เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 30 แต่งเมียงั้นรึ ?

ตอนที่ 30 แต่งเมียงั้นรึ ?

ตอนที่ 30 แต่งเมียงั้นรึ ?


ตอนที่ 30 แต่งเมียงั้นรึ ?

หลี่มูเดินทางรวดเดียวโดยไม่หยุดพัก เมื่อมาถึงตัวอำเภอก็มุ่งตรงไปยังหอสุ่ยเซียนทันที

หลังจากลูกจ้างในโรงครัวตรวจสอบสัตว์ที่ล่ามาได้แล้ว แผนกบัญชีก็จ่ายเงินให้อย่างรวดเร็วไม่อิดออด

กวางกว่าครึ่งตัว ไก่ฟ้าหนึ่งตัว และกระต่ายป่าหนึ่งตัว ขายรวมกันได้ถึงเก้าตำลึงหกเฉียน

เนื่องจากไม่พบเฉินเฮ้อซง หลี่มูจึงสุ่มถามลูกจ้างคนหนึ่งถึงเบาะแสของอีกฝ่าย

"นายท่านรองวันนี้ออกไปทำธุระข้างนอก คาดว่าคงจะกลับมาดึก ๆ นู่นเลยขอรับ"

ลูกจ้างคนนั้นอัธยาศัยดีทีเดียว เขาเอ่ยอาสาว่า "ถ้าท่านมีธุระอะไรก็บอกข้ามาได้เลย เดี๋ยวข้าจะช่วยบอกต่อให้"

เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเงินหลายสิบตำลึง หลี่มูย่อมไม่กล้าฝากฝังของมีค่าเช่นนี้ไว้กับคนที่ไม่คุ้นเคย เขาจึงพูดจาบ่ายเบี่ยงไปสองสามประโยคเพื่อปัดเรื่องนี้ไป

เขากวางอ่อนหลังจากถูกตัดออกมาแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้นานก็จะเน่าเสียได้

หลี่มูจงใจใช้ถุงสะอาดผสมพริกหมาเจียว และก้อนปูนขาวใส่เก็บรักษามันเอาไว้ การพกติดตัวจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ของล้ำค่าเช่นนี้ย่อมต้องรีบขายออกไปให้เร็วที่สุดถึงจะดี แต่น่าเสียดายที่จังหวะเวลาไม่เป็นใจ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรอมาใหม่ในวันพรุ่งนี้

หลังจากออกจากหอสุ่ยเซียน เขาก็แวะเวียนไปตามร้านค้าหลายแห่งในเมือง เลือกซื้ออุปกรณ์สำหรับต้มสุราและฟูกนอนผืนใหม่ จัดแจงใส่ของจนเต็มสองตะกร้าใหญ่ แล้วใช้ไม้คานที่เคยหาบของป่ามาหาบขึ้นบ่า เดินทอดน่องออกจากเมืองไปอย่างสบายใจ

......

กว่าหลี่มูจะเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านซวงซี พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว

"วันนี้เจียงหู่มาอีกแล้วรึ ? "

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในลานบ้าน เขาก็เห็นว่าบนพื้นที่ของบ้านเก่าที่พังทลายลงมานั้น มีการก่อฐานรากอิฐโคลนสูงกว่าครึ่งเมตรขึ้นมาเป็นวงล้อมแล้ว

"อืม เขามาทำงานอยู่ทั้งบ่ายเลย เพิ่งจะกลับไปไม่ถึงหนึ่งเค่อนี่เอง" หลี่ไฉ่เวยหิ้วถังน้ำ กำลังรดน้ำต้นพริกที่ปลูกไว้เมื่อหลายวันก่อนอยู่ในลานบ้าน "พี่ เมล็ดพันธุ์ที่ท่านเอากลับมามันงอกแล้วนะ ! "

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดีไม่น้อย

โดยปกติแล้ว หลังจากหว่านเมล็ดพริกลงดิน อย่างน้อยก็ต้องรอสักเจ็ดแปดวันถึงจะแทงยอดออกมา แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะพวกมันคือของรางวัลที่ได้จากระบบ เมล็ดที่ปลูกในลานบ้านของเขาเหล่านี้ใช้เวลาไม่ถึงสามวันเต็มก็แตกยอดอ่อนออกมาแล้ว

แม้ยอดอ่อนเหล่านี้จะยังดูหรอมแหรมอยู่บ้าง แต่มันก็ช่วยแต่งแต้มสีเขียวแห่งชีวิตชีวาให้กับลานบ้านอันซอมซ่อแห่งนี้ได้ไม่น้อย

"ข้าไปซื้อพวกข้าวสาร น้ำมัน และแป้งในเมืองมาเพิ่ม แล้วก็ซื้อฟูกนอนกับผ้าผืนใหม่มาด้วย เจ้าเอาของเก่าพวกนั้นไปเปลี่ยนซะเถอะ" หลี่มูวางไม้คานลง ฟูกนอนที่บ้านห่มมาหลายปีจนทั้งแข็งทั้งขาด ช่วงหลายวันที่ผ่านมาทำเอาเขานอนปวดเมื่อยไปทั้งตัว

"ท่านใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีกแล้วนะ ! " หลี่ไฉ่เวยได้ยินก็เท้าสะเอว น้ำเสียงแง่งอนเล็กน้อย "จะเปลี่ยนฟูกใหม่ทำไมกัน ? ซื้อฝ้ายกลับมายัดไส้เพิ่มก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่รึ ? "

"หาเงินมาก็เพื่อเอามาใช้นี่นา..."

หลี่มูเถียงกลับไปลอย ๆ เขาทำราวกับเล่นกล หยิบของทีละชิ้นออกมาจากตะกร้าใบใหญ่บนไม้คาน

เนื้อหมู แป้งสาลีขาว หัวไชเท้า... พับผ้า รองเท้าคู่ใหม่...และยังมีปิ่นปักผมอีกหนึ่งอัน

หลี่มูหยิบมันขึ้นมาปักลงบนมวยผมของน้องสาวอย่างเบามือ เอียงคอพิจารณาดู แล้วหัวเราะร่วน "ดูสิ สวยจะตาย ! "

รูปร่างหน้าตาของหลี่ไฉ่เวยนั้นหมดจดน่ารักอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดการแต่งเนื้อแต่งตัว และด้วยภาระอันหนักอึ้งในชีวิตที่ทำให้นางมักจะอมทุกข์ รูปลักษณ์ก่อนหน้านี้ของนางจึงดูหมองหม่นไปบ้าง

ทว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพชีวิตของนางได้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เพียงแต่จะได้กินอิ่มนอนหลับ แต่ยังมีหลี่มูคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคุ้มครอง เมื่อสภาพจิตใจดีเยี่ยม รูปร่างหน้าตาก็ราวกับได้รับการบำรุงรักษา จึงดูอ่อนหวานและงดงามมากยิ่งขึ้น

ปิ่นปักผมชุบทองอันนั้นเมื่อปักอยู่บนศีรษะของนาง ช่างดูเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ หากไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าบนตัวที่ยังคงดูเก่าซอมซ่อ นางก็ดูคล้ายคลึงกับคุณหนูตระกูลผู้ดีในเมืองถึงเก้าส่วนเลยทีเดียว !

"ของชิ้นนี้แพงมากเลยใช่ไหม ? " หลี่ไฉ่เวยแอบชำเลืองมองเงาของตัวเองในถังน้ำ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้ จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยความกังวลว่า "ร้อยอีแปะจะซื้อได้ไหมเนี่ย ? "

"พอดีร้านเขากำลังลดราคา บวกกับชาดทาปากกล่องนี้ด้วย รวมแล้วก็จ่ายไปแค่หกสิบอีแปะเอง"

หลี่มูล้วงเอากล่องไม้เล็ก ๆ ประณีตออกมาจากอกเสื้อ ยิ้มพลางกล่าว "ข้าก็ดูของพวกนี้ไม่เป็นหรอก แค่ดมดูแล้วหอมดี คิดว่าเจ้าน่าจะชอบก็เลยซื้อมา"

เมื่อได้ยินราคา หลี่ไฉ่เวยก็รู้สึกกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย

แม้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาตลอด แต่ข่าวสารของนางก็ไม่ได้คับแคบนัก นางเคยได้ยินมาว่า ขนาดชาดทาปากที่ถูกที่สุดในเมืองยังขายตั้งร้อยกว่าอีแปะ แล้วยิ่งมาบวกกับปิ่นปักผมชุบทองที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าราคาไม่เบาอันนี้อีก...กลับบอกว่าแค่หกสิบอีแปะเนี่ยนะ ?

"พี่ใหญ่ ขอบคุณสำหรับของขวัญนะ ข้าชอบมากเลย" หลี่ไฉ่เวยกัดริมฝีปากล่าง ดวงตาทอประกายระยิบระยับ แต่เพียงไม่นาน นางก็เปลี่ยนเรื่องและเอ่ยต่อว่า "แต่... วันหลังไม่ต้องซื้อของพวกนี้มาอีกแล้วนะ"

"ถึงบ้านเราจะพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ใช้สุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ ต้องเก็บไว้ใช้กับเรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราวสิ ! "

"ความสุขนี่แหละคือเรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราวที่สุดแล้ว" หลี่มูบิดขี้เกียจ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง "ตอนนี้ส่วยหลวงก็จ่ายแล้ว ทรัพย์สมบัติบ้านลุงรองก็ตกเป็นของเราแล้ว พอมีทุนรอนอยู่บ้าง ก็อย่ากลับไปทนลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกเลย"

"เกิดมาชาติหนึ่งก็อยู่ได้แค่ไม่กี่สิบปี ถ้าไม่หาความสุขใส่ตัวบ้าง จะไม่เป็นการทำผิดต่อตัวเองหรอกรึ ? "

ได้ยินเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยก็รู้สึกจนปัญญา

ปกตินางประหยัดมัธยัสถ์จนเคยชิน แม้ตอนนี้จะพอมีฐานะขึ้นมาบ้าง แต่นางก็ยังตัดใจทิ้งเงินแม้แต่อีแปะเดียวไปกับของไร้ประโยชน์ไม่ได้อยู่ดี

แต่อุปนิสัยของหลี่มู ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่อะไรที่นางจะหว่านล้อมได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ

"จริงสิ วันนี้ตอนข้าไปซักผ้า ข้าบังเอิญเจอท่านป้าหม่า นางให้สมุดข้ามาเล่มนึง บอกว่าจะช่วยหาเมียให้ท่านด้วยล่ะ ! "

หลี่ไฉ่เวยนึกถึงเรื่องที่ลำธารเมื่อเช้าขึ้นมาได้กะทันหัน นางฉุกคิดขึ้นมาได้ทันทีว่า หากหาภรรยาให้หลี่มูได้ วันข้างหน้าก็ย่อมมีคนมาคอยดัดนิสัยเขา

แต่งเมีย ?

สีหน้าของหลี่มูแข็งค้างไปทันที ตอนนี้เขาไม่มีความคิดนี้เลยสักนิด

ตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ เพื่อความอยู่รอด สภาพจิตใจของเขาอยู่ในสภาวะตึงเครียดมาโดยตลอด เพิ่งจะมาได้หายใจหายคอโล่งเอาตอนนี้ เขาไม่อยากหาเหาใส่หัวตัวเองหรอก

หากแต่งเมียเข้ามา ในบ้านก็ไม่เพียงแต่จะมีปากท้องเพิ่มขึ้นมาอีกปาก วันข้างหน้าตอนจ่ายส่วยหลวงก็ต้องเพิ่มส่วนของคนอีกคนเข้าไปด้วย

แล้วถ้าเกิดมีลูกเพิ่มมาอีกสักสองสามคน ชีวิตนี้ก็คงไม่ต้องไปทำอะไรกันแล้ว...

หลี่มูในฐานะคนยุคปัจจุบัน ความคิดความอ่านย่อมแตกต่างจากคนพื้นเมืองในยุคนี้ เขาไม่อยากให้ลูกหลานของตัวเองต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บัดซบแบบนี้หรอก

ในยามที่ยังไม่มีความสามารถพอที่จะสร้างชีวิตที่สุขสบายให้กับครอบครัวและลูกหลาน การดูแลตัวเองให้ดี ไม่แต่งงาน ไม่ผลิตลูก บางครั้งมันก็ถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง

"หาเมียอะไรกัน ? ไม่เอา ไม่เอาหรอก ! "

หลี่มูโบกมือปัดอย่างรำคาญใจและหยาบกระด้าง ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ตอนนี้ข้าไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องพรรค์นี้หรอก"

"พี่ ข้าอุตส่าห์เอาสมุดกลับมาแล้วนะ ท่านช่วยดูสักหน่อยเถอะ เผื่อว่าจะมีคนที่ถูกใจไง ? "

"ข้าเป็นโรคชนิดหนึ่งที่แต่งเมียเมื่อไหร่เป็นต้องตาย ถ้าเจ้าอยากให้ข้ามีชีวิตอยู่ไปอีกหลาย ๆ ปี ก็รีบล้มเลิกความคิดนี้ไปซะเถอะ" หลี่มูหิ้วของเดินเข้าบ้านโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง เขามองน้องสาวที่มีสีหน้าขัดใจผ่านทางหน้าต่าง ถอนหายใจออกมายาว ๆ แล้วพึมพำกับตัวเองอย่างจนปัญญาว่า

"ขนาดข้าหนีมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมถูกบังคับแต่งงานอีกหรือเนี่ย ? "

จบบทที่ ตอนที่ 30 แต่งเมียงั้นรึ ?

คัดลอกลิงก์แล้ว