- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 9 เสียงขอความช่วยเหลือ
ตอนที่ 9 เสียงขอความช่วยเหลือ
ตอนที่ 9 เสียงขอความช่วยเหลือ
ตอนที่ 9 เสียงขอความช่วยเหลือ
พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนอันแผ่วเบา หลี่มูรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงบนฝ่ามือเล็กน้อย ราวกับมีบางสิ่งปรากฏขึ้นมา
เขาก้มลงมอง พบว่าเป็นห่อผ้าเนื้อละเอียดห่อหนึ่ง ภายในบรรจุเมล็ดพืชสีออกเหลืองนวล ขนาดใหญ่กว่าเมล็ดงาประมาณสองสามเท่า
“พริก ?” หลี่มูเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเจือไปด้วยความประหลาดใจแกมยินดี
เครื่องเทศชนิดนี้ในโลกสมัยใหม่เรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะในวงการหม้อไฟที่มันครองความนิยมไปกว่าครึ่งค่อน
ทว่าในยุคสมัยนี้ พริกยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในแผ่นดินตงหยวน (จงหยวน)
ยามนี้ หากบรรดาขุนนางหรือผู้ลากมากดีต้องการรสชาติเผ็ดร้อนกระตุ้นลิ้น ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาฮวาเจียว (พริกหอม), จูอวี๋ (มะแขว่นจีน) รวมถึงขิง ข่า ตะไคร้ และกระเทียมเป็นหลัก
แต่หากพูดถึงรสสัมผัสที่เผ็ดร้อนรุนแรงและเป็นเอกลักษณ์ พริกย่อมเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย !
หากเขาสามารถปลูกและเพาะพันธุ์เมล็ดพริกเหล่านี้ได้สำเร็จ บางทีมันอาจจะทำรายได้ให้เขาอย่างมหาศาล
หลี่มูรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก เขาเก็บเมล็ดพริกไว้อย่างระมัดระวัง
จากนั้น เขาจัดการมัดกระต่ายป่าและลูก ๆ ของมันแขวนไว้ที่เอว แล้วเริ่มออกค้นหาเหยื่อในป่าต่อไป
ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ หากรีบกลับไปก็น่าเสียดายแย่
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่มูดวงดีล่าไก่ฟ้าได้อีกสองตัว และเก็บไข่ไก่ได้อีกหกเจ็ดฟอง ทว่าคราวนี้ไม่มีหีบสมบัติปรากฏขึ้นมา ซึ่งทำให้เขาได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า
หีบสมบัติไม่ได้ดรอปทุกครั้ง
หากเหยื่อตัวเล็กเกินไปหรือฝีมืออ่อนด้อยเกินไป ก็จะไม่มีรางวัลใด ๆ ปรากฏออกมา
ระหว่างที่เขากำลังเดินทางอยู่นั้น ลูกกระต่ายป่าที่เคยสลบเพราะสำลักควันก็เริ่มฟื้นคืนสติ พวกมันขยับตัวดิ้นรนพยายามจะหนีจากการถูกพันธนาการ
นี่คือลาภลอยโดยแท้ !
ลูกกระต่ายเหล่านี้เริ่มมีขนอ่อนสีขาวขึ้นปกคลุมตัวแล้ว ดวงตาก็ลืมใสแจ๋ว ดูแล้วอายุราว ๆ ครึ่งเดือน ถึงแม้จะไม่ได้กินนมแม่ แต่ถ้าให้กินใบผักหรือข้าวต้มเละ ๆ ก็น่าจะรอดชีวิตได้
“กระต่ายขยายพันธุ์เร็วมาก ปีหนึ่งออกลูกได้หลายครอก ถ้าเลี้ยงไว้ เราก็จะมีเนื้อกินไม่ขาดสาย” หลี่มูเผยรอยยิ้มออกมา ยุคสมัยนี้ทางการจะจัดเก็บภาษีจากการเลี้ยงไก่ เป็ด วัว หรือแพะ แต่กระต่ายป่านั้นไม่อยู่ในรายการ
ขอเพียงหาอาหารให้มันได้เพียงพอ จะเลี้ยงเจ้าพวกนี้มากเท่าไหร่ก็ไม่มีใครมาวุ่นวาย
เวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ พริบตาเดียวก็ถึงยามเที่ยง
ภายในป่าร้อนอบอ้าวเกินทน ท้องของหลี่มูก็เริ่มส่งเสียงประท้วงอย่างรุนแรง
การล่าสัตว์คืองานที่ใช้พละกำลังมหาศาล หากกินไม่อิ่ม ย่อมไม่มีแรงไปวิ่งไล่ตามเหยื่อ
เขาหาที่ว่างจุดไฟจากกิ่งไม้แห้งและใบไม้ จัดการถอนขนควักไส้ไก่ฟ้าตัวหนึ่ง แล้วเสียบไม้ปิ้งจนส่งกลิ่นหอม
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วมาจากที่ไกล ๆ
“ช่วยด้วย !”
“มีใครอยู่แถวนี้ไหม... ช่วยด้วย !”
เป็นเสียงของผู้หญิง
น้ำเสียงนั้นแหบพร่า เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเสียงสะอื้น
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หลี่มูรู้สึกว่าเสียงนี้ช่างฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน !
เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะซ่อนธนูยาวไว้ในพุ่มไม้ข้าง ๆ แล้วคว้ามีดพร้าเดินตามเสียงนั้นไป
เขาพบว่าต้นตอของเสียงมาจากลาดเขาที่เป็นหน้าผาลื่นแฉะและเต็มไปด้วยดินโคลน
หญิงสาวสวมเสื้อผ้าป่านเก่า ๆ คนหนึ่งใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ นางกำเถาวัลย์เล็ก ๆ เส้นหนึ่งไว้แน่น สองเท้าพยายามตะเกียกตะกายจิกหินที่ยื่นออกมาจากขอบหน้าผา
ถึงกระนั้น ร่างกายของนางก็ยังค่อย ๆ ลื่นไถลลงไปเรื่อย ๆ
เบื้องล่างคือเหวที่ลึกนับสิบจั้ง (หลายสิบเมตร) หากตกลงไป ย่อมไม่มีทางรอด !
“เฉินอวิ๋น !”
หลี่มูสายตาคมปลาบ โพล่งเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมา
เขาจำผู้หญิงคนนี้ได้
เฉินอวิ๋นเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซี พ่อของนางเคยเป็นทหารผ่านศึกชายแดนของต้าฉี ต่อมาได้รับบาดเจ็บจนพิการและถูกส่งตัวกลับบ้านเกิด ชีวิตตกอับยากแค้นแสนสาหัส และเสียชีวิตไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้น
นับแต่นั้นมา ในบ้านก็เหลือเพียงนางกับแม่แก่ ๆ ที่ร้องไห้จนตาบอดสนิทคอยพึ่งพากัน มักจะประทังชีวิตด้วยการขอทาน
แม้ชาวบ้านภายใต้การปกครองของต้าฉีจะอยู่อย่างลำบากกันถ้วนหน้า แต่ชะตากรรมของครอบครัวเฉินอวิ๋นนั้นน่าเวทนายิ่งกว่า พ่อสู้รบเพื่อชาติมาหลายปี สุดท้ายกลับต้องมาพบจุดจบที่น่าอดสูเช่นนี้
“ทะ... ท่านคือหลี่มู ? พี่หลี่มู ได้โปรดช่วยฉันด้วย... ฉัน... ฉันจะตกลงไปแล้ว !” เมื่อได้ยินเสียง เฉินอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมอง ในดวงตาฉายแววยินดีและวิงวอน ราวกับคนที่กำลังจมน้ำคว้าเอาฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้
หลี่มูกวาดตามองรอบตัวครู่หนึ่ง เก็บกิ่งไม้ยาวที่หล่นอยู่ใกล้ ๆ ส่งลงไปให้พลางเอ่ยเสียงเข้ม “จับไว้ให้แน่น !”
เถาวัลย์ที่เฉินอวิ๋นจับอยู่นั้นเล็กเกินไป ไม่เพียงพอจะรับน้ำหนักตัวของนางได้
เมื่อเห็นกิ่งไม้ส่งลงมา นางก็รีบคว้าไว้ทันที
หลี่มูออกแรงดึงสุดกำลัง
เพียงไม่กี่สิบอึดใจ เฉินอวิ๋นที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนก็ถูกลากขึ้นมาได้สำเร็จ
เมื่อแน่ใจว่าตนเองปลอดภัยแล้ว นางก็ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างหนัก ก่อนจะซบหน้าลงกับเข่าแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง
หากเมื่อครู่นี้นางโชคร้ายกว่านี้อีกนิด หรือหลี่มูไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ นางคงตกลงไปใต้หน้าผา กลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ในป่าลึกไปแล้ว!
“ในป่ามีทั้งหมาป่า เสือ และแมลงมีพิษ ทางก็ขรุขระอันตรายรอบด้าน เจ้าเป็นผู้หญิงไม่ยอมอยู่ในหมู่บ้าน เข้ามาทำอะไรที่นี่คนเดียว ?” หลี่มูทิ้งกิ่งไม้แล้วเอ่ยถาม
เฉินอวิ๋นเริ่มสงบสติอารมณ์ได้บ้าง นางตอบเสียงเบา “ฉัน... ฉันไม่มีทางเลือก ในบ้านไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะลงหม้อ แม่ของฉันไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว ! อีกทั้งใกล้จะถึงกำหนดส่งส่วยหลวง ฉันหมดหนทางจริง ๆ เลยต้องเข้าป่ามาหาขุดสมุนไพรไปขายแลกเงิน”
ในป่าลึกบางครั้งก็อาจพบสมุนไพรราราแพงอย่างโสมป่าหรือเหอโส่วอู หากคุณภาพดี หัวหนึ่งอาจขายได้ถึงสิบกว่าตำลึง แต่สมุนไพรเหล่านี้มักจะเติบโตตามหน้าผาหรือที่ชันอันตราย การจะเก็บพวกมันต้องเสี่ยงชีวิตอย่างมาก
หลี่มูเหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ที่หลังของนาง ภายในมีสมุนไพรอยู่ประปราย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ของมีราคา รวม ๆ แล้วคงขายได้ไม่กี่สิบเหวิน
เมื่อเทียบกับข้าวส่วยหกร้อยจินที่ต้องส่ง เงินแค่นี้ก็ไม่ต่างจากน้ำหยดเดียวบนผืนทราย
“ครั้งนี้ถือว่าเจ้าดวงดี หากเจอหมาป่าหรือเสือหมีเข้า คงไม่มีใครช่วยเจ้าได้” หลี่มูรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ไปเวทนาใคร เขาเพียงแค่เตือนด้วยความหวังดี “รีบกลับเข้าหมู่บ้านไปซะเถอะ”
“ส่งส่วยไม่ได้ อีกหนึ่งเดือนก็ต้องตายอยู่ดี... แทนที่จะถูกพวกเจ้าหน้าที่ข่มเหงทุบตี สู้ตายอยู่ในป่าเสียยังจะดีกว่า” เฉินอวิ๋นยิ้มขื่น ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงเงยหน้าถาม “พี่หลี่ ฉันได้ยินว่าวันก่อนพี่ได้เงินก้อนใหญ่มาจากซุนตาบอด พอจะให้ฉันยืมบ้างได้ไหม ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่มูเลิกคิ้วขึ้นแล้วส่ายหน้าเสียงเรียบ “ข้าไม่ปิดบังเจ้าหรอก เงินสิบตำลึงนั่น ลำพังแค่ค่าส่วยของข้ากับไฉ่เวยยังไม่ครบจำนวนเลย”
รอบกายเงียบสนิท
เฉินอวิ๋นเมื่อถูกปฏิเสธก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน นางเม้มริมฝีปากแน่นพลางเอื้อมมือไปปลดเสื้อตัวนอกออก เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวนวลและหน้าท้องที่แบนราบ นางเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พี่หลี่ เงินนี้ฉันไม่ได้ขอยืมเปล่า ๆ... ฉัน... ฉันยอมนอนกับพี่ !”
เมื่อเห็นร่างที่กึ่งเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า หลี่มูรู้สึกได้ว่าลมหายใจของตนเริ่มหนักหน่วงขึ้น
บรรยากาศในยามนั้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย้ายวนปนกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที