เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36 แย่งชิงเอกสารคืน

ตอนที่ 36 แย่งชิงเอกสารคืน

ตอนที่ 36 แย่งชิงเอกสารคืน


ตอนที่ 36 แย่งชิงเอกสารคืน

ขณะเผชิญหน้ากับคำข่มขู่ที่ดุดันเกรี้ยวกราดของเขา รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่มูกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น

"ท่านใต้เท้าทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว"

เขาค่อยๆ ชักมีดพร้าที่เอวออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ที่ข้ามาในครั้งนี้ ก็แค่ต้องการพาน้องสาวของข้ากับเอกสารฉบับนั้นกลับไปเท่านั้นเอง"

ตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่มูได้ตกลงไปในหลุมพรางทางความคิดของตัวเอง

การจะช่วยเหลือหลี่ไฉ่เวย ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากไปตามหาป้าหม่า หรือไปแย่งชิงเอกสารฉบับจริงคืนมาเลย

เขาเพียงแค่แย่งเอาเอกสารฉบับปลอมนั่นมาทำลายทิ้งก็สิ้นเรื่อง !

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีไม่ใช่มือปราบ อำนาจในมือของพวกเขาไม่ได้มีมากขนาดนั้น หากไร้ซึ่งหลักฐาน ต่อให้พวกเขาคุมตัวหลี่ไฉ่เวยกลับไปถึงศาลาว่าการ ก็ไม่อาจยัดข้อหาเอาผิดนางได้

อย่างมากที่สุด...ก็แค่จ่ายส่วยหลวงซ้ำอีกรอบก็เท่านั้นเอง !

"เจ้าคิดจะทำลายหลักฐานงั้นรึ ? " หลิวชงคิ้วกระตุกถี่ยิบ มันคิดไม่ถึงเลยว่าหลี่มูจะขวัญกล้าเทียมฟ้าขนาดนี้ ถึงขั้นกล้าลงมือกับเจ้าหน้าที่ทางการ ต้องรู้ไว้ว่าสำหรับชาวบ้านตาดำ ๆ ส่วนใหญ่แล้ว ขอเพียงเป็นคนที่สวมชุดเครื่องแบบทางการ ก็คือใต้เท้าที่ไม่อาจไปล่วงเกินได้ !

ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการ ชาวบ้านแม้แต่จะพูดจาก็ยังไม่กล้าส่งเสียงดัง แล้วนับประสาอะไรกับการลงมือทำร้าย ?

"เอกสารนี้จะจริงหรือปลอม พวกท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจดี" หลี่มูก้าวประชิดเข้าไปอีกก้าว "ส่วยหลวงนั่นข้ายอมจ่ายซ้ำอีกรอบก็ได้ ข้ายอมกลืนเลือดรับการขาดทุนในครั้งนี้ ! "

"แต่คน... วันนี้ข้าต้องพาตัวกลับไป"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวชงกับเฉินจินเฟิงก็สบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่าย

เป็นไปตามที่หลี่มูพูด เอกสารปลอมฉบับนี้คือหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่จะใช้เอาผิดสองพี่น้อง พวกเขาเป็นแค่เจ้าหน้าที่เก็บภาษี แม้จะกอบโกยผลประโยชน์ได้ไม่น้อย แต่ถ้าพูดถึงอำนาจและอิทธิพลในหน้าที่การงานแล้ว ยังถือว่าห่างชั้นจากพวกมือปราบอยู่หลายขุม

หากพูดกันตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดแล้ว พวกเขาไม่มีแม้แต่อำนาจในการจับกุมคนด้วยซ้ำ

แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจถึงการแบ่งหน้าที่และอำนาจของเจ้าหน้าที่แต่ละแผนกในศาลาว่าการ พอถูกชุดเครื่องแบบนี้ข่มขวัญเข้าหน่อยก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่ก้มหน้ายอมจำนนแต่โดยดี

ถ้าหากสามารถคุมตัวหลี่ไฉ่เวยพร้อมกับเอกสารปลอมฉบับนี้กลับไปได้ พวกมือปราบในคุกก็ย่อมไม่ซักไซ้ให้มากความ ท่านนายอำเภอก็จะหลับตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้เรื่องนี้ผ่าน ๆ ไป

แต่ถ้าหากเอกสารปลอมฉบับนี้หายไป การจะอาศัยเพียงลมปากของพวกเขาสองคนเพื่อใส่ร้ายสองพี่น้อง ก็คงจะเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก

"มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก ถือเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ ฆ่าทิ้งได้โดยไม่มีความผิด ! "

ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา บนถนนสายชนบทที่ฝุ่นคลุ้ง เฉินจินเฟิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน

ดาบประจำตำแหน่งในมือของเขาตวัดเป็นประกายแสงเย็นเยียบ พุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของหลี่มู "รนหาที่ตาย ! "

หลี่มูย่อตัวลงต่ำ มีดพร้าในมือตวัดเสยขึ้นจากล่างขึ้นบน เสียง "เคร้ง" ดังสนั่น มีดพร้าปะทะเข้ากับดาบทางการจนกระเด็นออกไป

ง่ามมือของเฉินจินเฟิงชาหนึบ ร่างกายซวนเซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

เขาไม่ใช่มือปราบที่ต้องคลุกคลีต่อสู้กับพวกอันธพาลหรือโจรป่าอยู่ทุกวี่ทุกวัน ปกติก็ไม่ได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์อะไร ผนวกกับการหมกมุ่นเที่ยวเตร่ตามหอนางโลมและโรงเตี๊ยม ร่างกายของเขาก็ถูกสูบพลังจนกลวงโบ๋ไปตั้งนานแล้ว

ดาบนี้ฟันลงไปไม่เพียงแต่จะทำอันตรายหลี่มูไม่ได้ แต่เขากลับถูกแรงสะท้อนกลับจนแทบจะจับดาบประจำตำแหน่งไว้ไม่อยู่

"ลุยพร้อมกันเลย ! " หลิวชงเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง คมดาบกวาดฟันเข้าใส่เอวของหลี่มู

เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ความเร็วก็ว่องไว ดาบที่ตวัดมานี้แฝงไปด้วยเสียงแหวกอากาศอันแหลมคม

ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างของหลี่มูก็หมุนตัวหลบวูบราวกับภูตผี มีดพร้าในฝ่ามือพลิกกลับ สันมีดสับลงไปอย่างแรง

ฟาดเข้าที่ข้อมือของหลิวชงอย่างจัง

"อ๊าก ! " เขาร้องโหยหวน ดาบทางการหลุดลอยกระเด็นออกจากมือ

หลี่มูอาศัยจังหวะนี้ตวัดเท้าเตะกวาด เขาล้มฟาดลงกับพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบคลุ้งไปทั่ว

เมื่อเห็นพรรคพวกหงายเก๋ง เฉินจินเฟิงก็รู้ตัวว่าไม่มีทางถอยแล้ว เขาคำรามลั่นและพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง

หลี่มูไม่ถอยแต่กลับพุ่งสวนเข้าไป มีดพร้ารับดาบทางการเอาไว้แล้วเบี่ยงทิศทาง อาศัยแรงปะทะย้อนกลับไปทำร้ายประดุจวิชากำลังภายในไท่เก๊ก

เฉินจินเฟิงยั้งแรงไม่อยู่ ร่างถลำพุ่งไปข้างหน้า

หลี่มูเบี่ยงตัวหลบ แล้วพลิกมือใช้ด้ามมีดกระแทกเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างแรง

"พลั่ก ! " เฉินจินเฟิงหน้าคะมำทิ่มลงไปในฝุ่นดิน ตาเหลือกและสลบเหมือดไปในทันที

หลิวชงเพิ่งจะกระเสือกกระสนยันตัวลุกขึ้น คมมีดพร้าก็จ่อเข้าที่คอหอยของเขาเสียแล้ว

ในเวลาเพียงไม่กี่สิบอึดใจ เจ้าหน้าที่ผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามทั้งสองคน ก็ถูกโค่นล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ !

บนใบหน้าของหลี่มูปรากฏร่องรอยแห่งความดูแคลน

หากพูดถึงพลังการต่อสู้แล้ว สองคนนี้ต่อให้มีดาบอยู่ในมือ ก็ยังดูไม่น่ากลัวเท่าพวกอันธพาลลูกน้องของซุนตาบอดเลย

"ไว้... ไว้ชีวิตด้วย ! " คมมีดอันเย็นเยียบทำเอาหลิวชงตัวแข็งทื่อ เหงื่อเย็น ๆ ผุดชุ่มไปทั่วชุดขุนนางในพริบตา น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ขาทั้งสองข้างสั่นระริกราวกับเจ้าเข้า

เขาหวาดกลัวจนสติแตกไปแล้ว

ปกติแล้ว อาศัยชุดเครื่องแบบนี้ พวกเขาสองคนก็สามารถเดินกร่างไปทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านโดยไม่มีใครกล้าล่วงเกินแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้พอมีดพร้ามาจ่ออยู่ที่คอหอย หลิวชงก็ไม่กล้าอวดเบ่งบารมีอะไรอีกแล้ว

ตอนแรกคิดว่าอาศัยยศถาบรรดาศักดิ์ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การจะบีบคั้นจัดการกับชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างหลี่มูคงจะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวจะพลิกผันเกินความคาดหมายขนาดนี้

ในเวลานี้ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เขาเป็นถึงเจ้าหน้าที่เก็บภาษี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอู้ฟู่ ถ้าเกิดไปยั่วโมโหอีกฝ่ายจนต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แลกกับเงินค่าจ้างแค่สิบตำลึง มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย !

หลี่มูกวาดสายตาเย็นชา มองเจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองที่ล้มกองอยู่กับพื้น มีดพร้าในมือสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยียบ "เอากุญแจไขตรวนกับเอกสารปลอมฉบับนั้นออกมาซะ"

หลิวชงหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม มือไม้สั่นเทาล้วงเอากุญแจทองเหลืองและเอกสารฉบับนั้นออกมาจากอกเสื้อ

หลี่มูรับมาตรวจสอบดูครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าถูกต้องแล้ว เขาก็จัดการฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ แล้วใช้ชุดจุดไฟเผามันจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

หลิวชงกระเสือกกระสนยันตัวลุกขึ้น

"เรื่องในวันนี้...กลับไปบอกหวังลู่อัน ถ้าหากเรื่องราวยุติลงเพียงเท่านี้ ข้ายอมกลืนเลือดรับความสูญเสียในครั้งนี้ แล้วตั้งแต่นี้ต่อไปถือว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกันอีก" หลี่มูพูดแทรกขึ้นมา แววตาประกายความเย็นชา "แต่ถ้ามันยังดื้อดึงจองล้างจองผลาญพวกข้าสองพี่น้องไม่เลิก ก็อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมอำมหิตก็แล้วกัน"

"ชีวิตไร้ค่าของข้า แลกกับชีวิตของคนทั้งตระกูลมัน ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ! "

พอได้ยินคำข่มขู่ที่ชัดเจนขนาดนี้ หลิวชงกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาแทน

นั่นแปลว่าวันนี้อีกฝ่ายจะไม่ทำอันตรายพวกเขาแล้ว ชีวิตน้อย ๆ ของเขาถือว่ารอดพ้นมาได้แล้ว

"เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะนำไปบอกให้แน่" เขาหอบหายใจถี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

หลี่มูหันกลับไปไขกุญแจปลดโซ่ตรวนให้น้องสาว เมื่อมองเห็นรอยเลือดที่ข้อมือของนาง แววตาของเขาก็ฉายแววปวดร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง "ไปเถอะ กลับบ้านเรา"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้หลี่ไฉ่เวยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว ทันทีที่โซ่ตรวนหลุดออก นางก็โผเข้ากอดหลี่มูแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้

"ไม่เป็นไรแล้ว ! "

หลี่มูลูบไหล่นางเบา ๆ คอยปลอบโยนอยู่นานกว่านางจะสงบสติอารมณ์ลงได้

เคร้ง !

เขาโยนกุญแจคืนไปส่ง ๆ ไม่หันไปมองเจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองคนอีก เมื่ออารมณ์ของนางเริ่มคงที่ สองพี่น้องก็พากันเดินกลับไปตามถนนสายชนบท

เดินออกไปได้กว่าสิบจ้าง หลี่ไฉ่เวยก็ช้อนดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาขึ้นมอง "พี่ เรื่องนี้... มันจะจบลงแค่นี้จริง ๆ หรือ ? "

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงในลำคอ มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นชา "เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงตาแก่ตระกูลหวังที่มืดแปดด้านจนทำได้ทุกอย่างนั่นหรอก ลำพังแค่เจ้าหน้าที่เก็บภาษีสองคนนี้ก็ไม่มีทางปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ หรอก วันข้างหน้าพวกเขาต้องหาโอกาสกลับมาแก้แค้นแน่"

"ที่ข้าฝากคำพูดกลับไปเมื่อกี้ ก็เพื่อทำให้ตระกูลหวังคลายความระแวดระวังลง ให้พวกเขาคิดว่าข้าไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเขาก็เท่านั้นเอง"

เขายิ้มเหี้ยมเกรียม เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาประโยคหนึ่งว่า

"ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้าจะไม่ปล่อยมันไว้แม้แต่คนเดียว ! "

จบบทที่ ตอนที่ 36 แย่งชิงเอกสารคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว