เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 กับดักทำงาน, กระต่ายป่าและไก่ฟ้า !

ตอนที่ 17 กับดักทำงาน, กระต่ายป่าและไก่ฟ้า !

ตอนที่ 17 กับดักทำงาน, กระต่ายป่าและไก่ฟ้า !


ตอนที่ 17 กับดักทำงาน, กระต่ายป่าและไก่ฟ้า !

อิจฉาคนมี หยามหมิ่นคนจน นี่แหละคือสันดานดิบของมนุษย์

หลี่มูไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

......

ณ บ้านชาวนาหลังหนึ่งในหมู่บ้านซวงซี

"ไอ้เด็กหลี่มูนี่มันไม่ใช่คนจริง ๆ เอ็งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของมัน มันยังกล้าลงมือเชียวรึ ? " ชายชราขาเป๋คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงดิน สบถด่าอย่างหัวเสีย "ไอ้ลูกเต่าบัดซบเอ๊ย มันวอนโดนสั่งสอนซะแล้ว ! "

เขาผู้นี้ก็คือท่านลุงรองร่วมตระกูลของหลี่มู... หลี่ต้าซาน

นับตั้งแต่เมียของตนหน้าแตกกลับมา แถมยังเล่าเรื่องราวใส่สีตีไข่เพิ่มไปอีกฉาดใหญ่ เขาก็ผูกใจเจ็บหลานชายอกตัญญูคนนี้ขึ้นมาทันที

"ตอนนั้นแก่ไม่ได้เห็นท่าทางของมัน มันไม่เห็นหัวพวกเราเลยสักนิด มันยังบอกอีกนะว่า ต่อให้เอาข้าวกับเนื้อไปโยนให้หมากิน ก็จะไม่ยอมให้พวกเราเด็ดขาด" ป้าสะใภ้รองร้องห่มร้องไห้ปาดน้ำตา น้ำมูกน้ำตาไหลพรากพลางฟ้อง

"แบบนี้มันญาติที่ไหนกัน ? นี่มันศัตรูคู่อาฆาตชัด ๆ ! หลี่ต้าซาน ข้าไม่สนล่ะ ! ถ้าแก่ไม่ไปจัดการระบายแค้นให้ข้า ข้าตายตาไม่หลับแน่ ! "

เมื่อได้ฟังคำยุยงของเมียรัก สีหน้าของหลี่ต้าซานก็ฉายแววลำบากใจออกมา

อย่าว่าแต่เรื่องที่หลี่มูคลุกคลีอยู่กับพวกอันธพาลทั้งวันเลย ลำพังแค่เรื่องที่มันจัดการซุนตาบอดด้วยตัวคนเดียวเมื่อหลายวันก่อน ก็มากพอที่จะทำให้ไม่มีใครกล้าไปกระตุกหนวดเสือแล้ว

หากต้องลงไม้ลงมือกันจริง ๆ หลี่มูไม่มีทางออมมือให้ลุงรองร่วมตระกูลอย่างเขาแน่นอน

เผลอ ๆ กู้หน้าไม่สำเร็จ แถมยังต้องโดนซัดจนน่วมอีกต่างหาก

เขากลอกตาไปมา จู่ ๆ แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

......

ม่านราตรีทอดตัวลง บนโต๊ะอาหารตัวเล็กของบ้านสกุลหลี่มีกับข้าววางอยู่สามจาน: หัวไชเท้าดอง ผักกาดดอง และไข่ตุ๋น หลี่ไฉ่เวยยกแผ่นแป้งทอดแผ่นใหญ่ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันมาวาง บนนั้นโรยด้วยงา ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเตะจมูก

"ข้าเอาข้าวสารไปแลกแป้งสาลีขาวมาจากเพื่อนบ้านสองจิน แล้วเอาน้ำมันหมูมาทอดแผ่นแป้ง พวกท่านลองชิมดูสิ..." นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าฉายแววภาคภูมิใจเล็กน้อย

"ฝีมือทำอาหารของน้องไฉ่เวยเยี่ยมยอดไปเลย ! " เจียงหู่ที่ฝึกหมัดมวยมาอย่างหนักเมื่อตอนบ่ายหิวโซมานานแล้ว เขาไม่เกรงใจ คว้าแผ่นแป้งยัดเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ พลางชมอู้อี้ "ใครได้เจ้าไปเป็นเมีย ถือว่ามีบุญจริง ๆ ! "

"พี่หู่ก็ล้อข้าเล่นเกินไปแล้ว" หลี่ไฉ่เวยยิ้มบาง ๆ พวงแก้มซับสีเลือดฝาด "คนงุ่มง่ามอย่างข้า ทำอาหารให้สุกกินได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว" เจียงหู่หัวเราะแหะ ๆ ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ก็ลงมือสวาปามอาหารบนโต๊ะอย่างตะกละตะกลามราวกับพายุพัด

เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็ล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ ค่อย ๆ นับเหรียญทองแดงห้าสิบอีแปะวางลงบนโต๊ะ

"นี่มันอะไรกัน ? " หลี่มูเห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วถาม

"พี่หลี่ ถึงพวกเราจะสนิทกัน แต่ยุคนี้มันข้าวยากหมากแพง ข้าวปลาอาหารของแต่ละบ้านก็ไม่ได้มีเหลือเฟืออะไร" เจียงหู่ใช้มือเช็ดคราบมันบนริมฝีปาก ตอบอย่างตรงไปตรงมา "ข้ากินข้าวบ้านท่าน นี่คือค่าข้าว ! "

เงินห้าสิบอีแปะ สามารถซื้อแป้งสาลีขาวได้ถึงสองจิน เอามาจ่ายค่าข้าวคืนนี้ถือว่าเหลือเฟือเกินพอ

"เก็บกลับไปเถอะ" หลี่มูหัวเราะเบา ๆ "ถึงข้าจะไม่ได้มีเงินทองมากมาย แต่แค่ข้าวสุกมื้อเดียว ข้ายังพอเลี้ยงไหว การที่เจ้าควักเงินจ่ายข้าแบบนี้ ดูท่าคงจะไม่เห็นข้าเป็นพี่เป็นน้องสินะ"

"พี่น้องร่วมสายเลือดยังต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน..."

เจียงหู่ยังอยากจะเถียงต่อ แต่หลี่มูกลับจับเหรียญทองแดงยัดกลับเข้าไปในอกเสื้อของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขู่ว่า "ถ้าขืนพูดเรื่องเงินอีก ต่อไปก็ห้ามมาเรียนหมัดมวยที่บ้านข้าอีกนะ ! "

เจียงหู่ได้ยินแบบนั้นก็จำต้องยอมแพ้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความจนใจและรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อย

ตอนนี้โรงฝึกในตัวอำเภอเปิดรับศิษย์ อย่างน้อยก็ต้องเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละสามตำลึง

แต่หลี่มูนอกจากจะยอมสอนวิชาต่อสู้ให้เขาแล้ว ยังไม่ยอมรับค่าข้าวอีก... หากเป็นพวกอันธพาลคนอื่น อาจจะรู้สึกว่าได้เปรียบและน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจไปแล้ว แต่เจียงหู่ไม่ใช่คนเช่นนั้น !

"พี่หลี่ ข้าขอช่วยทำงานอะไรให้ท่านบ้างเถอะ" เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้น "บ้านฝั่งทิศเหนือของท่านพังมาตั้งหลายเดือนแล้ว พรุ่งนี้เดี๋ยวข้าไปหาพวกอิฐกระเบื้องกับคานไม้มาซ่อมหลังคาให้ใหม่นะ"

ข้อเสนอนี้ช่างตรงใจหลี่มูพอดี

แม้หลี่ไฉ่เวยจะดูผอมบางและเหมือนเด็ก แต่แท้จริงแล้วนางอายุสิบเจ็ดปีแล้ว พี่ชายกับน้องสาวนอนร่วมห้องเดียวกันนาน ๆ เข้า หากมีคนเอาไปนินทาก็คงดูไม่งามนัก

หลี่มูเดิมทีก็มีความคิดที่จะซ่อมแซมบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเวลาเท่านั้น

ในเมื่อตอนนี้มีเจียงหู่มาเป็นแรงงานให้ฟรี ๆ ... มีให้ใช้แล้วจะไม่ใช้ได้ยังไงล่ะ!

"ถ้าเจ้ารู้สึกเกรงใจจริง ๆ ล่ะก็ ตามใจเจ้าเลย" หลี่มูดันชามไข่ตุ๋นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไปตรงหน้าหลี่ไฉ่เวย พลางกล่าวเสียงเรียบ "พรุ่งนี้เช้าตรู่ข้าต้องเข้าป่า เจ้าก็ฝึกลีลาท่าทางตามที่ข้าสอนไปให้คล่องแล้วกัน ว่าง ๆ ค่อยมาซ่อมบ้าน พรสวรรค์เจ้าไม่เลวเลย ภายในสามเดือน รับรองว่าเจ้าต้องฝึกฝนจนมีวิชาติดตัวแน่นอน"

นี่ไม่ใช่คำพูดที่แสร้งให้กำลังใจ

เมื่อตอนบ่ายวันนี้ หลี่มูเห็นเจียงหู่ฝึกหมัดมวยกับตา ก็พบว่าพรสวรรค์และความเข้าใจของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก กระบวนท่าใหม่ ๆ แค่ฝึกสักสามถึงห้าครั้งก็สามารถจับจุดได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งถือว่าหัวไวกว่าพวกทหารเก่าที่เขาเคยฝึกให้ในอดีตเสียอีก

หากเจียงหู่ได้รับการชี้แนะจากยอดฝีมือมาตั้งแต่เด็ก เกรงว่าป่านนี้คงกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ หรือชาวยุทธ์ผู้เก่งกาจไปนานแล้ว !

"ได้เลย ! " เจียงหู่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

หลังมื้อค่ำ พวกเขาพูดคุยกันอีกสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดมากแล้ว เจียงหู่จึงรีบขอตัวกลับบ้าน

เช้าวันต่อมา ฟ้าเพิ่งจะสาง หลี่มูตื่นแต่เช้าตรู่มาร่ายรำหมัดมวยไปหนึ่งชุด กินอะไรรองท้องง่าย ๆ แล้วจึงถือธนู ลูกศร และมีดพร้า มุ่งตรงไปยังภูเขาต้าหลง

วันกำหนดส่งส่วยหลวงใกล้เข้ามาทุกที ร้านขายข้าวสารหลายแห่งเริ่มปรับขึ้นราคาแล้ว

หากล่าสัตว์ได้เพียงพอและรวบรวมส่วยหลวงได้ครบเร็วขึ้นอีกสักวัน ก็ถือว่าหมดความกังวลใจไปได้หนึ่งเปลาะ

บนถนนในชนบทยามรุ่งสาง ไร้ซึ่งผู้คนสัญจร

ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่มูก็มาถึงตีนเขาต้าหลง

ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีส้มสาดส่องลงสู่ผืนดิน ขับไล่ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป เขาดึงเศษผ้าที่คลุมธนูและลูกศรออก เดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในป่าอย่างคุ้นเคย

เมื่อมาถึงริมลำธารกลางเขา ยังไม่ทันจะได้เข้าไปใกล้ หลี่มูก็เห็นว่ามีกับดักบ่วงเชือกสองอันถูกกระตุกรัดไว้ กระต่ายป่าโชคร้ายตัวหนึ่งกับไก่ฟ้าอีกตัวหนึ่งกำลังถูกเชือกรัดคอแน่น

"มีของแฮะ ! " ในใจของหลี่มูรู้สึกยินดีปรีดา

ไก่ฟ้านิ่งสนิทไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าตายไปนานแล้ว ส่วนกระต่ายป่ายังคงดิ้นกระแด่ว ๆ พอเห็นหลี่มูเดินเข้ามาใกล้ มันก็กระโดดเหยง ๆ อย่างบ้าคลั่ง หมายจะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ

หลี่มูก้าวฉับ ๆ เข้าไปหา ใช้ไม้ฟาดฉับเดียวส่งมันไปเกิดใหม่ทันที

"ได้เนื้อมาอีกสิบจินแล้ว ! " หลี่มูแอบดีใจ "กับดักนี่ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ! "

เขาเอาเชือกป่านมัดกระต่ายกับไก่ฟ้าแขวนไว้ที่เอว แล้วขึงบ่วงกับดักใหม่อีกครั้ง

พอเดินสำรวจรอบ ๆ ลำธารอีกพักหนึ่ง ก็พบว่ามีกับดักอีกอันถูกกระตุก แต่กลับไม่มีเหยื่อติดอยู่เลย แม้แต่กิ่งไม้ที่ผูกเชือกป่านไว้ก็ยังถูกกระชากจนหักสะบั้น ดูเหมือนว่ามันจะดักสัตว์ใหญ่ได้ แต่สุดท้ายมันก็ดิ้นหลุดหนีไปได้

"รอยเท้านี่... เหมือนรอยเท้าของกวางซีกาเลยนี่นา ? " หลี่มูสำรวจดูบริเวณรอบ ๆ กับดักอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบรอยเท้ากีบที่เรียงเป็นระเบียบคล้ายใบไม้ประทับอยู่บนพื้นดินเปียกชื้นบริเวณขอบแอ่งน้ำ

สีหน้าของเขาพลันฉายแววตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมาทันที !

จบบทที่ ตอนที่ 17 กับดักทำงาน, กระต่ายป่าและไก่ฟ้า !

คัดลอกลิงก์แล้ว