- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 29 ส่งมอบส่วยหลวง
ตอนที่ 29 ส่งมอบส่วยหลวง
ตอนที่ 29 ส่งมอบส่วยหลวง
ตอนที่ 29 ส่งมอบส่วยหลวง
เมื่อนำข้าวเก่าจำนวนหกร้อยจินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นชั่งน้ำหนัก และตรวจสอบจนแน่ใจว่าปริมาณไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว เจ้าหน้าที่ภาษีทั้งสองก็ลงนามในเอกสารแผ่นหนึ่งแล้วส่งมอบให้หลี่มู เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการชำระส่วยหลวง
มองดูเกวียนบรรทุกเสบียงที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป หลี่มูก็รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาหินก้อนใหญ่ออกจากอก
ตลอดหลายวันที่ทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ เรื่องส่วยหลวงเปรียบเสมือนคมดาบที่แขวนอยู่เหนือลำคอของเขามาโดยตลอด โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะร่วงหล่นลงมาบั่นคอเมื่อใด บัดนี้เมื่อปัญหานี้ได้รับการคลี่คลาย เขาก็รู้สึกเบาสบายไปทั้งร่าง
"ไฉ่เวย ! "
หลี่มูตะโกนเรียกเข้าไปในห้อง "วันนี้พี่จะเข้าเมืองไปขายของป่าที่ล่ามาได้หน่อยนะ ถ้าเจ้าว่างไม่มีอะไรทำ ก็ช่วยเอาโอ่งใบใหญ่สองสามใบที่เรารื้อเจอเมื่อคืน ออกมาขัดล้างทำความสะอาดให้ที"
การเข้าเมืองในครั้งนี้ นอกจากจะนำของป่าไปขายแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการจัดซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับต้มกลั่นสุรา
แม้ว่าการล่าสัตว์ในตอนนี้จะสามารถจุนเจือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของสองพี่น้องได้ แต่นี่ก็ไม่ใช่หนทางในระยะยาว ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง สัตว์ป่าบนเขามีเนื้อหนังมังสาอวบอ้วนสมบูรณ์
แต่หากย่างเข้าสู่ฤดูหนาว หิมะตกหนักลลานตาไปทั่วทั้งภูเขา ร่องรอยของสัตว์ป่าก็จะหาได้ยากยิ่งนัก ความยากลำบากในการล่าสัตว์ย่อมเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ดังนั้น การต้มสุราและการล่าสัตว์ควบคู่กันไป จึงจะเป็นหลักประกันได้ว่าเขาจะไม่อดตายในยุคสมัยที่บัดซบเช่นนี้
"ข้าเข้าใจแล้ว" หลี่ไฉ่เวยประคองชามไข่ตุ๋นเดินออกมาส่งให้ "พี่ ทานอะไรสักหน่อยก่อนเถอะ"
หลังจากบทสนทนาเมื่อคืน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็แนบแน่นขึ้นอีกหลายส่วน
หากเปรียบว่าเมื่อก่อนการที่หลี่ไฉ่เวยคอยดูแลหลี่มู เป็นเพียงเพราะพื้นฐานความจิตใจดีของนาง ผนวกกับสายเลือดที่ไม่อาจตัดขาดได้ ทว่าในเวลานี้ สำหรับแม่หนูน้อยหลี่ไฉ่เวยแล้ว ความห่วงใยนี้มาจากความเลื่อมใสศรัทธาและความห่วงใยจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง
"เรามาแบ่งกันคนละครึ่งนะ"
หลี่มูมองดูไข่ตุ๋นสีเหลืองทองน่าทาน แม้ว่าท้องจะร้องโครกครากด้วยความหิว แต่เขาก็ยังแบ่งให้หลี่ไฉ่เวยไปกว่าครึ่งชาม ก่อนที่ตัวเองจะเริ่มลงมือสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะที่กำลังเคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ อยู่นั้น เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงล้วงเอาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ภาษีเพิ่งออกให้เมื่อครู่ ยัดใส่มือหลี่ไฉ่เวย พลางพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า "จริงสิ เก็บเจ้านี่ไว้ให้ดีเลยนะ ห้ามทำหายเด็ดขาด"
นี่คือเอกสารยืนยันเพียงชิ้นเดียวสำหรับการชำระส่วยหลวง
หากทำหาย แล้วบังเอิญเจอทางการมาสุ่มตรวจล่ะก็ คงหนีไม่พ้นความยุ่งยากตามมาอีกเป็นพรวน
หลี่ไฉ่เวยตระหนักถึงความสำคัญของมันเป็นอย่างดี นางจึงเก็บซ่อนมันไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป หลี่มูอิ่มหนำสำราญ เขานำเชือกป่านมามัดเนื้อกวาง กระต่ายป่า และไก่ฟ้าเข้าด้วยกัน จากนั้นก็เอาเขากวางอ่อนใส่ถุงผ้าผูกติดไว้ที่เอวอย่างแน่นหนา ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
......
ท้ายหมู่บ้านซวงซีฝั่งตะวันออก
มีลำธารสองสายคดเคี้ยวไหลลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน
นี่คือแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน และยังเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านอีกด้วย
โดยปกติแล้ว ชาวบ้านจะใช้น้ำจากลำธารทั้งสองสายนี้ในการดื่มกิน หุงหาอาหาร และซักเสื้อผ้า
หลี่ไฉ่เวยประคองกะละมังใบใหญ่นั่งยอง ๆ อยู่ริมลำธาร กำลังออกแรงขยี้ซักเสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมม
"อ้าว นั่นไฉ่เวยนี่นา ? "
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งประคองกะละมังซักผ้าเดินเข้ามาหา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม "มาซักผ้าเหรอจ๊ะ ? "
หลี่ไฉ่เวยเงยหน้าขึ้นมอง ขยับตัวหลีกทางให้เล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "ป้าหม่า ตรงนี้กว้างขวาง ป้ามานั่งตรงนี้สิ ! "
"เด็กคนนี้ช่างรู้ความจริง ๆ หน้าตาก็สะสวย จิตใจก็งดงาม" ป้าหม่าเอ่ยชมอย่างไม่ตระหนี่คำ ซ้ำยังถือโอกาสนั่งลงข้าง ๆ แล้วแสร้งถามขึ้นลอย ๆ ว่า "แล้วพี่ชายเจ้าล่ะ ? เข้าเมืองไปอีกแล้วเหรอ ? "
"อืม"
"ช่วงนี้มูเกอ ขยันขันแข็งน่าดูเลยนะ วันข้างหน้าครอบครัวพวกเจ้าก็คงลืมตาอ้าปากได้แล้วล่ะ" ป้าหม่าซักผ้าไปพลาง ถอนหายใจรำพึงรำพันไปพลาง "เมื่อวานข้าเห็นกวางที่เขาล่ามาได้ด้วยนะ โอ้โห ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มเลย อย่างน้อยก็น่าจะขายได้สักสิบกว่าตำลึงล่ะมั้ง"
"มันก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละจ้ะ" หลี่ไฉ่เวยส่ายหน้า ถอนหายใจพลางกล่าว "พี่ชายก็ไม่ได้ล่าสัตว์ได้ทุกครั้งหรอกนะ หลายครั้งก็ต้องกลับมามือเปล่า บางทีก็ยังได้แผลกลับมาเต็มตัวอีกต่างหาก"
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านซวงซีล้วนเป็นคนยากจนข้นแค้น นางไม่อยากจะโอ้อวดความร่ำรวย จึงจงใจพูดให้ดูเหมือนหลี่มูต้องเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนอิจฉาริษยามากจนเกินไป
"หนทางทำมาหากินมันมีที่ไหนง่ายบ้างล่ะ ? แต่จะพูดไป มูเกอก็ยังเก่งกว่าพวกชาวนาในหมู่บ้านตั้งเยอะ ! " ป้าหม่ายิ้มแย้มแจ่มใส รอยย่นบนใบหน้าแก่ชรายังแฝงไว้ด้วยความอิจฉา จู่ ๆ นางก็เปลี่ยนเรื่องสนทนาและถามขึ้นว่า "จริงสิ ปีนี้พี่ชายเจ้าอายุยี่สิบสองแล้วใช่ไหม ? "
หลี่ไฉ่เวยพยักหน้ารับ
"พวกผู้ชายในหมู่บ้านเรา ส่วนใหญ่สิบหกสิบเจ็ดก็แต่งเมียกันหมดแล้ว อายุขนาดพี่ชายเจ้ามันน่าจะแต่งเมียได้ตั้งนานแล้วนะ" ป้าหม่าหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อว่า "ที่ข้าก็พอจะมีหญิงสาวที่เหมาะสมอยู่สองสามคน เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ให้ข้าช่วยเป็นธุระหาคู่ให้พี่ชายเจ้าสักคน ? "
พอได้ยินเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ล้วนแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนถึงกับแต่งงานตั้งแต่อายุแค่สิบสี่สิบห้าด้วยซ้ำ สำหรับผู้ชายวัยเดียวกับหลี่มูในหมู่บ้านซวงซี ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้ว แถมลูก ๆ ยังโตพอจะลงนาช่วยทำงานได้แล้วด้วย !
เพียงแต่ก่อนหน้านี้หลี่มูเอาแต่ทำตัวเสเพลเที่ยวเตร่ไปวัน ๆ ชื่อเสียงก็ย่ำแย่ แถมฐานะทางบ้านก็ยังยากจนข้นแค้นสุด ๆ ดังนั้นในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้านนี้ จึงไม่มีใครกล้ายกลูกสาวให้เขาเลย
ป้าหม่าเป็นแม่สื่อที่มีชื่อเสียงแห่งหมู่บ้านซวงซี ปกติก็มักจะเดินสายรับจ้างเป็นแม่สื่อแม่ชักเพื่อหาเงินค่านายหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางจับคู่ให้คนในละแวกนี้สำเร็จมาแล้วนับร้อยคู่ เรียกว่ามีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล
"ตกลงจ้ะ ! " หลี่ไฉ่เวยเผยรอยยิ้ม น้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "ข้าเองก็มีความคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน ! "
พอได้ยินเช่นนั้น ป้าหม่าก็รีบเช็ดมือกับเสื้อผ้า ล้วงเอาสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วเปิดออก ชี้ไปที่หน้าหนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เจ้าดูสิ แม่นางคนนี้เป็นยังไง ? "
"ข้า... ข้าอ่านหนังสือไม่ออกหรอก รบกวนท่านป้าหม่าช่วยอ่านให้ฟังหน่อยได้ไหมจ๊ะ" หลี่ไฉ่เวยหน้าแดงระเรื่อ รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต้าฉี สตรีไม่มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถานศึกษา
หญิงสาวจากตระกูลขุนนางหรือเศรษฐีส่วนใหญ่ที่อยากรู้หนังสือ ก็ต้องจ้างอาจารย์จากข้างนอกมาสอนที่บ้าน
ส่วนบ้านสกุลหลี่ที่แม้แต่จะกินให้อิ่มท้องยังลำบาก ย่อมไม่มีเงินทองเหลือเฟือไปจ้างคนมาสอนหนังสือนางอยู่แล้ว
"หลิวชุ่ยชุ่ย คนหมู่บ้านหวงซาน อายุสิบเก้าปี บิดามารดายังมีชีวิตอยู่... นิสัยอ่อนโยน หน้าตาสะสวย เพียงแต่ตอนเด็กเคยป่วยหนัก ร่างกายก็เลยทำงานหนักไม่ได้"
"หญิงสาวคนนี้หน้าตาดี แต่บอบบางเกินไป ข้าเกรงว่าพี่ชายข้าจะเลี้ยงไม่ไหวน่ะสิ"
"อะแฮ่ม งั้นดูคนต่อไป หวังผิง คนหมู่บ้านหวังกู สู้งานหนักทำนาทำไร่หุงหาอาหารได้คล่องแคล่ว ! เพียงแต่เป็นแม่ม่าย แถมยังมีลูกติดอายุสามขวบอีกหนึ่งคน... ไม่เอาเหรอ ? ไม่เป็นไร ยังมีอีกนะ ! "
"ฉินเป่าเหลียน คนหมู่บ้านชาวม้ง..."
ป้าหม่าอ่านประวัติหญิงสาวรวดเดียวเป็นสิบกว่าคน แต่หลี่ไฉ่เวยก็ยังไม่ถูกใจใครเลยสักคน
ป้าหม่าซับเหงื่อบนหน้าผาก ยิ้มเจื่อนพลางกล่าว "เอาล่ะ ! ข้าไม่อ่านแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าเอาสมุดเล่มนี้กลับไปให้พี่ชายเจ้าดูเอง ให้เขาเลือกเองเลย ถ้าถูกใจคนไหนก็ค่อยมาบอกข้า"
พูดจบ ป้าหม่าก็ไม่รอให้หลี่ไฉ่เวยปฏิเสธ นางจัดการยัดสมุดเล่มนั้นเข้าไปในอกเสื้อของหลี่ไฉ่เวยอย่างรวดเร็วและคุ้นเคย ซ้ำยังกำชับเป็นพิเศษอีกว่า "ไฉ่เวย สมุดเล่มนี้มันเป็นสมบัติล้ำค่าของข้าเลยนะ เจ้าต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ"
"ถ้าทำหายล่ะก็ เป็นเรื่องใหญ่แน่"