- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 11 ลูกกระต่ายป่า
ตอนที่ 11 ลูกกระต่ายป่า
ตอนที่ 11 ลูกกระต่ายป่า
ตอนที่ 11 ลูกกระต่ายป่า
หลี่มูจงใจรอจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนหมดสิ้น แล้วจึงลอบกลับเข้าหมู่บ้านทางเส้นทางสายเปลี่ยว
เพราะถึงอย่างไร ธนูและลูกศรก็ถือเป็นของต้องห้าม หากถูกชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซีมาพบเห็นแล้วนำไปแจ้งทางการ นั่นย่อมหมายถึงโทษประหารตัดหัว
โชคดีที่ยุคสมัยนี้ไม่มีแสงไฟริมทาง อีกทั้งในยามค่ำคืนมักจะมีหมาป่าแก่ ๆ ลงจากเขามาหาอาหารในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเคยชินกับการปิดประตูลงกลอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยดินโคลนเลน นอกจากยุงและแมลงที่บินว่อนแล้ว ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก
แอ๊ด… หลี่มูผลักประตูรั้วไม้หน้าบ้านเข้าไป
ภายในบ้าน เมื่อหลี่ไฉ่เวยได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว นางก็ผลักบานหน้าต่างชะโงกหน้าออกมามอง ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก "พี่... ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที"
"ทำไมรึ ? วันนี้มีใครมาหาเรื่องที่บ้านอีกล่ะสิ ? " เมื่อฟังจากน้ำเสียงที่ผิดปกติของนาง หลี่มูจึงเลิกคิ้วถาม
"เปล่าหรอก" หลี่ไฉ่เวยส่ายหน้า พวงแก้มซับสีเลือดฝาดเล็กน้อย "เพียงแต่ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว ในป่าก็อันตรายสารพัด ข้ากลัวว่าท่านจะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นมา..."
ที่แท้ยัยหนูนี่ก็กำลังเป็นห่วงเขานี่เอง
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เขาซัดซุนตาบอดจนกระเจิงไปคราวก่อน ข่าวคราวก็แพร่สะพัดไปทั่วสารทิศ ชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซีที่แต่เดิมเคยดูแคลนสองพี่น้องสกุลหลี่ ยามนี้เมื่อพบหน้าต่างก็ฉีกยิ้มประจบประแจงและทำตัวสุภาพอ่อนน้อมขึ้นมาก
แม้กระทั่งสรรพนามที่หลี่ไฉ่เวยใช้เรียกหลี่มู ก็ยังเปลี่ยนจากคำว่า "หลี่มู" ห้วน ๆ มาเป็นคำว่า "พี่"
สมกับคำกล่าวที่ว่า ในยุคสมัยนี้ การทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวนั้นไร้อนาคต กำปั้นที่แข็งแกร่งต่างหากคือกฎเกณฑ์ที่แท้จริง!
"ตอนลงเขาข้ามัวแต่วางกับดักไว้ริมลำธาร เลยเสียเวลาไปหน่อยน่ะ" หลี่มูอธิบายพลางนำซากกระต่ายป่าและไก่ฟ้าที่ล่ามาได้ไปแขวนไว้บนผนัง "วันนี้ดวงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ได้ของติดมือมาแค่นี้เอง"
กระต่ายป่ากับไก่ฟ้าสองตัวนี้น้ำหนักรวมกันเต็มที่ก็แค่ราว ๆ สิบจิน หากนำไปขายคงได้เงินไม่ถึงหนึ่งตำลึงเสียด้วยซ้ำ เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าของแพะภูเขาที่ล่าได้เมื่อหลายวันก่อน
"ของพวกนี้ก็เอาไปแลกข้าวสารได้ตั้งห้าสิบจินแล้ว ถือว่าไม่เลวเลยนะ ! " หลี่ไฉ่เวยกลับดูตื่นเต้น นางงอนิ้วนับคำนวณอย่างตั้งใจ "ตอนนี้เรามีเงินสิบตำลึงเจ็ดเงิน ซื้อข้าวเก่าได้ตั้งสี่ร้อยยี่สิบจิน..."
"รวมกับอีกห้าสิบจินนี่ ก็เป็นสี่ร้อยเจ็ดสิบจิน..."
"อ้อ จริงสิ วันนี้ข้าไปตัดฟืนมาขาย ได้เงินมาอีกสิบกว่าเหวินด้วยนะ..."
"พี่ เราใกล้จะหาข้าวส่วยได้ครบจำนวนแล้วนะ ! "
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่ไฉ่เวยเอาแต่กลัดกลุ้มเรื่องส่วยหลวงมาโดยตลอด ในปีก่อน ๆ อาศัยเพียงที่นาอันแห้งแล้งไม่กี่หมู่ แม้จะเหนื่อยยาก แต่ผลผลิตที่ได้เมื่อแบ่งไปจ่ายส่วยสักเจ็ดแปดส่วน ก็ยังพอที่จะชำระส่วยหลวงได้ครบ
ทว่าปีนี้ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ทำให้รวงข้าวที่เพิ่งจะออกรวงถูกน้ำแช่ขังจนเน่าเปื่อย เพียงไม่กี่วันก็เน่าลามตั้งแต่รากจรดยอด ไม่เหลือผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเลยแม้แต่เมล็ดเดียว !
เมื่อเห็นกำหนดส่งส่วยหลวงใกล้เข้ามาทุกที หลี่ไฉ่เวยก็ร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อน กระทั่งเตรียมใจที่จะขายที่นาทิ้งเพื่อผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้
แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า พี่ชายที่เอาแต่เที่ยวเตร่เกียจคร้านมาตลอด จะเป็นคนแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ !
"ยังขาดอีกร้อยกว่าจิน เข้าป่าอีกสักสามสี่รอบก็น่าจะครบแล้วล่ะ" หลี่มูขยี้จมูกเบา ๆ จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงปลดห่อสัมภาระบนหลังลงมาวางบนโต๊ะแล้วแกะออก "วันนี้ข้าเก็บพุทราป่ามาด้วย รสชาติอร่อยดีทีเดียว เจ้าลองชิมดูสิ"
"อ้อ ยังมีลูกกระต่ายอีกครอกหนึ่งด้วย ! "
เขาพูดพลางล้วงมือเข้าไปจับลูกกระต่ายขนฟูตัวเล็ก ๆ หกตัวออกมา ราวกับกำลังเล่นกล
ดวงตาของหลี่ไฉ่เวยเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที !
ดูเหมือนว่าเด็กผู้หญิงจะแพ้ทางสัตว์ตัวเล็ก ๆ ขนปุกปุยแบบนี้โดยธรรมชาติ นางเผยอริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือออกไปลูบพวกมันอย่างเบามือพลางเอ่ยถาม "พวกมันก็ต้องถูกขายด้วยเหรอ ? "
"เปล่าหรอก พวกมันยังเล็กเกินไป ขายไปก็ไม่ได้ราคา เลี้ยงเอาไว้จะคุ้มกว่า" หลี่มูส่ายหน้า "กระต่ายน่ะ พออายุได้สามสี่เดือนก็เริ่มผสมพันธุ์ได้แล้ว ออกลูกกันครอกต่อครอก ถ้าเราเลี้ยงดูพวกมันดี ๆ ต่อไปเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเนื้อกินอีกแล้ว ! "
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของหลี่ไฉ่เวยก็ฉายแววดีใจ นางพยักหน้ารัว ๆ "เรื่องให้อาหารปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง เดี๋ยวข้าจะไปหาอะไรมาให้พวกมันกินเดี๋ยวนี้แหละ"
ลูกกระต่ายพวกนี้อายุราว ๆ ครึ่งเดือน ลืมตาได้แล้ว และตอนนี้กำลังร้องครางด้วยความหิวโหย
การเลี้ยงกระต่ายนั้นง่ายมาก เมื่อหย่านมแล้วก็จะกินพวกผลเบอร์รี่ป่าและหญ้าเป็นหลัก
ส่วนเรื่องผักสดหรือแครอทอะไรนั่น มันก็เป็นแค่เรื่องแต่งในหนังหรือนิทานหลอกเด็กเท่านั้น ในความเป็นจริงพวกมันไม่ได้ชอบกินของพวกนี้เลย
เพราะในผักสดมีน้ำมากเกินไป หากกินเข้าไปจะทำให้พวกมันท้องร่วงได้ง่าย และหากอาการหนักก็อาจถึงขั้นตายได้เลย
หญ้ามู่ซวี่ นั่นแหละคืออาหารสัตว์ชั้นยอดที่สุด !
ไม่ว่าจะเป็นริมทาง ในป่า หรือตามคันนา ก็สามารถหาหญ้าชนิดนี้ได้ทั่วไป แทบไม่ต้องออกแรงค้นหาเลยสักนิด
"ไม่ต้องหรอก ตอนขากลับ ข้าแวะเก็บหญ้าแถวเนินดินหน้าหมู่บ้านมาให้แล้ว" หลี่มูล้วงมือเข้าไปในห่อสัมภาระ แล้วหยิบยอดหญ้าอ่อนสีเขียวขจีกำใหญ่โยนลงบนโต๊ะ
พอดมได้กลิ่นอาหาร เหล่าลูกกระต่ายก็ปีนป่ายแย่งกันเข้ามา งับกินกันคำโตเสียงดังกร้วม ๆ
เพียงไม่นาน ท้องกลม ๆ ของพวกมันก็ป่องออกจนเห็นได้ชัด
เมื่อกินอิ่มและดื่มน้ำจนพอใจ หลี่ไฉ่เวยก็นำเศษผ้าเก่า ๆ ไปปูรองไว้ตรงมุมห้อง ลูกกระต่ายพากันไปนอนเบียดเสียดรวมกัน กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ ราวกับยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกตนถึงได้มาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้
...
อาหารค่ำของสองพี่น้องเป็นไปอย่างเรียบง่าย
ข้าวต้มใส ๆ สองชาม ไก่ฟ้าปิ้งที่เหลือจากเมื่อตอนกลางวัน และแผ่นแป้งธัญพืชผสมถั่วอีกสองแผ่น
"พรุ่งนี้ข้าจะไปขอยืมรถเข็น เข้าเมืองไปขายของป่า แล้วจะแวะซื้อข้าวสารกลับมาด้วยเลย"
หลังมื้ออาหาร หลี่มูนั่งล้างคราบเลือดบนลูกศรภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัว ๆ ก่อนจะนำหัวลูกศรมาฝนให้คมกริบยิ่งขึ้น "วันส่งส่วยใกล้เข้ามาทุกที ราคาข้าวสารจะต้องพุ่งขึ้นแน่ ๆ เรื่องพวกนี้รีบจัดการแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า"
"ข้าจะไปกับท่านด้วย" หลี่ไฉ่เวยเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ นางกำลังจัดการบาดแผลบนซากสัตว์ทั้งสองตัว โดยใช้มีดคว้านรูลูกศรให้กว้างขึ้น เพื่อตบตาไม่ให้ดูเหมือนตายเพราะถูกลูกธนูยิง "ข้าวสารตั้งเยอะแยะขนาดนั้น ท่านคนเดียวจะขนกลับมาไหวเหรอ ? "
แม้หลงจู๊รองแห่งหอสุ่ยเซียนจะรับเงินของหลี่มูไปแล้ว แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าพวกลูกจ้างในครัวจะไม่ปากโป้ง หากเรื่องหลุดออกไปล่ะก็ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ไม่ว่าจะระมัดระวังแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากเกินไป
"ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้ข้าจะไปเรียกพวกเจียงหู่ให้ไปเป็นเพื่อน" หลี่มูยิ้มบาง ๆ "คนพวกนี้ มีให้หลอกใช้ ไม่ใช้ก็เสียของเปล่า ๆ ..."
พวกเจียงหู่ที่หลี่มูพูดถึง ก็คือกลุ่มอันธพาลที่ช่วยรุมกระทืบซุนตาบอดเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง
ตั้งแต่ได้เห็นฝีมือไม้ลายมือของหลี่มู พวกมันก็ราวกับโดนของ วัน ๆ เอาแต่เกาะแกะขอให้เขาสอนวิชาหมัดมวยให้สักกระบวนท่าสองกระบวนท่า พยายามประจบสอพลอกันอย่างสุดฤทธิ์
ถึงขนาดมีบางคนยอมโขกศีรษะขอฝากตัวเป็นศิษย์ตรงนั้นเลยทีเดียว
พวกนักเลงหัวไม้นั้น คือกลุ่มคนที่เชิดชูความรุนแรงที่สุด ในยุคสมัยนี้ หากมีวิชาการต่อสู้ติดตัวไว้บ้าง ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ก็สามารถพูดจาเสียงดังได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และยืดอกได้อย่างผ่าเผย !
เช้าตรู่วันต่อมา ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง
หลี่มูก็เรียกพวกอันธพาลสี่ห้าคนมารวมตัวกันที่บ้านของตน
ในกลุ่มนั้นมีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ผิวคล้ำคนหนึ่งกำลังเกาหัว พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "พี่หลี่ ท่านเรียกพวกเรามาแต่เช้าตรู่แบบนี้มีเรื่องอะไรหรือ ? หรือว่าจะสอนวิชาหมัดมวยให้พวกเราแล้ว ? "
"พวกเราน่ะเป็น 'คนกันเอง' ที่เคยร่วมเล่นพนัน เคยเที่ยวซ่องมาด้วยกัน ขนาดผู้หญิงยังเคยเล่นด้วยกันมาแล้ว ตอนนี้ท่านมีวิชาดีติดตัว จะมาเก็บงำไว้คนเดียวไม่ได้นะ ! "
"โบราณว่าไว้ สองหมัดหรือจะสู้สี่มือ ต่อให้พี่หลี่จะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าเจอคนเป็นสิบเป็นยี่สิบรุมล้อมก็คงไม่รอดเหมือนกัน แต่ถ้าท่านยอมสอนวิชาให้พวกเรา เรามารวมพลังกันเป็นเกลียวเชือก แล้วทีนี้ในแถบสิบลี้แปดหมู่บ้านนี้ เรายังจะต้องไปกลัวใครหน้าไหนอีก ? "
"ขอแค่ท่านยอมสอน ต่อไปพวกเราจะยกให้ท่านเป็นพี่ใหญ่แท้ ๆ เลย จะยอมเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ! "