- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 31 หมักสุรา
ตอนที่ 31 หมักสุรา
ตอนที่ 31 หมักสุรา
ตอนที่ 31 หมักสุรา
แม้หลี่ไฉ่เวยจะตั้งตารออยากได้พี่สะใภ้ที่เก่งการเรือนมาช่วยดูแลบ้านสักคน แต่เมื่อไม่อาจขัดใจหลี่มูได้ นางจึงต้องยอมล้มเลิกความคิดไป
เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด นางก็เก็บสมุดเล่มนั้นไว้อย่างระมัดระวัง เตรียมจะนำไปคืนป้าหม่าในวันพรุ่งนี้
......
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ หลี่มูก็หากะละมังใบใหญ่มาใส่น้ำสะอาด นำรวงข้าวฟ่างที่ซื้อมาจากในเมืองเมื่อตอนกลางวันมาแกะเปลือกออก แล้วเทเมล็ดลงไป
"พี่ ที่บ้านเรายังมีข้าวสารอยู่นะ ทำไมท่านถึงซื้อข้าวฟ่างมาอีกล่ะ ? "
หลี่ไฉ่เวยนั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ นางลองรื้อดูห่อผ้าที่เขาเอากลับมาจากในเมือง ก็พบของสิ่งหนึ่งหน้าตาคล้ายก้อนแป้งธัญพืชที่ขึ้นรา แถมยังส่งกลิ่นประหลาด ๆ ออกมาอีกด้วย
"นี่มันหัวเชื้อสุราใช่ไหม ? นี่ท่านกะจะหมักสุราเองจริง ๆ เหรอ ? "
แม้ว่านับตั้งแต่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าฉีองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ จะได้ทรงยกเลิกกฎข้อห้ามที่มิให้ราษฎรต้มสุราเองแล้วก็ตาม แต่ในหมู่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้มีโรงต้มสุราโผล่ขึ้นมามากนัก
เหตุผลนั้นง่ายมาก
หนึ่งคือวิธีหมักสุรานั้นยุ่งยากซับซ้อน สองคือวัตถุดิบมีราคาแพงเกินไป
สุราชั้นดีที่มีชื่อเสียงและขายดีตามท้องตลาด ล้วนมีกรรมวิธีการหมักและสูตรส่วนผสมที่เจ้าของหวงแหนประดุจไข่ในหิน ปกปิดเป็นความลับขั้นสุดยอด ไม่ยอมให้แพร่งพรายออกไปแม้แต่ครึ่งคำ
ส่วนโรงต้มสุราเล็ก ๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งลองผิดลองถูกปรุงสุราขึ้นมาเองนั้น ส่วนใหญ่รสชาติมักจะย่ำแย่ แถมด้วยปัญหาเรื่องต้นทุนจึงไม่กล้าลดราคาขาย สุดท้ายก็เปิดกิจการอยู่ได้มากสุดแค่สองสามเดือนก็ต้องปิดตัวลง
ยิ่งไปกว่านั้น การต้มสุราจำเป็นต้องใช้เสบียงธัญพืชจำนวนมหาศาล โดยทั่วไปแล้ว ต้องใช้ธัญพืชถึงห้าจิน จึงจะกลั่นสุราออกมาได้เพียงหนึ่งจิน
ต่อให้ใช้ข้าวโพดที่ราคาถูกที่สุดมาเป็นวัตถุดิบ ต้นทุนก็ยังปาเข้าไปเกือบร้อยอีแปะแล้ว !
เมื่อรวมกับค่าแรงและค่าเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ อย่างน้อยก็ต้องขายให้ได้ราคาร้อยห้าสิบอีแปะ ถึงจะพอมีกำไรอยู่บ้าง
ในตลาดของอำเภอผิงหยวนยามนี้ ขนาดสุรา "จุ้ยชิวเฟิง" ที่ได้ชื่อว่ารสชาติดีที่สุดยังขายแค่ร้อยหกสิบอีแปะ แล้วจะมีใครยอมจ่ายเงินในราคาพอ ๆ กัน เพื่อไปซื้อสุราเถื่อนที่ทั้งรสชาติแย่และสีขุ่นมัวมาดื่มกันล่ะ ?
และด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่าทางการจะยกเลิกข้อห้ามแล้ว แต่ก็ยังไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากกระโดดลงมาทำกิจการที่ทั้งเหนื่อยเปล่าและไม่ได้ประโยชน์อะไรแบบนี้
"ก็จริงน่ะสิ เจ้าคิดว่าข้าล้อเล่นหรือไง ? " หลี่มูตอบกลับลอย ๆ โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา
"ถ้าท่านอยากดื่มสุราก็ไปหาซื้อเอาสิ สุราชั้นดี 'ซุ่นฝู่' ของหอหงปินในเมือง หรือสุรา 'ชิงเหมยเซา' ของโรงกลั่นตระกูลเฉิน ก็ล้วนเป็นสุราชั้นดีนะ" หลี่ไฉ่เวยยกสองมือเท้าคาง คิดหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "สุราที่ต้มเอง... ทั้งเหนื่อยเปล่า แถมยังประหยัดเงินไปได้ไม่เท่าไหร่ นี่มันหาเหาใส่หัวตัวเองชัด ๆ ! "
"สุราชั้นดีซุ่นฝู่ ? ชิงเหมยเซา ? ก็แค่น้ำหวานกลิ่นแอลกอฮอล์เท่านั้นแหละ... ไม่ได้เฉียดคำว่าสุราชั้นดีเลยสักนิด" หลี่มูพึมพำกับตัวเอง เทเมล็ดข้าวฟ่างที่ล้างสะอาดแล้วลงไปต้มในหม้อให้สุก พลางเอ่ยอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม "อย่างมากไม่เกินครึ่งเดือน ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองว่า สุราที่แท้จริงมันเป็นยังไง ! "
เวลาหมักสุรา วัตถุดิบที่แตกต่างกันย่อมให้รสชาติที่ต่างกันออกไป
ข้าวฟ่างให้ความหอม ข้าวโพดให้ความหวาน ข้าวสาลีให้ความบริสุทธิ์ ข้าวเจ้าให้ความนุ่มละมุน
เขานำเมล็ดข้าวฟ่างที่ต้มสุกแล้วมาคลุกเคล้ากับหัวเชื้อสุราใส่ลงไปในไหดินเผา เติมน้ำสะอาดและส่วนผสมอื่น ๆ ลงไปตามสูตรของซานเยวี่ยชุน ในความทรงจำ ท้ายที่สุดก็ปิดผนึกปากไหให้แน่นหนาแล้วนำไปวางไว้ที่มุมห้อง
ต่อให้เป็นสุรากลั่น ในตอนเริ่มต้นก็ยังต้องผ่านกระบวนการหมักเสียก่อน
โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณสิบวัน หัวเชื้อสุราและธัญพืชในไหก็จะผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นเพียงแค่นำไปผ่านขั้นตอนการกรองและกลั่น สุราซานเยวี่ยชุนก็ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์
เนื่องจากเป็นการทำครั้งแรก แม้จะมีสูตรอยู่ในมือ หลี่มูก็ไม่ได้ทำออกมาทีละมาก ๆ
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก หากขั้นตอนไหนเกิดความผิดพลาดจนทำให้การต้มสุราล้มเหลว ก็ยังพอจะช่วยลดความสูญเสียลงได้บ้าง
"ที่เหลือก็แค่รอ" หลี่มูถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะมองดูไหดินเผาที่มุมห้อง
วันนี้เขายุ่งวุ่นวายมาทั้งวัน เหนื่อยล้าจนแทบจะทนไม่ไหว ยามนี้ความง่วงงุนอย่างรุนแรงได้ถาโถมเข้ามา เขาจึงรีบอาบน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วล้มตัวลงนอนหลับเป็นตายไปในทันที
อาจเป็นเพราะเพิ่งเปลี่ยนฟูกนอนผืนใหม่ การหลับพักผ่อนในคืนนี้จึงหลับสบายเป็นอย่างยิ่ง กว่าเขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็เป็นช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเสียแล้ว เขาขยี้ตาแล้วยันตัวลุกขึ้นจากเตียง
ท้องฟ้าสว่างโร่แล้ว
หลี่ไฉ่เวยตื่นแต่เช้าตรู่มาหุงหาอาหาร เกี่ยวหญ้า และกวาดพื้น นางวุ่นวายอยู่กับการจัดเก็บกวาดลานบ้านจนสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย
นับตั้งแต่ที่บ้านเริ่มมีเสบียงอาหารกักตุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เคยกินแค่วันละสองมื้อ ก็เปลี่ยนมาเป็นกินวันละสามมื้อ อาหารเช้าของสองพี่น้องก็ไม่ใช่ซุปผักป่ากับหัวไชเท้าแห้งที่ซ้ำซากจำเจอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเป็นโจ๊กข้าวตัง ไข่เค็ม และแป้งทอดน้ำมัน
ชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ แม้จะไม่อาจนำไปเทียบกับเศรษฐีตระกูลใหญ่ในเมืองได้ แต่มันก็ดีกว่าตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาอย่างเทียบไม่ติดเลย
หลี่มูกินแป้งทอดไปสองชิ้น นำไข่แดงเค็มใส่ลงไปคนผสมในชามโจ๊ก ซัดเข้าไปเต็ม ๆ ถึงสองชามใหญ่ก่อนจะลูบท้องที่ป่องกลม เขายัดถุงผ้าใส่เขากวางอ่อนไว้ในอกเสื้อ เตรียมตัวจะเข้าเมืองไปหาเฉินเฮ้อซงอีกรอบ
แต่ในจังหวะนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกเคาะขึ้นกะทันหัน
เมื่อมองลอดผ่านรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ออกไป หลี่มูก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนสวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินยืนอยู่หน้าประตู
"เจ้าหน้าที่ภาษีรึ ? "
เขาขมวดคิ้วมุ่น จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายก็คือเจ้าหน้าที่สองคนที่เพิ่งมาขนส่วยหลวงไปเมื่อวานนี้นั่นเอง
ราชสำนักต้าฉีตั้งแต่บนลงล่างยามนี้เน่าเฟะไปหมดแล้ว
ขุนนางและเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นต่างก็สรรหาสารพัดวิธีมาขูดรีดสูบเลือดสูบเนื้อจากราษฎร
ในความทรงจำของหลี่มู แม้กระทั่งตอนส่งมอบส่วยหลวง บางครั้งพวกเจ้าหน้าที่ก็มักจะอ้างเหตุผลว่า "ข้าวสารเน่าเสีย หรือน้ำหนักขาดหาย" เพื่อเป็นข้ออ้างในการรีดไถสินบน
เมื่อวานการส่งส่วยหลวงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นมาก เดิมทีเขายังแอบดีใจ คิดว่าพวกปลิงดูดเลือดกลุ่มนี้จู่ ๆ ก็เกิดใจบุญเปลี่ยนนิสัยขึ้นมา ถึงไม่ได้มาหาเรื่องตุกติกเรื่องน้ำหนักเพื่อรีดไถเงิน ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโผล่หัวกลับมาอีก
หรือว่าพวกมันคิดว่าเมื่อวานตอนรับเสบียงยอมผ่อนปรนให้มากเกินไป จนไม่ได้รีดไถผลประโยชน์ วันนี้ก็เลยจะมารื้อฟื้นคิดบัญชีย้อนหลังงั้นรึ ?
แม้หลี่มูจะเกิดความสงสัยในใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไรมากมายนัก
ถึงเจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะมีอำนาจอยู่ในมือ แต่เมื่อวานพวกมันก็ออกเอกสารยืนยันให้แล้ว หากกล้ากลับกลอกเปลี่ยนคำพูด ต่อให้ต้องไปขึ้นศาลฟ้องร้องกันที่ศาลาว่าการอำเภอ หลี่มูก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย!
"เปิดประตู ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ! "
น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองเจือไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าในลานบ้านไม่มีใครขานรับ พวกมันก็ทุบแผ่นประตูเก่า ๆ อย่างแรงอีกครั้ง พร้อมกับตะโกนเสียงหลงว่า "ถ้ายังไม่เปิดประตูอีก ระวังพวกข้าจะพังบ้านโทรม ๆ ของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลองเลยนะ"
เอี๊ยด !
หลี่ไฉ่เวยเดินเข้ามา เอื้อมมือดึงสลักประตูออก เชิญทั้งสองคนเข้ามาด้านใน "ท่านใต้เท้าทั้งสองมีธุระอันใดหรือ ? "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหน้าที่เก็บภาษีทั้งสองก็ตวัดสายตามองสองพี่น้อง แล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า "เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว ไม่ใช่พวกเจ้าบอกว่ารวบรวมส่วยหลวงครบแล้ว เลยให้พวกข้ามาขนไปงั้นรึ ? "
สิ้นคำพูดนี้ ทั้งหลี่มูและหลี่ไฉ่เวยต่างก็ชะงักงันไป
ผ่านไปชั่วอึดใจ หลี่มูก็เดินหน้าทะมึนตรงเข้ามา "เรื่องนี้เอามาล้อเล่นไม่ได้นะ ส่วยหลวงของบ้านข้าเพิ่งจะถูกขนไปเมื่อวานนี้เอง แถมยังเป็นพวกท่านทั้งสองที่จัดการด้วยมือตัวเอง เวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวัน พวกท่านจะลืมไปแล้วเชียวหรือ ? "
"ส่งส่วยหลวงไปเมื่อวานรึ ? แล้วทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดล่ะ ? " เจ้าหน้าที่คนหนึ่งขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงความดุดันเกรี้ยวกราด "มีหลักฐานอะไรมายืนยันบ้างล่ะ ? "