- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 5 หนี้พนัน
ตอนที่ 5 หนี้พนัน
ตอนที่ 5 หนี้พนัน
ตอนที่ 5 หนี้พนัน
หลังจากออกจากหอสุ่ยเซียน หลี่มูก็ตรงไปยังย่านร้านค้าทันที
เจ้าของร่างเดิมนั้นขี้เกียจตัวเป็นขน ในบ้านนอกจากหม้อเหล็กใบใหญ่ใบหนึ่งกับผ้าห่มขาด ๆ สองผืนแล้ว ก็ไม่มีของมีค่าอะไรอีกเลย
การเข้าเมืองในวันนี้ นอกจากจะมาขายแพะแล้ว เขาต้องซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตกลับไปด้วย
“ผ้าหนึ่งฉื่อ (ประมาณ 1 ฟุต) ราคาหนึ่งร้อยเหวินเชียวรึ ? นี่เจ้ากะจะปล้นกันชัด ๆ !”
“ข้าวใหม่จินละสามสิบเหวิน ? ขนาดข้าวเก่ากองค้างปียังขายตั้งยี่สิบห้าเหวินเชียวรึ ? ข้า... เอามาสิบจินก่อนละกัน ไม่เอาดีกว่า... เอาแค่แปดจินพอ !”
“เชือกป่าน แบบที่ใช้ทำหูรองเท้าหนังน่ะ เอามาสองขด อย่าเดาสุ่มไปเรื่อย... ข้าจะเอาไปทำคันธนูได้ยังไงกัน ?”
“เถ้าแก่ กบไสไม้พรรค์นี้ขายยังไง ?”
หลังจากเดินเตร่อยู่นานถึงสองชั่วยาม หลี่มูก็แบกห่อสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้นบ่าเดินทางกลับบ้าน
ระหว่างทางราบรื่นไร้คลื่นลม
ทว่าเมื่อเข้าสู่หมู่บ้านซวงซีและใกล้จะถึงบ้าน เขากลับเห็นกลุ่มคนรุมล้อมอยู่แถวบ้านตนเอง มีทั้งเสียงโต้เถียงและเสียงกรีดร้องดังระงมไม่ขาดสาย
“หลีกไป ! หลีกไป !” หลี่มูขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าคนพวกนี้คือชาวบ้านในหมู่บ้านซวงซี เขาเบียดฝูงคนเข้าไปอย่างป่าเถื่อนพลางชะโงกหน้ามองเข้าไปในลานบ้าน
“ไอ้หยา ! เจ้าหนุ่มหลี่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที !” ป้าคนหนึ่งชี้มือเข้าไปในลานบ้านพลางละล่ำละลักบอก “คนจากหมู่บ้านซ่างสุ่ยมาทวงหนี้ บอกว่าเจ้าติดหนี้พนันแล้วยังไม่จ่าย จะมาลากตัวแม่หนูไฉ่เวยไปขายเพื่อขัดดอกน่ะสิ !”
ใบหน้าของหลี่มูพลันเคร่งขรึมลง แววตาคมกริบดุจใบมีด
ภายในบ้านดินที่ทรุดโทรม ชายร่างกำยำหลายคนกำลังฉุดกระชากหลี่ไฉ่เวยออกมาข้างนอก
นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิต เสียงร้องไห้คร่ำครวญบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทว่ากลับถูกชายเหล่านั้นรวบตัวไว้แน่น ร่างของนางถูกมัดตราสังไว้อย่างหนาแน่นราวกับเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกยกออกมา
หลี่มูยืนประจันหน้ากับกลุ่มชายที่ดุร้ายราวกับเสือสิงห์เหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาเอ่ยถามเสียงเย็นชา “อะไรกัน... ฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่ มารังแกน้องสาวข้าเชียวรึ ?”
เมื่อเห็นมีดพร้าที่เหน็บอยู่ที่เอวของเขา ชายเหล่านั้นจึงยังไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
ในตอนนั้นเอง ร่างผอมแห้งคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านหลังกลุ่มชายเหล่านั้น
ชายผู้นี้มีหน้าตาอัปมงคลดวงตาขวาดูปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ดวงตาซ้ายกลับขุ่นมัวเป็นสีขาวอมฟ้าดูประหลาด มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มหยัน “หลี่มู เจ้าติดหนี้พนันข้าอยู่สามตำลึง ผลัดผ่อนมาเป็นเดือนแล้ว ! ตามกฎ ในเมื่อไม่มีเงินจ่าย เราก็ต้องเอาน้องสาวเจ้าไปขัดดอก !”
ซุนตาบอด
เขาคือนักเลงหัวไม้ชื่อเสียฉาวโฉ่ในแถบนี้ เป็นเจ้าของบ่อนพนันใต้ดินและทำอาชีพปล่อยเงินกู้นอกระบบเป็นหลัก
เจ้าของร่างเดิมเคยกู้เงินดอกเบี้ยโหดจากเขาเพื่อหวังจะเอาไปต่อทุนในบ่อน แต่สุดท้ายกลับเสียจนหมดตัว
จากหนี้เดิมเพียงหนึ่งตำลึงสองเงิน ยามนี้ดอกเบี้ยทบต้นพุ่งสูงถึงสามตำลึง !
เมื่อเห็นว่ายังไงก็เก็บเงินไม่ได้ ซุนตาบอดจึงพาคนบุกมาถึงบ้าน เพื่อบังคับฉุดคนไปใช้หนี้
ในยุคสมัยนี้ เรื่องที่นักพนันเสียจนหมดตัวต้องขายไร่นา ทรัพย์สินบรรพบุรุษ หรือแม้แต่ขายลูกเมียนั้นมีให้เห็นจนชินตา ชาวบ้านรอบข้างจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร บางคนถึงขั้นแอบสะใจเสียด้วยซ้ำ
“เหอะ ๆ คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ! ซุนตาบอดคนนี้มือหนักชะมัด ดูท่าวันนี้ยัยหนูบ้านหลี่คงไม่รอดเงื้อมมือมารแน่ !”
“ชิ ยัยหนู่นี่ผอมกะหร่อง หน้าอกหน้าใจก็ไม่มี ก้นก็ลีบ จะมีค่าถึงสามตำลึงเชียวรึ ?”
“ก็หน้าตาสะสวยยังไงเล่า !”
“หน้าตาสวยแล้วมันช่วยอะไรได้ ! ถ้าถูกซุนตาบอดเอาตัวไป รับรองว่าต้องถูกขายเข้าซ่องไปเป็นโสเภณีแน่ ๆ ...”
เสียงเยาะเย้ยถากถางด้วยความมุ่งร้ายดังแว่วมาเป็นระยะ หลี่ไฉ่เวยหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความสิ้นหวังไร้ทางสู้
“ติดหนี้ก็ต้องใช้คืน เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม” หลี่มูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองหลี่ไฉ่เวยที่ถูกจับตัวไว้ ก่อนจะล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ หยิบเงินตำลึงสามแท่งโยนโครมลงไป “นับดูซะ !”
เงินจากการขายแพะสี่ตำลึง หลังจากซื้อข้าวของเครื่องใช้แล้วยังเหลืออยู่อีกสามตำลึงสองเงิน
ซุนตาบอดอึ้งไปครู่ใหญ่ ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างพากันอุทาน “โอ้ !” ด้วยความตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดว่าคนอย่างหลี่มูจะสามารถควักเงินก้อนโตออกมาได้ง่าย ๆ เช่นนี้ และเห็นชัดว่าในถุงเงินนั้นยังเหลือเงินอยู่อีก
“หลี่มู แกไปปล้นร้านแลกเงินหรือไปงัดร้านรับจำนำที่ไหนมากันแน่ ? เงินพวกนี้แกไปเอามาจากไหน ?” ซุนตาบอดกำเงินตำลึงไว้แน่น ดวงตาที่บอดข้างหนึ่งฉายแววโลภแกมสงสัย
“เจ้าไปรับตำแหน่งที่ศาลาว่าการตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ ถึงได้เที่ยวมาทำตัวเป็นมือปราบซักไซ้ไล่เลียงเช่นนี้ ? เงินนี่จะขโมยหรือปล้นมา มันเกี่ยวอะไรกับเจ้า ?” หลี่มูกล่าวเสียงเย็น “หนี้พนันข้าคืนให้เจ้าแล้ว เอาเงินแล้วก็ไสหัวไปซะ !”
ซุนตาบอดเกาหัวล้านเลี่ยนของตัวเอง จู่ ๆ ก็ฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าหนุ่มหลี่ ดูสิ ข้านี่มันเลอะเลือนจริง ๆ สงสัยจะจำจำนวนผิด หนี้ที่เจ้าติดข้าไม่ใช่สามตำลึง แต่มันเป็นสิบตำลึงต่างหาก”
สิ้นประโยค บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ชายร่างกำยำเหล่านั้นเริ่มหักนิ้วดังกร๊อบแกร๊บพลางก้าวเข้ามารุมล้อม ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
หลี่มูหรี่ตาลง จู่ ๆ เขาก็ส่ายหัวพลางโยนถุงเงินลงบนพื้นอย่างใจถึง “เอาไปสิ”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มดีใจจนเนื้อเต้น รีบก้มลงจะหยิบถุงเงินทันที
ทว่าในวินาทีต่อมา ฝ่าเท้าขนาดใหญ่ก็หวดเข้าใส่ใบหน้าของเขาอย่างแม่นยำ
กร๊อบ !
เสียงกระดูกแตกหักดังแว่วมาอย่างชัดเจน
ชายคนนั้นกรีดร้องโหยหวน ร่างลอยละลิ่วไปไกลถึงสามสี่ฉื่อ เลือดกำเดาพุ่งกระฉูดเป็นสายร่วงลงพื้นเสียงดังโครม แล้วสลบเหมือดไปทันที
หลี่มูขยับข้อเท้าเล็กน้อยพลางแสยะยิ้มเหี้ยม เขาชักมีดพร้าที่คมกริบออกมาถือไว้พลางชำเลืองมองชายที่นอนกองอยู่บนพื้น “บอกให้เอา เจ้าก็เอาจริง ๆ เชียวรึ ?”
เมื่อเห็นเลือดตกยางออก ชาวบ้านที่มุงอยู่รอบ ๆ กลับไม่ได้หวาดกลัว แต่กลับยิ่งตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นไปอีก
ชีวิตในชนบทมันช่างน่าเบื่อหน่าย พวกเขาต่างหวังจะดูเรื่องสนุก ๆ เพื่อฆ่าเวลา
ซุนตาบอดชะงักไปครู่หนึ่ง หว่างคิ้วกระตุกรัว
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า หลี่มูที่เคยยอมสยบต่อเขามาตลอดจะกล้าลุกขึ้นต่อต้าน แถมยังทำร้ายลูกน้องของเขาบาดเจ็บ ทันใดนั้นเขาก็แผดเสียงตะโกน “ติดหนี้ไม่ใช้ ตายไปก็ไม่ว่ากัน !”
การเปิดบ่อน ปล่อยกู้ บังคับทวงหนี้ งานของซุนตาบอดคือการใช้อำนาจมืดรีดไถเงินทอง
ถึงวันนี้เขาจะเป็นฝ่ายเล่นแง่ก่อน แต่ถ้าถูกหลี่มูข่มไว้ได้ ต่อไปในระแวกสิบลี้นี้ เขาคงไม่มีที่ยืนอีก
วิถีของอันธพาล อยู่ได้ด้วยคำว่า “เหี้ยม”
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ก็ต้องกดดันข่มเหงและวางอำนาจไว้ก่อน หากข่มขวัญคนไม่ได้จนเสียบารมี อาชีพนี้ก็คงถึงทางตัน
ชายร่างกำยำสี่ห้าคน ซึ่งเป็นนักเลงหัวไม้ที่ซุนตาบอดเลี้ยงไว้ต่างตะโกนลั่นพลางเงื้อกระบองไม้ฟาดลงมาใส่เขา
ทว่า หลี่มูขยับตัวเร็วกว่า
ในจังหวะที่กระบองกำลังจะฟาดลงมา เขาเบี่ยงกายหลบหลีกไปตามช่องว่างราวกับปลาไหล แล้วเหวี่ยงเท้าเตะเข้าที่กลางเป้าของชายคนหนึ่งอย่างจัง
ชายคนนั้นหน้าเปลี่ยนสีทันที ร้องโหยหวนพลางคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายคุดคู้ดุจกุ้งลวก เส้นเลือดที่ขมับปูดโป่ง ปากเริ่มมีฟองสีขาวผุดออกมา นักเลงอีกคนเห็นดังนั้น ยังไม่ทันจะได้ลงมือ ก็ถูกหลี่มูสะบัดโคลนเข้าใส่หน้าจนบดบังทัศนวิสัย
“แม่มันเถอะ อะไรวะ...”
“อ๊าก !”
เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อนิ้วสองนิ้วของหลี่มูทิ่มพรวดเข้าที่ดวงตาทั้งสองข้าง เลือดสด ๆ ไหลพรากออกมาตามหางตา เพียงไม่กี่อึดใจ รวมกับคนแรกที่ถูกเตะสลบไป ลูกน้องที่ซุนตาบอดพามาหกคน ก็ร่วงลงไปนอนกองกับพื้นแล้วถึงสามคน !