- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง
ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง
ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง
ตอนที่ 15 ท่านป้าสะใภ้รอง
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
ภายใต้ "การดูแลอย่างทะนุถนอม" ของเจียงหู่ ชายขอทานผู้นั้นก็ถูกตีจนแขนขาหักสะบั้น และสลบเหมือดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกขอทานที่เหลือ เมื่อถูกหลี่มูสั่งสอนและทุบตีไปชุดใหญ่ เขาก็ไล่ตะเพิดให้พวกมันไสหัวไปจนหมด
เขาไม่กังวลว่าจะถูกตามมาล้างแค้น
พวกขอทานกลุ่มนี้ถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว ไม่มีทางกล้ามาหาเรื่องหลี่มูอีกเป็นอันขาด
หากพวกมันยังมีความกล้าหรือความทะนงตัวอยู่บ้าง คงไม่ลดตัวลงมาขอทานตามข้างถนน และทำเรื่องระยำอย่างการหักกระดูกสร้างคนพิการเพื่อหาข้าวกินเช่นนี้หรอก
ตลอดทางกลับหมู่บ้านซวงซีเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมาถึงบ้านสกุลหลี่ เจียงหู่ก็ช่วยขนกระสอบข้าวสารทั้งหมดลงจากรถไปเก็บไว้ในบ้าน น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความเกรงใจเล็กน้อย "พี่หลี่... เรื่องสอนหมัดมวยนั่นน่ะ เราจะเริ่มกันตอนไหนหรือ ? "
หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มาได้ นอกจากความเคารพนับถือแล้ว เจียงหู่ยังมีความหวาดกลัวต่อหลี่มูเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน ฉากฆ่าคนน่ะ เขาเคยเห็นมาบ้าง
แต่คนแบบหลี่มูที่เมื่อวินาทีที่แล้วยังยิ้มแย้มอยู่ดี ๆ แต่วินาทีต่อมากลับชักมีดออกมาฟันคอคนขาดกระเด็น แถมพอฆ่าเสร็จยังทำหน้าตานิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น... เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก !
ตลอดทางที่ผ่านมา ในใจเจียงหู่ได้แต่ครุ่นคิดสงสัยไม่หยุด
เขาคลุกคลีอยู่กับหลี่มูมาหลายปี แต่ก่อนไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือแบบนี้
หรือว่าตลอดมาเขาแกล้งซ่อนคมเอาไว้ ?
หรือว่า...ถูกภูตผีปีศาจตนไหนเข้าสิงร่าง ?
เจียงหู่ลอบสังเกตใบหน้าของหลี่มู
มีคำเล่าลือว่าในป่าลึกมีพวกวิญญาณเร่ร่อนและผีสาง เมื่อพวกมันเข้าสิงร่างคนเป็น แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่ต่างจากเดิม แต่ลักษณะนิสัยจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันช่างตรงกับสภาพของหลี่มูในตอนนี้เสียเหลือเกิน
"ถ้ายังไม่เหนื่อย ข้าสอนกระบวนท่าให้เจ้าตอนนี้เลยก็ได้"
หลี่มูตักน้ำล้างคราบเลือดบนใบหน้า พลางเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ "ลองยืนหยั่งม้าให้ข้าดูหน่อยสิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหู่ก็รีบแยกขากางออก ย่อเข่ากำหมัด ทำตามอย่างว่าง่าย
ช่วงล่าง ถือเป็นรากฐานของวิชาต่อสู้ทุกแขนง
หากช่วงล่างไม่มั่นคง ต่อให้มีวิชาหมัดมวยล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจเปล่งอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
"พี่ ท่านไปเปื้อนเลือดมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย ? "
จู่ ๆ หลี่ไฉ่เวยก็ยกชามข้าวต้มสองชามเดินออกมาจากในบ้าน พอเห็นหลี่มูเนื้อตัวเปื้อนเลือด น้ำเสียงของนางก็ตื่นตระหนกขึ้นมา "ท่านบาดเจ็บหรือ ? "
"ไม่เป็นไร ไม่ใช่เลือดข้าหรอก" หลี่มูเช็ดแก้มไปพลาง ตอบส่ง ๆ ไปพลาง "เลือดสัตว์เดรัจฉานน่ะ ! ขากลับเจอหมาบ้ามาแย่งของกิน ข้าก็เลยฟันมันตายไปตัวนึง"
"จริงไหม เจียงหู่ ? "
เจียงหู่ที่กำลังรวบรวมสมาธิยืนหยั่งม้าอย่างตั้งใจชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร "ชะ...ใช่ หมาตัวนั้นดุมากจริง ๆ "
หลี่ไฉ่เวยถึงได้คลายใจลง
"พี่ พี่หู่ พวกท่านยังไม่ได้กินอะไรกันเลยใช่ไหม ? นี่ ข้าต้มข้าวต้มไว้ ลองกินรองท้องกันไปก่อนนะ... เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะตุ๋นไข่ให้กิน"
เมื่อวานตอนเข้าป่า นอกจากไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าแล้ว หลี่มูยังเก็บไข่ไก่ฟ้ามาได้อีกเจ็ดแปดฟอง
เมื่อไม่มีแม่ไก่คอยฟัก ไข่พวกนี้ก็ไม่มีทางเกิดเป็นตัวได้หรอก เอามาทำเป็นอาหารกินซะยังจะดีกว่า
เจียงหู่ทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงม้ามาทั้งวัน ช่วยเหลือครอบครัวหลี่อย่างเต็มที่
มื้อเย็นจึงสมควรทำของอร่อย ๆ เลี้ยงตอบแทนเสียหน่อย
หลี่มูเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ต่อให้เป็นวัวเป็นม้าชั้นดี ก็ต้องให้อาหารชั้นยอดกินบ้าง...
เจียงหู่คนนี้นิสัยใจคอถือว่าใช้ได้ หากสามารถดึงตัวมาเป็นพวกเดียวกันได้ ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแย่
สุภาษิตว่าไว้ วีรบุรุษคนเดียวยังต้องมีผู้ช่วยถึงสามคน
ในยุคสมัยนี้ ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างยากแค้น หากไม่อยากถูกคนอื่นรังแกข่มเหง ก็ต้องรวมกลุ่มกันเพื่อให้ความอบอุ่น แม้หลี่มูจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา แต่เขาก็มีเพียงตัวคนเดียว เต็มที่ก็จะรับมือศัตรูได้สักกี่คนกัน ?
หากเจอชายฉกรรจ์ใจกล้าสักสิบกว่าคนกรูกันเข้ามา ต่อให้เป็นเขาก็คงต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
ในโลกใบนี้ พละกำลังของคน ๆ เดียวย่อมมีขีดจำกัด
หลี่มูและเจียงหู่ยกชามข้าวต้มขึ้นซดจนหมดเกลี้ยง กลิ่นหอมของธัญพืชกรุ่นอยู่ในปากอย่างยาวนาน
...
"วิชาหมัดมวยที่ข้าจะสอนเจ้านี้ เรียกว่า หมัดซินอี้ลิ่วเหอ"
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่มูยืนตั้งท่าอยู่ในลานบ้าน ย่อตัวลงเล็กน้อยพลางเอ่ยอธิบาย "วิชาชุดนี้เห็นผลไว พลังทำลายล้างสูง เน้นที่หลักการ 'ใจผสานกับความมุ่งมั่น, ความมุ่งมั่นผสานกับลมปราณ, ลมปราณผสานกับพละกำลัง, ไหล่ผสานกับสะโพก, ศอกผสานกับเข่า, มือผสานกับเท้า' ! "
วิชาหมัดชุดนี้ ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่แพร่หลายยิ่งกว่า นั่นคือ สิงอี้เฉวียน
โบราณมีคำกล่าวว่า ไท่เก๊กสิบปีไม่กล้าออกจากบ้าน สิงอี้ปีเดียวชกคนตาย
พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นทักษะการฆ่าคนนั่นเอง !
ในอดีตหลี่มูเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ กฎเกณฑ์ที่เขายึดมั่นเวลาเผชิญหน้าศัตรูคือ ต้องจัดการศัตรูด้วยความเร็วที่สุดและใช้วิธีที่เรียบง่ายที่สุด
ดังนั้นเขาจึงตัดทอนกระบวนท่าที่เยิ่นเย้อซับซ้อนในวิชาหมัดทิ้งไปจนหมด เหลือไว้เพียงท่วงท่าที่มีอานุภาพรุนแรงและใช้งานง่ายที่สุดเท่านั้น !
"เจ้าดูให้ดี ข้าจะแสดงให้ดูรอบหนึ่ง"
หลี่มูยกสองแขนขึ้น ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็พริ้วไหวประดุจวานรคลั่ง หมัดแหวกอากาศส่งเสียงดังกึกก้อง
บางครั้งเขาดูเหมือนเสือกระโจนข้ามลำธาร บางครั้งคล้ายนกนางแอ่นโฉบกลางเวหา ท่วงท่าทั้งพลิ้วไหวแคล่วคล่องและดุดันไร้เทียมทาน เปลี่ยนแปลงพลิกแพลงไม่หยุดนิ่ง จนคนดูตาพร่ามัว
ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป
หลี่มูเก็บกระบวนท่ายืนนิ่ง เอ่ยขึ้นว่า "นี่คือกระบวนท่าพื้นฐานของสิงอี้เฉวียน เจ้าลองไปฝึกดูสักหลาย ๆ รอบ หากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามข้าได้เลย"
เมื่อครู่เจียงหู่ได้เห็นกับตาตัวเอง ตอนนี้ในใจของเขาจึงตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
ในอำเภออันผิงก็มีสำนักคุ้มภัยและโรงฝึกศิลปะการต่อสู้เปิดอยู่
แต่ค่าเล่าเรียนในโรงฝึกนั้นแพงหูฉี่ ศิษย์ส่วนใหญ่หากไม่ร่ำรวยก็มีชาติกำเนิดสูงส่ง ลำพังแค่ค่าอาหารแต่ละเดือนก็ตกคนละสามตำลึงแล้ว ไม่มีทางที่ชาวบ้านตาดำ ๆ จะเรียนไหวเลย
คำกล่าวที่ว่า "เรียนบุ๋นต้องจน เรียนบู๊ต้องรวย" ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ
เจียงหู่เคยเห็นอาจารย์ในโรงฝึกสอนศิษย์มาก่อน แต่หลังจากที่ได้เห็นหลี่มูร่ายรำวิชาชุดนี้แล้ว ลึก ๆ ในใจของเขากลับเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นมา
วิชาที่เรียกว่า 'สิงอี้เฉวียน' ชุดนี้ ดูมีกลิ่นอายของการฆ่าฟันรุนแรงกว่าวิชาหมัดทลายภูเขา หรือหมัดดอกเหมย ที่โด่งดังเสียอีก แถมยังดูเรียบง่ายและดุดันกว่ามาก !
วิชาในโรงฝึกบางชุดมีไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย บางชุดมีไว้เพื่อประลองยุทธ์ แต่เจียงหู่กลับรู้สึกว่าวิชาของหลี่มูชุดนี้ นับตั้งแต่วันที่ถูกคิดค้นขึ้นมา มันก็มีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ... ฆ่าศัตรู !
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เริ่มฝึกฝนตามความทรงจำในหัวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ยามนี้ฟ้ายังสว่างอยู่
ขณะที่หลี่มูกำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้ากรงกระต่าย ฉีกใบหญ้าป้อนลูกกระต่ายอยู่นั้น เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู "หลี่มู เจ้าอยู่บ้านหรือเปล่า ดูท่าป้าสะใภ้จะมาถูกเวลาพอดีเลย ! "
เมื่อได้ยินเสียง เขาหันไปมอง
ก็พบว่าสตรีร่างท้วมวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังผลักประตูเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ท่านป้าสะใภ้รอง ? " หลี่มูเลิกคิ้วขึ้น
อีกฝ่ายคือป้าสะใภ้ร่วมตระกูลของหลี่มู ทว่าทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันมานานหลายปีแล้ว ความสัมพันธ์จึงจืดจางไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า
หลายปีมานี้ พวกเขาแทบจะไม่เคยคุยกันเกินสองประโยคด้วยซ้ำ !
การมาเยือนอย่างกะทันหันของนาง ทำให้หลี่มูเกิดความคลางแคลงใจขึ้นมาทันที
ทันทีที่นางก้าวพ้นประตู ใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าสายตากลับจ้องเขม็งไปที่กรงกระต่ายด้านหลังหลี่มู นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า "แหม ๆ หลี่มู นับวันเจ้าก็ยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ ! ป้าได้ยินมาว่าช่วงนี้เจ้าเข้าป่าล่าสัตว์ได้ของดี ๆ มาเยอะเลย ทั้งแพะ ทั้งไก่ นี่ขนาดกระต่ายป่ายังจับมาได้ตั้งหลายตัว ! จุ๊ ๆ เก่งจริง ๆ เลยหลานป้า ! "
หลี่มูเงยหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านป้าสะใภ้รอง วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาที่บ้านซอมซ่อของข้าล่ะ ? "
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น น้ำเสียงเจือความติติงเล็กน้อย "แหม ๆ หลี่มู เจ้าเด็กคนนี้นี่ ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้ล่ะ ? พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ! เจ้าล่าสัตว์มาได้ตั้งเยอะแยะ ขนาดเฉินอวิ๋น ลูกสาวของยายแก่ตาบอดท้ายหมู่บ้าน เจ้ายันแบ่งไก่ปิ้งให้ตั้งครึ่งตัว แล้วทำไมถึงไม่คิดจะเอามาฝากป้าสะใภ้กับลุงรองของเจ้าบ้างเลยล่ะ ? "
หลายวันมานี้ ตอนที่เขาแบกซากสัตว์เข้าเมืองไปขาย ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซีไปได้ ก็หมู่บ้านนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีแค่ร้อยสองร้อยหลังคาเรือน ท้ายหมู่บ้านมีคนตด หัวหมู่บ้านก็ได้กลิ่นแล้ว ข่าวสารจึงแพร่สะพัดรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
ส่วนเรื่องไก่ปิ้งครึ่งตัวของเฉินอวิ๋น ก็คงมีคนบังเอิญไปเห็นเข้าพอดี...
นางพูดไปพลาง ลอบสังเกตปฏิกิริยาของหลี่มูจากหางตา เมื่อเห็นเขาไม่สะทกสะท้าน นางก็ถอนหายใจ น้ำเสียงเริ่มมีความตัดพ้อ "หลี่มู ป้าไม่ได้อยากจะว่าเจ้าหรอกนะ แต่เจ้าเด็กคนนี้น่ะ ชักจะเนรคุณเกินไปหน่อยแล้ว ! "
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ลอบแค่นหัวเราะในใจ ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์
เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่มือพลางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ "ท่านป้า ข้าเข้าป่าล่าสัตว์มันก็ต้องพึ่งดวง ล่ามาได้ก็ไม่ได้มากมายอะไร ในหมู่บ้านใครตกระกำลำบาก ข้าก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้"
"ครอบครัวของเฉินอวิ๋นอยู่กันอย่างขัดสน ส่วนท่านลุงรองกับท่านป้าสะใภ้ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกท่านสุขสบายกว่าข้าตั้งเยอะ ของแค่นี้ เกรงว่าคงจะไม่คู่ควรให้พวกท่านชายตามองหรอกกระมัง ? "
พอได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของป้าสะใภ้รองก็แข็งค้างไปทันที น้ำเสียงเริ่มร้อนรนขึ้นมา "หลี่มู เจ้าพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ ถึงบ้านเราจะพอกินพอใช้ แต่ใครมันจะรังเกียจเนื้อสัตว์ล่ะ ? "
"อีกอย่าง ช่วงนี้ลุงรองของเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดีนัก กำลังต้องการของบำรุงพอดี ! ถ้าเจ้ายังเห็นพวกเราเป็นญาติอยู่ ก็เอามาให้ป้าสะใภ้ติดมือกลับไปสักหน่อยเถอะ ป้าสะใภ้ก็ไม่ได้จะเอาของเจ้าฟรี ๆ หรอกนะ วันหลังจะเอาผักที่ปลูกเองมาให้ เป็นไงล่ะ ? "