 ความเกรี้ยวกราดของหวังลู่อัน
ตอนที่ 37 ความเกรี้ยวกราดของหวังลู่อัน
ตอนที่ 37 ความเกรี้ยวกราดของหวังลู่อัน
คฤหาสน์ตระกูลหวัง
"จะ... เจ้าว่ายังไงนะ ? "
ถ้วยชาในมือของหวังลู่อันร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง "เพล้ง" เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนกลาด เขาดวงตาเบิกโพลงจ้องเขม็งไปยังเจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองที่อยู่ในสภาพทุลักทุเล หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด "เอกสารปลอมถูกแย่งกลับไปแล้วงั้นรึ ? แล้วนังเด็กนั่นก็ถูกหลี่มูพาตัวไปแล้วด้วย ? "
หางคิ้วของเฉินจินเฟิงยังมีรอยเลือดติดอยู่ ส่วนหลิวชงก็เอาแต่บีบนวดข้อมือที่บวมเป่ง ชุดขุนนางของทั้งสองเต็มไปด้วยฝุ่นดิน พวกเขายืนตัวลีบอยู่ในห้องโถงของตระกูลหวังราวกับหมาจนตรอก แม้แต่จะหายใจแรง ๆ ก็ยังไม่กล้า
"ท่านใต้เท้าทั้งสอง ! " น้ำเสียงของหวังลู่อันตวาดกร้าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เล็บจิกจมลึกลงไปในฝ่ามือ "ข้าอุตส่าห์ควักเงินจ่ายไปตั้งยี่สิบตำลึงเงินเชียวนะ ! แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสิ่งนี้รึ ? กะอีแค่อันธพาลข้างถนนคนเดียวก็ยังจัดการไม่ได้ ? "
คำพูดนี้เสียดแทงรูหูราวกับเข็มที่ถูกเผาไฟจนร้อนแดง
แม้พวกเขาจะมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าหน้าที่ทางการ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลผู้นี้ ก็ยังไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสาน ยิ่งไปกว่านั้น กินของเขาปากก็ต้องว่าตาม รับเงินเขามามือก็ต้องอ่อน พวกเขารับเงินเขามาคนละสิบตำลึง ในเมื่อทำงานพลาด ก็ย่อมต้องก้มหน้ารับฟังคำด่าทออย่างสาดเสียเทเสียของอีกฝ่ายแต่โดยดี
"เป็นพวกข้าที่ประเมินไอ้เด็กนั่นต่ำไป" เฉินจินเฟิงกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงขรึม "ทีแรกข้าคิดว่ามันคงไม่กล้าทำตัวโอหังต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการ แต่... คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ ! "
"มันคำนวณไว้แล้วว่าพวกข้าไม่มีหลักฐาน ก็เลยไม่กล้ารายงานเรื่องนี้ไปที่ศาลาว่าการ"
หลิวชงเองก็รู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างหนัก หลังจากที่เอกสารปลอมถูกแย่งไป มันก็อยากจะรีบกลับไปที่ศาลาว่าการ เพื่อแจ้งให้พวกมือปราบและเจ้าหน้าที่ไปจับตัวหลี่มูทันที
แต่ความคิดนี้ก็ถูกมันปัดตกลงไปอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกับพวกมือปราบนั้นอยู่กันคนละแผนกกัน
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เก็บภาษีนั้นเป็นตำแหน่งที่มีผลประโยชน์อู้ฟู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพวกมือปราบที่ยากจนข้นแค้นอิจฉาริษยาและหมั่นไส้ ปกติแล้วความสัมพันธ์ของคนทั้งสองแผนกก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่นัก
พอมาเจอเรื่องแบบนี้ อีกฝ่ายย่อมต้องดีใจที่ได้เห็นพวกเขาโชคร้าย หากไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ก็ไม่มีทางยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า... พวกเขาจะยอมควักเนื้อจ่ายเงินก้อนโต !
แต่หลายปีมานี้ พวกมือปราบได้แต่มองดูพวกเจ้าหน้าที่เก็บภาษีกินดีอยู่ดีจนพุงกาง พวกเขาจึงกลายเป็นฝูงหมาป่าที่หิวโซไปตั้งนานแล้ว การจะอุดปากพวกเขาให้อิ่มได้ ย่อมไม่ใช่แค่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จะจัดการได้
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นการกระทำที่ละเมิดข้อห้ามอยู่แล้ว
หากเรื่องนี้แดงออกไป แล้วถูกพวกมือปราบล่วงรู้และนำไปฟ้องท่านนายอำเภอ แค่ชุดเครื่องแบบที่สวมอยู่บนตัวก็คงยากที่จะรักษาเอาไว้ได้
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เก็บภาษีน่ะ มีสายตาหลายคู่คอยจ้องจะตะครุบอยู่นะ !
"แค่ก ๆ ๆ ! "
ภายในห้องโถงด้านหลัง เสียงไออย่างรุนแรงแทบขาดใจดังแว่วมาอีกครั้ง
หัวคิ้วของหวังลู่อันกระตุกถี่ยิบ
เสียงไอนี้เปรียบเสมือนคมมีด ที่กรีดแทงลงบนขั้วหัวใจของเขาทีละแผล ๆ
"ถ้าหมดหนทางจริง ๆ ก็ส่งคนไปฉุดตัวมาเลยสิ ! " จู่ ๆ น้ำเสียงของเฉินจินเฟิงก็ดุดันเหี้ยมเกรียมขึ้นมา "ยังไงซะไอ้เด็กนั่นก็ไร้อำนาจวาสนา ขอเพียงพวกเราจัดการให้สะอาดหมดจด ก็รับรองว่าจะไม่มีปัญหาตามมาทีหลังแน่ ! "
หลิวชงเองก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง มันลูบข้อมือที่บวมเป่งจากการถูกตี นัยน์ตาสาดประกายความเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรง "ส่งคนไปพรางตัวสักหน่อย อาศัยจังหวะมืดค่ำดึกดื่นบุกเข้าไปในบ้าน ฆ่าไอ้เด็กเปรตนั่นทิ้งซะ แล้วก็จุดไฟเผาให้เกลี้ยงทั้งคนทั้งบ้าน เหลือแค่นังผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว ถึงตอนนั้นเราจะบีบคั้นนางยังไงก็ได้ไม่ใช่รึ ? "
หวังลู่อันถอนหายใจยาว ๆ
เขาเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์สุจริต เดิมทีก็ไม่อยากจะใช้วิธีการที่รุนแรงและอันตรายเช่นนี้ แต่เรื่องมันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีก
"ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น" กล้ามเนื้อบนแก้มของเขากระตุก เอ่ยเสียงเบา "หวังว่าครั้งนี้จะไม่มีเรื่องผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นอีกนะ"
เมื่อได้ยินหวังลู่อันเอ่ยปากตกลง เจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองต่างก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
หลี่มูลงมือทุบตีพวกเขาจนหมดสภาพ ความแค้นในครั้งนี้ ย่อมถูกพวกเขาสลักลึกไว้ในใจอย่างแน่นอน
ตอนนี้ความแค้นใกล้จะได้รับการชำระ จะไม่ให้พวกเขารู้สึกสะใจและปลอดโปร่งไปทั้งกายและใจได้อย่างไร ?
"เมื่อสองวันก่อน ที่หมู่บ้านซวงซีก็เพิ่งมีชาวบ้านถูกโจรปล้นฆ่า ได้ยินว่าเป็นพวกโจรป่าจากเขาหูโถวลงมาปล้นเสบียง พอดีเลย เราก็โยนความผิดไปให้พวกเขาซะ ! " หลิวชงกดเสียงต่ำ หัวเราะร่วน "บางทีเราอาจจะฉวยโอกาสนี้ อ้างเหตุผลว่าจะส่งทหารไปปราบโจร แล้วรีดไถภาษีจากชาวบ้านเพิ่มได้อีกก้อนด้วยนะ"
"ยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว ! "
......
หลังจากที่สองพี่น้องกลับมาถึงบ้าน ก็บังเอิญเจอกับเจียงหู่พอดี เมื่อเขาเห็นทั้งสองคนก็รีบเดินปรี่เข้ามา สีหน้าฉายแววร้อนรน "พี่หลี่ เมื่อกี้ข้าเพิ่งได้ยินคนบอกว่าไฉ่เวยถูกเจ้าหน้าที่เก็บภาษีพาตัวไป ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? "
หลี่มูหน้าทะมึนตึง เล่าเรื่องราวต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้ฟังอย่างรวดเร็ว
"ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ยุ่งยากแล้วสิ ! " เจียงหู่ขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะซับซ้อนขนาดนี้ ไม่เพียงแต่จะไปพัวพันกับเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในเมือง แต่ยังไปล่วงเกินเจ้าหน้าที่เก็บภาษีตั้งสองคน "หวังลู่อันมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ในเมื่อเขาสามารถเรียกใช้คนของทางการได้ ก็ย่อมไม่มีทางยอมรามือไปง่าย ๆ แน่"
"ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะใช้กำลังบุกมาฉุดคนเลยก็ได้ ! "
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับเบา ๆ
ความรุนแรง คือวิธีที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดในการแก้ปัญหาเสมอ
เมื่อหวังลู่อันพบว่าแผนการไม่ได้ผล ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่หมาจนตรอกจะกระโดดข้ามกำแพง ลงมือทำเรื่องเลวทรามอย่างการฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้าน
"สิ่งที่ข้ากังวล ก็คือเรื่องนี้แหละ" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กดเสียงต่ำกระซิบที่ข้างหูเจียงหู่ "ข้ามีวิธีอยู่ เดี๋ยวเจ้าไปหาคนมาสักสองสามคน..." เขาใช้เวลาพูดอยู่หลายสิบอึดใจ
เจียงหู่พยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "พี่หลี่ เจ้าวางใจได้เลย เรื่องที่เจ้ามอบหมายมา ข้าจะจัดการให้สำเร็จอย่างแน่นอน ! "
พูดจบ เขาก็ไม่รอช้าแม้แต่น้อย หันหลังก้าวเท้ายาว ๆ จากไปทันที
"พี่..." หลี่ไฉ่เวยมองดูแผ่นหลังของเจียงหู่ที่ห่างออกไป จู่ ๆ ก็คว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ ปลายนิ้วซีดขาว "ท่านกำลังจะทำอะไร ? อย่าปิดบังข้านะ..."
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่ให้เขาไปหาคนจากกองคาราวานอาชาเหล็กมาช่วยคุ้มกัน ถ้าตระกูลหวังคิดจะใช้กำลังบุกเข้ามา คนเราเยอะกว่า จะได้พอมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง" หลี่มูฉีกยิ้มกว้าง จากนั้นก็ตบศีรษะนางเบา ๆ พลางกล่าวว่า "ไฉ่เวย เดี๋ยวเจ้าไปนั่งเล่นที่บ้านอาสามก่อนนะ ข้าจะต้องเข้าเมืองสักหน่อย ! "
"เข้าเมือง ? "
"เขากวางอ่อนนี่ ถ้าขืนยังไม่รีบขายออกไป มีหวังได้เน่าคามือข้าแน่" หลี่มูแกว่งถุงผ้าในอกเสื้อไปมา หยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า "อีกอย่าง การจะขอให้คนอื่นมาช่วย ก็ต้องมีค่าเหนื่อยให้พวกเขาสักหน่อยใช่ไหมล่ะ ? แล้วยังต้องเตรียมเงินไว้จ่ายส่วยหลวงใหม่อีก..."
"ถ้าไม่เอามันไปขาย แล้วข้าจะเอาเงินมาจากไหนล่ะ ? "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยก็ก้มหน้าลง หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ นางสะอื้นไห้พลางเอ่ยว่า "พี่ เป็นเพราะข้าเองแหละที่ไม่ดี ถ้าข้าเก็บรักษาเอกสารนั่นไว้ให้ดี ก็คงไม่ต้องมีเรื่องยุ่งยากมากมายขนาดนี้หรอก"
"พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ จะมาพูดจาอะไรแบบนี้ทำไม ? "
หลี่มูมองดูดวงตาที่แดงช้ำของนาง ยกนิ้วหัวแม่มืออันหยาบกร้านขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าให้นางอย่างแผ่วเบา การกระทำของเขาช่างอ่อนโยนเสียจนไม่เหมือนกับชายฉกรรจ์ที่เอาแต่จับดาบแกว่งมีดอยู่ทุกวี่ทุกวัน "เมื่อก่อนข้าก่อเรื่องวุ่นวายตั้งมากมาย ก็เป็นเจ้าไม่ใช่รึที่คอยตามเช็ดตามล้างให้ข้ามาตลอด..."
"ไม่ใช่นะ มันไม่เหมือนกัน ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน..." นางกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น จนกระทั่งรับรู้ได้ถึงรสชาติคาวเลือด
"เอาล่ะ เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว" น้ำเสียงของหลี่มูแข็งกร้าวขึ้นมา เขาคว้ามีดพร้าแล้วเดินมุ่งหน้าออกไปนอกประตู "ไปกันเถอะ ข้าจะไปส่งเจ้าที่บ้านอาสาม ระหว่างที่ข้ายังไม่กลับมา ไม่ว่าใครจะมาหาเจ้า เจ้าก็ห้ามออกมาเด็ดขาดเลยนะ"