- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 12 เกี้ยวหนึ่งหลัง
ตอนที่ 12 เกี้ยวหนึ่งหลัง
ตอนที่ 12 เกี้ยวหนึ่งหลัง
ตอนที่ 12 เกี้ยวหนึ่งหลัง
พวกอันธพาลต่างแย่งกันพูดเจี๊ยวจ๊าว
หลี่มูกระแอมไอเบา ๆ บริเวณนั้นพลันเงียบกริบลงทันที
“พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกัน ข้าได้ดี ย่อมไม่ลืมพวกเจ้าแน่” หลี่มูกวาดสายตามองทุกคน จู่ ๆ ก็ฉีกยิ้มกว้าง “ทว่า วันนี้ข้าก็มีเรื่องอยากให้พวกเจ้าช่วยสักหน่อย”
“จะบอกว่าช่วยก็ใช่ แต่จริง ๆ แล้วถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง”
เมื่อได้ยินหลี่มูยอมเปิดปากรับปากว่าจะสอนวิชาหมัดมวยให้ ชายหน้าดำก็หัวเราะร่าทันที เขากางมือใหญ่ราวกับพัดใบกล้วยตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ “พี่หลี่ มีอะไรให้ช่วยท่านสั่งมาได้เลย ! ข้าไม่มีทางปฏิเสธเด็ดขาด !”
ชายผู้นี้คือ เจียงหู่ อาศัยรูปร่างที่สูงใหญ่บึกบึน จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้แข็งแกร่งในหมู่พวกอันธพาล
แน่นอนว่า ฉายานี้ถูกหลี่มูแย่งชิงไปแล้วเมื่อสี่วันก่อน
เขาเป็น “ตัวประหลาด” เพียงคนเดียวในกลุ่มอันธพาลนี้ที่นิสัยใจคอไม่ได้เลวร้ายจนเกินเยียวยา
ต่างจากคนอื่นที่วัน ๆ เอาแต่ลักเล็กขโมยน้อย ดื่มเหล้าเมายาเล่นพนัน วิธีหาเลี้ยงชีพของเขาคือการไปฝากตัวอยู่ใต้สังกัดหัวหน้าแก๊งอิทธิพลมืด ปกติไม่ต้องทำอะไร แค่รอเวลาที่พวกเศรษฐีในตัวอำเภอต้องการคนไปช่วยแย่งอาณาเขต กว้านซื้อที่ดิน หรือมีเรื่องวิวาท เจียงหู่ก็จะตามหัวหน้าไปยืนเป็นลูกหาบข่มขวัญคู่กรณี เมื่องานสำเร็จ นายจ้างก็จะแบ่งเงินรางวัลให้
แม้จะไม่เคยทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าถึงขั้นฟ้าดินลงโทษ แต่งานแบบนี้ก็ไม่ได้ดูมีเกียรติอะไร นานวันเข้า ชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซีก็จัดให้เจียงหู่อยู่ในหมวดหมู่ "คนพาล" ไปโดยปริยาย นอกจากพวกนักเลงหัวไม้ด้วยกันแล้ว แทบจะไม่มีใครอยากเสวนาด้วยเลย
“วันนี้ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อข้าวสารสักหลายร้อยจิน รถลากข้าวเตรียมไว้พร้อมแล้ว ขาดก็แต่คนลากรถ” หลี่มูพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงัก สังเกตปฏิกิริยาของทุกคน ก่อนจะเอ่ยต่อ “ใครยอมเป็นคนลากรถ วิชาหมัดมวยนี่... ข้าก็จะสอนให้คนนั้น !”
จากหมู่บ้านซวงซีถึงตัวอำเภอระยะทางราว ๆ เจ็ดแปดลี้ แถมเมื่อหลายวันก่อนมีฝนตกลงมา ถนนดินในชนบทจึงขรุขระเดินลำบาก ลำพังแค่เดินเท้าเปล่ายังไม่ง่าย นับประสาอะไรกับการลากรถเกวียนที่หนักหลายร้อยจิน ?
เผลอ ๆ อาจจะเหนื่อยจนขาดใจตายเอาได้...
ความกระตือรือร้นที่พุ่งปรี๊ดของทุกคนเมื่อครู่ ราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดโครมเข้าใส่ ดับวูบลงในพริบตา
“พี่หลี่ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้มน้ำทิ้งไว้บนเตา ข้าขอตัวก่อนนะ !”
“โอ๊ย ไม่ไหว ! ทำไมจู่ ๆ หัวมันเวียนแบบนี้เนี่ย ?”
“ดูความจำข้าสิ วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายพ่อข้านี่นา ข้าต้องกลับไปเซ่นไหว้ท่านพ่อก่อน...”
เงียบไปได้ไม่กี่อึดใจ พวกอันธพาลก็พากันหาข้ออ้าง แล้วเผ่นแน่บหนีไปราวกับผีหลอก
ภายในลานบ้านที่ว่างเปล่า เหลือเพียงหลี่มูกับเจียงหู่สองคน
“พวกเขาไปกันหมดแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีกล่ะ ?” หลี่มูขยี้ปลายจมูก ถามด้วยความแปลกใจ
“ข้าฝากชื่อไว้ในกองคาราวานอาชาเหล็ก เวลาติดตามหัวหน้าไปทำงาน เงินรางวัลที่นายจ้างให้มันได้ไม่เท่ากันหรอกนะ” เจียงหู่พูดเช่นนั้นจบก็หัวเราะซื่อ ๆ แล้วเล่าอย่างตรงไปตรงมา “ในหมู่พวกเราน่ะ คนที่ยืนอยู่หลังสุดคอยตะโกนส่งเสียง จะได้สิบเหวิน !”
“คนที่กล้าลงมือ ต่อให้พุ่งเข้าไปแล้วโดนฝั่งตรงข้ามซัดหมอบในหมัดเดียว ก็ได้ตั้งแปดสิบเหวิน !”
“ถ้าล้มศัตรูได้คนนึง ได้สามร้อยเหวิน !”
“ถ้าล้มได้สามคน ได้หนึ่งตำลึง !”
“แต่ถ้าล้มได้ถึงสิบคน... ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็น 'กระบองแดง (ยอดฝีมือระดับสูง)' ของกองคาราวานอาชาเหล็กเลย ต่อให้แต่ละเดือนไม่ได้ทำอะไร ก็ยังมีเงินเดือนกินเปล่าตั้งสามตำลึง ส่วนเวลาออกไปทำงาน ค่าจ้างก็คิดแยกต่างหาก !”
เจียงหู่ลุกขึ้นยืน เอาผ้าขนหนูขาด ๆ สองผืนมารองพาดไว้ที่ไหล่ เดินตรงไปที่รถลากแล้วเอาสายเชือกคล้องเข้ากับลำตัว เอ่ยอย่างจริงจังว่า
“ข้ากำลังร้อนเงินมาก และข้าก็อยากมีเนื้อกินทุกมื้อ อยากนอนกอดผู้หญิงสวย ๆ เหมือนกัน !”
เมื่อได้ฟังคำตอบของเขา ในใจของหลี่มูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือชายหน้าดำคนนี้ขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง
ความโลภและความปรารถนา ไม่เคยเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป แท้จริงแล้ว มันคือหนึ่งในแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า !
เงินทอง หญิงงาม นี่คือเป้าหมายที่เจียงหู่ไขว่คว้า และอาจจะเป็นความฝันของพวกอันธพาลกลุ่มเมื่อครู่ด้วย แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เจียงหู่ยอมทุ่มเทและลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนไอ้พวกที่หนีไป ก็แค่นอนฝันกลางวันไปวัน ๆ
“ไปกันเถอะ !” หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เสียบมีดพร้าลงในฝักหนังที่เอว “ขอแค่เจ้าตั้งใจเรียน ข้าก็จะสอนให้”
...
ดวงอาทิตย์ลอยเด่นสูงขึ้น
หลี่ไฉ่เวยพรวนดินในลานบ้าน นำเมล็ดพริกหยอดลงปลูกทีละเมล็ด
ตลอดช่วงเช้านี้ นางไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย ทั้งขุดดิน ตีอิฐดินเหนียว ทำรังให้ลูกกระต่าย ซักผ้า หาบน้ำ แถมยังถือโอกาสซ่อมแซมรั้วไม้ที่ถูกเหยียบพังเมื่อหลายวันก่อนไปในตัว
กว่านางจะปลูกเมล็ดพริกเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาจนใกล้จะเที่ยงแล้ว
หลี่ไฉ่เวยยืดตัวขึ้น นวดคลึงเอวที่เริ่มปวดเมื่อย นางคล้องตะกร้าไม้ไผ่เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปทางเนินดินท้ายหมู่บ้านซวงซีฝั่งตะวันออกเพื่อเด็ดยอดหญ้า เตรียมนำไปให้ลูกกระต่ายกิน
ตะวันโด่ง แสงแดดแผดเผาผืนดิน
หลี่ไฉ่เวยลุกขึ้นยืนปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทว่าสายตาของนางกลับถูกดึงดูดด้วยเกี้ยวหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เกี้ยว ?
สีหน้าของนางดูประหลาดใจเล็กน้อย
เกี้ยวหลังนี้มีสีน้ำเงินอมเขียวทั้งหลัง บนหลังคายังประดับด้วยลายปักดิ้นทอง มองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงลิบลิ่ว แม้แต่คนหามเกี้ยวทั้งสี่ก็ล้วนสวมเสื้อแขนสั้นสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินอย่างมั่นคง
ยุคสมัยนี้ คนที่สามารถนั่งเกี้ยวได้หากไม่ร่ำรวยก็ต้องมีอำนาจบารมี แล้วเหตุใดถึงได้เดินทางมายังชนบทที่แร้นแค้นและสกปรกเช่นนี้ ?
หลี่ไฉ่เวยรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เพราะคนที่สามารถนั่งเกี้ยวระดับนี้ได้ ไม่มีทางที่จะมีเรื่องข้องแวะอะไรกับนางอยู่แล้ว
หญ้าในตะกร้าไม้ไผ่ถูกเก็บจนเต็มแล้ว นางถลกชายกระโปรงขึ้น ก้าวเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
“คือแม่หนูคนนี้หรือ ?”
ม่านเกี้ยวถูกแง้มออกเล็กน้อย สายตาคู่หนึ่งจับจ้องไปยังแผ่นหลังของหลี่ไฉ่เวยที่อยู่ไกลออกไป พร้อมกับเสียงแหบพร่าของคนแก่ดังขึ้น “หน้าตาก็พอใช้ได้อยู่ เพียงแต่ร่างกายดูจะอ่อนแอไปสักหน่อย...”
“นายท่าน พวกเราสืบถามจากผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านซวงซีมาอย่างชัดเจนแล้ว วันเดือนปีเกิด ของนางไม่ผิดแน่ นางคือคนที่เรากำลังตามหาขอรับ” ชายที่มีท่าทางคล้ายพ่อบ้านลดเสียงลง กระซิบอยู่ข้างเกี้ยว
“ในบ้านนางยังมีใครอีกบ้าง ?”
“ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งขอรับ”
“ข้าได้ยินมาว่า ทั้งเฉินเอ้อและซุนตาบอดต่างก็ไปสะดุดตอมางั้นรึ ?”
“เรื่องนี้... พี่ชายของนางเป็นแค่อันธพาลไร้ค่า วัน ๆ เอาแต่ลักเล็กขโมยน้อย เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยจะใส่ใจน้องสาวคนนี้นัก แต่ช่วงนี้ไม่รู้ไปกินผิดสำแดงอะไรมา จู่ ๆ ก็เปลี่ยนนิสัย คอยปกป้องนางราวกับสุนัขหวงก้างขอรับ”
“เป็นเพราะไม่พอใจราคา อยากจะโก่งค่าตัวเพิ่มหรือเปล่า ?”
“ไม่น่าจะใช่นะขอรับ ข้าได้ยินเฉินเอ้อบอกว่า ตอนนั้นเขาไม่ได้ปริปากพูดเรื่องเงินเลยแม้แต่น้อย...”
ภายในเกี้ยวเงียบงันไปเนิ่นนาน
แต่พ่อบ้านก็ยังคงยืนค้อมตัวอยู่ตรงนั้น สีหน้าไม่มีแววรำคาญใจแม้แต่น้อย เอาแต่เฝ้ารออย่างเงียบ ๆ
“ภายในหนึ่งเดือน ข้าต้องเห็นนางถูกพาตัวกลับไป” เสียงแหบพร่าในเกี้ยวไอกระแอมสองสามครั้ง ก่อนจะสั่งการกำชับว่า “หากจัดการยากนักล่ะก็ จะใช้วิธี 'พิเศษ' หน่อยก็ไม่เป็นไร !”