- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 28 บทสนทนายามค่ำคืนของสองพี่น้อง
ตอนที่ 28 บทสนทนายามค่ำคืนของสองพี่น้อง
ตอนที่ 28 บทสนทนายามค่ำคืนของสองพี่น้อง
ตอนที่ 28 บทสนทนายามค่ำคืนของสองพี่น้อง
ในขณะเดียวกัน ณ หมู่บ้านซวงซี
บ้านสกุลหลี่
ปุด ๆ !
ในหม้อดินใบเล็กมีควันร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาไม่ขาดสาย น้ำซุปกำลังเดือดพล่าน พริกหมาเจียว (พริกหอม) ต้นหอม และเห็ดฟางลอยวนสลับขึ้นลงอยู่กลางน้ำซุป
หลี่มูนำเนื้อกวางที่หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ผสมกับใบผักกาดขาวเทลงไปในหม้อ
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมที่ชวนให้แทบจะกลืนน้ำลายก็ลอยตลบอบอวลไปทั่ว
"พี่ นี่น่ะหรือคือหม้อไฟ ? "
หลี่ไฉ่เวยจ้องมอง 'ของอร่อย' ชนิดใหม่นี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง นางรู้สึกได้เพียงว่าน้ำลายกำลังสออยู่เต็มปาก สายตาราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้ที่หม้อดินอย่างไม่อาจละสายตา
"หอมจังเลย ! "
"แน่นอนสิ" หลี่มูกระตุกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
แม้เครื่องปรุงรสในยุคนี้จะไม่ได้มีมากมายนัก แต่อาศัยฝีมือปลายจวักอันยอดเยี่ยม เขาก็สามารถปรุง 'ซุปหมาเจียว' ฉบับโบราณขึ้นมาได้สำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อกวางสด ๆ ก็มีรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมอยู่ในตัว ต่อให้เอาไปต้มในน้ำเปล่าก็ยังนับว่าเป็นของอร่อยที่หาทานได้ยาก พอได้น้ำซุปแบบนี้มาช่วย มันก็ยิ่งชูรสชาติให้หอมกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง
บนโต๊ะแม้จะมีเพียงเครื่องเคียงง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง เช่น ผักใบเขียว เต้าหู้ และเลือดกวาง แต่ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นมื้อที่หรูหราอลังการมากแล้ว ผ่านไปไม่นาน เนื้อกวางในหม้อก็สุกได้ที่ ตะเกียบของสองพี่น้องขยับร่ายรำไปมาในหม้อราวกับผีเสื้อโบยบินดอมดมดอกไม้ เพียงพริบตาเดียว ในชามของทั้งสองก็มีเนื้อกองพูนขึ้นมาเป็นภูเขาขนาดย่อม
ภายใต้แสงไฟสลัวสีเหลืองหม่นจากตะเกียงน้ำมัน ริ้วลายบนชิ้นเนื้อกวางปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แผ่ประกายมันวาวเย้ายวนใจ
"รีบชิมดูสิว่ารสชาติเป็นยังไง" หลี่มูเป่าลมไล่ความร้อน แล้วคีบเนื้อชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้น รสชาติหอมละมุนและกลมกล่อมก็ระเบิดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโพรงปากอย่างรวดเร็ว
เนื้อกวางทั้งนุ่มละมุนและเด้งสู้ฟัน เคี้ยวเพลินเป็นอย่างยิ่ง !
รสสัมผัสของมันเหนียวนุ่มกว่าเนื้อหมู ซ้ำยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบแบบเนื้อแกะ ในบรรดาอาหารเลิศรสที่หลี่มูเคยลิ้มลองมาทั้งชีวิต มันสามารถติดอันดับหนึ่งในสามได้อย่างแน่นอน !
"อร่อยจังเลย ! " ตอนแรกหลี่ไฉ่เวยเพียงแค่เคี้ยวชิ้นเนื้อคำเล็ก ๆ แต่พอได้สัมผัสถึงความอร่อยล้ำเลิศนั้น ดวงตาของนางก็ค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นมา
แม้ว่าเนื้อที่เพิ่งคีบขึ้นมาจากหม้อจะยังร้อนลวกปาก แต่นางก็หยุดเคี้ยวไม่ได้เลย นางโยนความสำรวมและความเป็นกุลสตรีทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วก้มหน้าก้มตาสวาปามอย่างบ้าคลั่ง
จ๊อก ๆ ...หลี่มูยกไหดินเผาขึ้นมารินสุราใส่ชามให้ตัวเอง
นี่คือ 'มรดก' ที่รื้อค้นมาจากบ้านของลุงรองนั่นเอง
ท่ามกลางแสงไฟตะเกียง เขาประคองชามสุราขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด สีของสุรานั้นขุ่นมัว ดูไปแล้วคล้ายกับสีของน้ำแอปเปิลในยุคปัจจุบัน แถมข้างในยังมีสิ่งเจือปนหน้าตาคล้ายเม็ดงาลอยฟ่องอยู่อีกด้วย
สกปรก นี่คือความประทับใจแรกที่หลี่มูมีต่อมัน
"ไม่รู้ว่าดื่มเข้าไปแล้วรสชาติจะเป็นยังไง..."
เขายกมันขึ้นมาดมใกล้ ๆ จมูก กลิ่นฉุนอมเปรี้ยวก็ลอยมาเตะจมูกทันที หลี่มูกลั้นใจข่มความรู้สึกกระอักกระอ่วน จิบไปเพียงคำเล็ก ๆ
เปรี้ยว ฝาด ชวนสำลัก !
พรวด !
หลี่มูเอียงคอ แล้วบ้วนสุราในปากทิ้งออกมาจนหมดเกลี้ยง
"พี่ สุรานี่มันแพงมากเลยนะ ! ถ้าไม่ดื่มก็อย่าทำหกทิ้งสิ..." หลี่ไฉ่เวยเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ถึงกับวางชามและตะเกียบลง คว้าแย่งชามสุรามาจากมือเขา แล้วค่อย ๆ เทสุราที่เหลือกลับลงไปในไหอย่างระมัดระวัง
สุราขุ่นชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "สุราบ่อดินเก่า" มาจากร้านสุราเลื่องชื่อในตัวอำเภอ ราคาขายสูงถึงจินละหนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะ
เทียบเท่ากับราคาข้าวสารตั้งหกจินเลยทีเดียว ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาไม่มีปัญญาจะหาซื้อมาดื่มได้เลย
แต่รสชาติของมันน่ะเหรอ... ขอบอกเลยว่ารับไม่ได้จริง ๆ !
"นี่มันรสชาติหมาไม่แดกชัด ๆ ทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด แล้วยังจะกล้าขายแพงขนาดนี้อีก ! " หลี่มูลูบปลายคาง หลังจากได้ลิ้มรสสุราในยุคสมัยนี้แล้ว ในใจของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะหมักสุรา 'ซานเยวี่ยชุน'
คนโบราณในยุคนี้จะเคยลิ้มรสสุราชั้นเลิศที่ไหนกันล่ะ ?
หากสามารถต้มสุราซานเยวี่ยชุนออกมาได้ มันจะต้องเป็นสิ่งที่เหนือชั้นกว่าสุราขุ่นที่มีอยู่ตามท้องตลาดราวฟ้ากับเหวแน่นอน เรื่องช่องทางจัดจำหน่ายคงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
"ไฉ่เวย ที่บ้านเรายังมีไหดินเผาใบใหญ่อยู่อีกไหม ? " หลี่มูวางชามสุราลงแล้วเอ่ยถาม
"มีก็มีอยู่หรอก ท่านจะเอาไปทำอะไรล่ะ ? "
"ต้มสุรา ! " หลี่มูแย้มยิ้มที่มุมปาก
สุราส่วนใหญ่ในยุคนี้ล้วนใช้วิธีหมักเอาทั้งสิ้น ดังนั้นรสชาติจึงไม่เอาไหน แถมดีกรีก็ยังไม่สูงอีกด้วย
แต่วิธีผลิตสุราซานเยวี่ยชุนนั้น คือการกลั่น !
สุราขาวที่ผลิตด้วยกรรมวิธีนี้ ไม่เพียงแต่น้ำสุราจะใสสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้น แต่มันยังมีความเข้มข้นรุนแรง จิบเพียงคำเดียวให้ไหลลงคอ ก็จะรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่าง สบายตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ !
"ต้มสุรา ? "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยก็ชะงักอึ้งไป เนิ่นนานให้หลัง นางจึงค่อย ๆ เอ่ยปากออกมาว่า
"พี่ ข้ารู้สึกว่าพักหลังมานี้ ท่านเปลี่ยนไปจากเดิมมากเลยนะ"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ลอบมองสีหน้าของหลี่มู ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง "เหมือนจู่ๆ ท่านก็กลายเป็นคนดีขึ้นมาซะอย่างนั้น ! แถมยังรู้อะไรตั้งมากมายก่ายกอง ช่วงหลายวันมานี้ ยายสามที่อยู่ท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออกแอบมากระซิบบอกข้าว่า ท่าน... ท่านโดนภูตผีปีศาจเข้าสิง"
"นางยังให้ยันต์ข้ามาแผ่นนึงด้วยนะ บอกให้หาโอกาสแอบเอาไปแปะบนตัวท่าน ! "
หลี่มูทำหน้าพิลึกพิลั่น
เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไม่มีทางปิดบังหลี่ไฉ่เวยได้ ในฐานะคนที่ใกล้ชิดที่สุด นิสัยใจคอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ นอกจากคนบ้าแล้วใครบ้างจะดูไม่ออก
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงปะทุของถ่านไฟในเตา ผสมผสานไปกับเสียงน้ำซุปที่กำลังเดือดปุด ๆ
"พี่... สรุปแล้วท่านยังเป็นท่านอยู่หรือเปล่า ? " หลี่ไฉ่เวยเอ่ยถามอีกครั้ง
เมื่อมองดูดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของเด็กสาว หลี่มูก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ยัยเด็กโง่ ข้าก็ต้องเป็นข้าสิ"
สิ้นประโยคนั้น แววตาของหลี่ไฉ่เวยก็อ่อนโยนลงมาก
นางเป็นเด็กสาวที่เฉลียวฉลาดมาก
แม้เรื่องพรรค์ 'ทะลุมิติ' จะเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่นางก็สามารถรับรู้ได้อย่างเฉียบแหลมว่า ภายในร่างของพี่ชายตนเองนั้น ราวกับถูกสับเปลี่ยนวิญญาณดวงใหม่เข้าไปแล้ว
ใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันมานานปี นางย่อมรู้ดีว่าพี่ชายของนางเคยเป็นสวะแบบไหน
ขนาดตอนที่พ่อแม่ตายไป ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนนิสัยของเขาได้เลย...
แล้วจู่ ๆ เขาจะกลายมาเป็นคนที่อ่อนโยนและแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ?
หลี่ไฉ่เวยเองก็เคยได้ยินนิทานพื้นบ้านมาบ้าง ว่าภูตผีปีศาจสามารถอาศัยร่างคนตายเพื่อฟื้นคืนชีพ ซึ่งมันช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของพี่ชายในตอนนี้เหลือเกิน
แต่ในนิทานพวกนั้น ภูตผีปีศาจยึดครองร่างคนก็เพื่อออกไปทำเรื่องชั่วร้าย !
ทว่าหลี่มูกลับกำลังทำตัวดีขึ้น !
ตั้งแต่เล็กจนโต นางใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากลำบากมาตลอด มักจะกินมื้ออดมื้อ อายุยังน้อยก็ต้องมาแบกรับภาระครอบครัว ไม่เพียงแต่ต้องดูแลพืชผลในนา ยามว่างยังต้องไปรับจ้างทำงานให้คนอื่น เพื่อเก็บหอมรอมริบเงินทองมาคอยตามเช็ดตามล้างเรื่องวุ่นวายที่หลี่มูก่อไว้
การถูกคนอื่นมองด้วยสายตาเย็นชา ถูกเยาะเย้ยถากถาง และดูหมิ่นดูแคลน ยิ่งเป็นเรื่องที่พบเจอเป็นประจำ
แต่ในตอนนี้ล่ะ ?
อาหารการกินครบสามมื้อ แต่ละมื้อมีข้าวและแป้งให้กินจนอิ่มหนำ ซ้ำยังมีเนื้อให้กินเป็นครั้งคราว
ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่มีใครกล้ามารังแกนางอีกต่อไป
วันนั้นตอนที่ซุนตาบอดพาคนมาฉุดคร่าตัวนางไป ท่ามกลางความสิ้นหวัง นางก็ได้เห็นหลี่มูกลับมาช่วย ความตื่นเต้นดีใจในใจตอนนั้น แทบจะไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย
ตั้งแต่เกิดมา นางไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ได้รับการปกป้องและอุ่นใจได้มากขนาดนี้มาก่อนเลย !
ด้วยความเฉลียวฉลาดของนาง อันที่จริงนางก็ล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพี่ชายมาตั้งนานแล้ว
แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี ในเมื่อหลี่มูคนปัจจุบันปฏิบัติต่อนางดีถึงเพียงนี้ แล้วทำไมนางจะต้องไปเก็บเอาเรื่องไร้สาระพวกนั้นมาคิดให้ปวดหัวด้วยล่ะ ?
คืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีคำพูดใด ๆ อีก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลี่มูไม่ได้รีบร้อนจะเข้าป่าล่าสัตว์ แต่กลับไปแจ้งเจ้าหน้าที่เก็บภาษีว่าตนเองต้องการจ่ายส่วยหลวง ตอนนี้ที่บ้านมีเสบียงอยู่กว่าเจ็ดร้อยจิน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เขาจึงตัดสินใจจัดการเรื่องส่วยหลวงให้เสร็จสิ้นไปก่อน
เพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่เก็บภาษีสองคนพร้อมด้วยคนงานก็บังคับเกวียนลาเดินทางมาถึงบ้านสกุลหลี่