เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง

ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง

ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง


ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า

ภายใต้ "การดูแลอย่างทะนุถนอม" ของเจียงหู่ ชายขอทานผู้นั้นก็ถูกตีจนแขนขาหักสะบั้น และสลบเหมือดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกขอทานที่เหลือ เมื่อถูกหลี่มูสั่งสอนและทุบตีไปชุดใหญ่ เขาก็ไล่ตะเพิดให้พวกมันไสหัวไปจนหมด

เขาไม่กังวลว่าจะถูกตามมาล้างแค้น

พวกขอทานกลุ่มนี้ถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว ไม่มีทางกล้ามาหาเรื่องหลี่มูอีกเป็นอันขาด

หากพวกมันยังมีความกล้าหรือความทะนงตัวอยู่บ้าง คงไม่ลดตัวลงมาขอทานตามข้างถนน และทำเรื่องระยำอย่างการหักกระดูกสร้างคนพิการเพื่อหาข้าวกินเช่นนี้หรอก

ตลอดทางกลับหมู่บ้านซวงซีเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

เมื่อมาถึงบ้านสกุลหลี่ เจียงหู่ก็ช่วยขนกระสอบข้าวสารทั้งหมดลงจากรถไปเก็บไว้ในบ้าน น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความเกรงใจเล็กน้อย "พี่หลี่... เรื่องสอนหมัดมวยนั่นน่ะ เราจะเริ่มกันตอนไหนหรือ ? "

หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มาได้ นอกจากความเคารพนับถือแล้ว เจียงหู่ยังมีความหวาดกลัวต่อหลี่มูเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน ฉากฆ่าคนน่ะ เขาเคยเห็นมาบ้าง

แต่คนแบบหลี่มูที่เมื่อวินาทีที่แล้วยังยิ้มแย้มอยู่ดี ๆ แต่วินาทีต่อมากลับชักมีดออกมาฟันคอคนขาดกระเด็น แถมพอฆ่าเสร็จยังทำหน้าตานิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น... เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก !

ตลอดทางที่ผ่านมา ในใจเจียงหู่ได้แต่ครุ่นคิดสงสัยไม่หยุด

เขาคลุกคลีอยู่กับหลี่มูมาหลายปี แต่ก่อนไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือแบบนี้

หรือว่าตลอดมาเขาแกล้งซ่อนคมเอาไว้ ?

หรือว่า...ถูกภูตผีปีศาจตนไหนเข้าสิงร่าง ?

เจียงหู่ลอบสังเกตใบหน้าของหลี่มู

มีคำเล่าลือว่าในป่าลึกมีพวกวิญญาณเร่ร่อนและผีสาง เมื่อพวกมันเข้าสิงร่างคนเป็น แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่ต่างจากเดิม แต่ลักษณะนิสัยจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันช่างตรงกับสภาพของหลี่มูในตอนนี้เสียเหลือเกิน

"ถ้ายังไม่เหนื่อย ข้าสอนกระบวนท่าให้เจ้าตอนนี้เลยก็ได้"

หลี่มูตักน้ำล้างคราบเลือดบนใบหน้า พลางเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ "ลองยืนหยั่งม้าให้ข้าดูหน่อยสิ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหู่ก็รีบแยกขากางออก ย่อเข่ากำหมัด ทำตามอย่างว่าง่าย

ช่วงล่าง ถือเป็นรากฐานของวิชาต่อสู้ทุกแขนง

หากช่วงล่างไม่มั่นคง ต่อให้มีวิชาหมัดมวยล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจเปล่งอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้

"พี่ ท่านไปเปื้อนเลือดมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย ? "

จู่ ๆ หลี่ไฉ่เวยก็ยกชามข้าวต้มสองชามเดินออกมาจากในบ้าน พอเห็นหลี่มูเนื้อตัวเปื้อนเลือด น้ำเสียงของนางก็ตื่นตระหนกขึ้นมา "ท่านบาดเจ็บหรือ ? "

"ไม่เป็นไร ไม่ใช่เลือดข้าหรอก" หลี่มูเช็ดแก้มไปพลาง ตอบส่ง ๆ ไปพลาง "เลือดสัตว์เดรัจฉานน่ะ ! ขากลับเจอหมาบ้ามาแย่งของกิน ข้าก็เลยฟันมันตายไปตัวนึง"

"จริงไหม เจียงหู่ ? "

เจียงหู่ที่กำลังรวบรวมสมาธิยืนหยั่งม้าอย่างตั้งใจชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร "ชะ...ใช่ หมาตัวนั้นดุมากจริง ๆ "

หลี่ไฉ่เวยถึงได้คลายใจลง

"พี่ พี่หู่ พวกท่านยังไม่ได้กินอะไรกันเลยใช่ไหม ? นี่ ข้าต้มข้าวต้มไว้ ลองกินรองท้องกันไปก่อนนะ... เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะตุ๋นไข่ให้กิน"

เมื่อวานตอนเข้าป่า นอกจากไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าแล้ว หลี่มูยังเก็บไข่ไก่ฟ้ามาได้อีกเจ็ดแปดฟอง

เมื่อไม่มีแม่ไก่คอยฟัก ไข่พวกนี้ก็ไม่มีทางเกิดเป็นตัวได้หรอก เอามาทำเป็นอาหารกินซะยังจะดีกว่า

เจียงหู่ทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงม้ามาทั้งวัน ช่วยเหลือครอบครัวหลี่อย่างเต็มที่

มื้อเย็นจึงสมควรทำของอร่อย ๆ เลี้ยงตอบแทนเสียหน่อย

หลี่มูเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ต่อให้เป็นวัวเป็นม้าชั้นดี ก็ต้องให้อาหารชั้นยอดกินบ้าง...

เจียงหู่คนนี้นิสัยใจคอถือว่าใช้ได้ หากสามารถดึงตัวมาเป็นพวกเดียวกันได้ ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแย่

สุภาษิตว่าไว้ วีรบุรุษคนเดียวยังต้องมีผู้ช่วยถึงสามคน

ในยุคสมัยนี้ ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างยากแค้น หากไม่อยากถูกคนอื่นรังแกข่มเหง ก็ต้องรวมกลุ่มกันเพื่อให้ความอบอุ่น แม้หลี่มูจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา แต่เขาก็มีเพียงตัวคนเดียว เต็มที่ก็จะรับมือศัตรูได้สักกี่คนกัน ?

หากเจอชายฉกรรจ์ใจกล้าสักสิบกว่าคนกรูกันเข้ามา ต่อให้เป็นเขาก็คงต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ในโลกใบนี้ พละกำลังของคน ๆ เดียวย่อมมีขีดจำกัด

หลี่มูและเจียงหู่ยกชามข้าวต้มขึ้นซดจนหมดเกลี้ยง กลิ่นหอมของธัญพืชกรุ่นอยู่ในปากอย่างยาวนาน

...

"วิชาหมัดมวยที่ข้าจะสอนเจ้านี้ เรียกว่า หมัดซินอี้ลิ่วเหอ"

ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่มูยืนตั้งท่าอยู่ในลานบ้าน ย่อตัวลงเล็กน้อยพลางเอ่ยอธิบาย "วิชาชุดนี้เห็นผลไว พลังทำลายล้างสูง เน้นที่หลักการ 'ใจผสานกับความมุ่งมั่น, ความมุ่งมั่นผสานกับลมปราณ, ลมปราณผสานกับพละกำลัง, ไหล่ผสานกับสะโพก, ศอกผสานกับเข่า, มือผสานกับเท้า' ! "

วิชาหมัดชุดนี้ ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่แพร่หลายยิ่งกว่า นั่นคือ สิงอี้เฉวียน

โบราณมีคำกล่าวว่า ไท่เก๊กสิบปีไม่กล้าออกจากบ้าน สิงอี้ปีเดียวชกคนตาย

พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นทักษะการฆ่าคนนั่นเอง !

ในอดีตหลี่มูเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ กฎเกณฑ์ที่เขายึดมั่นเวลาเผชิญหน้าศัตรูคือ ต้องจัดการศัตรูด้วยความเร็วที่สุดและใช้วิธีที่เรียบง่ายที่สุด

ดังนั้นเขาจึงตัดทอนกระบวนท่าที่เยิ่นเย้อซับซ้อนในวิชาหมัดทิ้งไปจนหมด เหลือไว้เพียงท่วงท่าที่มีอานุภาพรุนแรงและใช้งานง่ายที่สุดเท่านั้น !

"เจ้าดูให้ดี ข้าจะแสดงให้ดูรอบหนึ่ง"

หลี่มูยกสองแขนขึ้น ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็พริ้วไหวประดุจวานรคลั่ง หมัดแหวกอากาศส่งเสียงดังกึกก้อง

บางครั้งเขาดูเหมือนเสือกระโจนข้ามลำธาร บางครั้งคล้ายนกนางแอ่นโฉบกลางเวหา ท่วงท่าทั้งพลิ้วไหวแคล่วคล่องและดุดันไร้เทียมทาน เปลี่ยนแปลงพลิกแพลงไม่หยุดนิ่ง จนคนดูตาพร่ามัว

ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป

หลี่มูเก็บกระบวนท่ายืนนิ่ง เอ่ยขึ้นว่า "นี่คือกระบวนท่าพื้นฐานของสิงอี้เฉวียน เจ้าลองไปฝึกดูสักหลาย ๆ รอบ หากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามข้าได้เลย"

เมื่อครู่เจียงหู่ได้เห็นกับตาตัวเอง ตอนนี้ในใจของเขาจึงตื่นเต้นจนแทบคลั่ง

ในอำเภออันผิงก็มีสำนักคุ้มภัยและโรงฝึกศิลปะการต่อสู้เปิดอยู่

แต่ค่าเล่าเรียนในโรงฝึกนั้นแพงหูฉี่ ศิษย์ส่วนใหญ่หากไม่ร่ำรวยก็มีชาติกำเนิดสูงส่ง ลำพังแค่ค่าอาหารแต่ละเดือนก็ตกคนละสามตำลึงแล้ว ไม่มีทางที่ชาวบ้านตาดำ ๆ จะเรียนไหวเลย

คำกล่าวที่ว่า "เรียนบุ๋นต้องจน เรียนบู๊ต้องรวย" ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ

เจียงหู่เคยเห็นอาจารย์ในโรงฝึกสอนศิษย์มาก่อน แต่หลังจากที่ได้เห็นหลี่มูร่ายรำวิชาชุดนี้แล้ว ลึก ๆ ในใจของเขากลับเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นมา

วิชาที่เรียกว่า 'สิงอี้เฉวียน' ชุดนี้ ดูมีกลิ่นอายของการฆ่าฟันรุนแรงกว่าวิชาหมัดทลายภูเขา หรือหมัดดอกเหมย ที่โด่งดังเสียอีก แถมยังดูเรียบง่ายและดุดันกว่ามาก !

วิชาในโรงฝึกบางชุดมีไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย บางชุดมีไว้เพื่อประลองยุทธ์ แต่เจียงหู่กลับรู้สึกว่าวิชาของหลี่มูชุดนี้ นับตั้งแต่วันที่ถูกคิดค้นขึ้นมา มันก็มีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ... ฆ่าศัตรู !

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เริ่มฝึกฝนตามความทรงจำในหัวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ยามนี้ฟ้ายังสว่างอยู่

ขณะที่หลี่มูกำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้ากรงกระต่าย ฉีกใบหญ้าป้อนลูกกระต่ายอยู่นั้น เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู "หลี่มู เจ้าอยู่บ้านหรือเปล่า ดูท่าป้าสะใภ้จะมาถูกเวลาพอดีเลย ! "

เมื่อได้ยินเสียง เขาหันไปมอง

ก็พบว่าสตรีร่างท้วมวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังผลักประตูเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ท่านป้าสะใภ้รอง ? " หลี่มูเลิกคิ้วขึ้น

อีกฝ่ายคือป้าสะใภ้ร่วมตระกูลของหลี่มู ทว่าทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันมานานหลายปีแล้ว ความสัมพันธ์จึงจืดจางไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า

หลายปีมานี้ พวกเขาแทบจะไม่เคยคุยกันเกินสองประโยคด้วยซ้ำ !

การมาเยือนอย่างกะทันหันของนาง ทำให้หลี่มูเกิดความคลางแคลงใจขึ้นมาทันที

ทันทีที่นางก้าวพ้นประตู ใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าสายตากลับจ้องเขม็งไปที่กรงกระต่ายด้านหลังหลี่มู นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า "แหม ๆ หลี่มู นับวันเจ้าก็ยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ ! ป้าได้ยินมาว่าช่วงนี้เจ้าเข้าป่าล่าสัตว์ได้ของดี ๆ มาเยอะเลย ทั้งแพะ ทั้งไก่ นี่ขนาดกระต่ายป่ายังจับมาได้ตั้งหลายตัว ! จุ๊ ๆ เก่งจริง ๆ เลยหลานป้า ! "

หลี่มูเงยหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านป้าสะใภ้รอง วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาที่บ้านซอมซ่อของข้าล่ะ ? "

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น น้ำเสียงเจือความติติงเล็กน้อย "แหม ๆ หลี่มู เจ้าเด็กคนนี้นี่ ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้ล่ะ ? พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ! เจ้าล่าสัตว์มาได้ตั้งเยอะแยะ ขนาดเฉินอวิ๋น ลูกสาวของยายแก่ตาบอดท้ายหมู่บ้าน เจ้ายันแบ่งไก่ปิ้งให้ตั้งครึ่งตัว แล้วทำไมถึงไม่คิดจะเอามาฝากป้าสะใภ้กับลุงรองของเจ้าบ้างเลยล่ะ ? "

หลายวันมานี้ ตอนที่เขาแบกซากสัตว์เข้าเมืองไปขาย ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซีไปได้ ก็หมู่บ้านนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีแค่ร้อยสองร้อยหลังคาเรือน ท้ายหมู่บ้านมีคนตด หัวหมู่บ้านก็ได้กลิ่นแล้ว ข่าวสารจึงแพร่สะพัดรวดเร็วราวกับติดปีกบิน

ส่วนเรื่องไก่ปิ้งครึ่งตัวของเฉินอวิ๋น ก็คงมีคนบังเอิญไปเห็นเข้าพอดี...

นางพูดไปพลาง ลอบสังเกตปฏิกิริยาของหลี่มูจากหางตา เมื่อเห็นเขาไม่สะทกสะท้าน นางก็ถอนหายใจ น้ำเสียงเริ่มมีความตัดพ้อ "หลี่มู ป้าไม่ได้อยากจะว่าเจ้าหรอกนะ แต่เจ้าเด็กคนนี้น่ะ ชักจะเนรคุณเกินไปหน่อยแล้ว ! "

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ลอบแค่นหัวเราะในใจ ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์

เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่มือพลางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ "ท่านป้า ข้าเข้าป่าล่าสัตว์มันก็ต้องพึ่งดวง ล่ามาได้ก็ไม่ได้มากมายอะไร ในหมู่บ้านใครตกระกำลำบาก ข้าก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้"

"ครอบครัวของเฉินอวิ๋นอยู่กันอย่างขัดสน ส่วนท่านลุงรองกับท่านป้าสะใภ้ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกท่านสุขสบายกว่าข้าตั้งเยอะ ของแค่นี้ เกรงว่าคงจะไม่คู่ควรให้พวกท่านชายตามองหรอกกระมัง ? "

พอได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของป้าสะใภ้รองก็แข็งค้างไปทันที น้ำเสียงเริ่มร้อนรนขึ้นมา "หลี่มู เจ้าพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ ถึงบ้านเราจะพอกินพอใช้ แต่ใครมันจะรังเกียจเนื้อสัตว์ล่ะ ? "

"อีกอย่าง ช่วงนี้ลุงรองของเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดีนัก กำลังต้องการของบำรุงพอดี ! ถ้าเจ้ายังเห็นพวกเราเป็นญาติอยู่ ก็เอามาให้ป้าสะใภ้ติดมือกลับไปสักหน่อยเถอะ ป้าสะใภ้ก็ไม่ได้จะเอาของเจ้าฟรี ๆ หรอกนะ วันหลังจะเอาผักที่ปลูกเองมาให้ เป็นไงล่ะ ? "

จบบทที่ ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง

คัดลอกลิงก์แล้ว