- หน้าแรก
- ดาบไซเรนผู้กลืนวิญญาณ
- บทที่ 22 - ข้อสันนิษฐาน (2)
บทที่ 22 - ข้อสันนิษฐาน (2)
บทที่ 22 - ข้อสันนิษฐาน (2)
บทที่ 22 - ข้อสันนิษฐาน (2)
༺༻
ผมถามกลับ: "นอกจากสติสัมปชัญญะของตัวเองแล้ว ยังมีสิ่งใดที่น่าเชื่อถือมากกว่านี้อีกเหรอครับ?"
ในขณะที่พูด ผมก็พยายามย้อนรอยความทรงจำของตัวเองไปด้วย เช่นเดียวกับที่เธอบอก ถึงจะไม่สามารถบอกว่าเชื่อเธอได้ แต่ก็ลองตั้งข้อสันนิษฐานดูก่อนว่าเธอกำลังพูดความจริง และใช้สิ่งนั้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการขยายความคิด หากผมกำลังฝันอยู่จริง ๆ นั่นก็แสดงว่าผมหลับไปแล้ว และถ้าผมหลับไปแล้ว ผมหลับไปตั้งแต่ตอนไหนล่ะ?
ในเมื่อจะตั้งข้อสันนิษฐานว่าการย้อนเวลาทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์ในฝัน ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเริ่มหาจาก "ครั้งแรก" ที่ยังไม่เคยเกิดการย้อนเวลามาก่อน
แล้วก็... ความรู้สึกสยองขวัญอย่างรุนแรง ก็ระเบิดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ผมจำได้แล้ว ผมตื่นขึ้นมาครั้งแรกบนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเขาไร้นาม ตอนนั้นผมกำลังสัปหงกอยู่ แล้วถูกเสียงประกาศของรถไฟปลุกให้ตื่น — แต่ว่า ก่อนหน้านั้นล่ะ?
ผมขึ้นรถไฟมาจากที่ไหน? ก่อนจะขึ้นรถไฟทำอะไรอยู่? จำไม่ได้เลย... ผมถึงกับจำไม่ได้เลยว่าในโบกี้รถไฟคนเยอะหรือคนน้อย สรุปแล้วผมมุ่งหน้ามาที่เขาไร้นามเพื่ออะไรกันแน่? เรื่องนี้ผมจำได้ เพื่อแก้ปมในใจเมื่อ 5 ปีก่อน และช่วงนี้ผมยังฝันประหลาดด้วย ไม่ใช่แค่ฝันครั้งเดียว แต่ฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ผมฝันประหลาดนี้ไปกี่ครั้ง? คำว่า "ช่วงนี้" หมายถึงเวลานานแค่ไหน? หนึ่งเดือน? สองเดือน? แม้แต่เวลาที่เลือนลางก็ยังพูดไม่ออกเลย
ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า จริงด้วย ผมเห็นใบหน้าของเธอครั้งแรกจากรูปถ่ายที่เจ้าของร้านขายของชำที่ตีนเขาให้ผมมา เจ้าของร้านหน้าตาเป็นอย่างไร? เหมือนจะเป็นผู้ชาย จะเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคน หรือคนแก่? นึกไม่ออกเลย ทั้งที่ผมยืนยันเรื่องปรากฏการณ์ย้อนเวลาจากการติดต่อกับเจ้าของร้านแท้ ๆ ผมควรจะจำลักษณะเด่นของเขาได้บ้างสิ
ผมถึงกับรู้สึกว่าคำพูดที่เธอทิ้งไว้ในใจผมก่อนหน้านี้ กำลังจะพังทลายกรงขังของคำว่า "ข้อสันนิษฐาน" ออกมาแล้วล่ะ
"การจะได้รับความเชื่อใจจากคุณมันยากกว่าที่ฉันคิดไว้มาก เวลาที่ฉันจะคงอยู่ในความฝันก็เหลือไม่มากแล้ว จำเป็นต้องถอนตัวออกไปแล้วล่ะ น่าเสียดายที่ฉันช่วยเหลือคุณไม่ได้เลย..." เธอกล่าวพร้อมถอนหายใจ "สุดท้ายขอเตือนคุณนะคะ ผู้เฝ้าสังเกตเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก คนที่บอกว่าการย้อนเวลาคือฝันพยากรณ์ตั้งแต่แรก ก็น่าจะเป็นเธอสินะคะ แบบนี้ต่อให้คุณจะรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ คุณก็คงจะนึกว่าเป็นเพียงฝันพยากรณ์ และไม่สามารถตระหนักได้ว่าโลกใบนี้เองคือความฝันค่ะ"
เธอเสริม "นอกจากนี้ คุณก็ต้องระวังด้วยนะคะ เธอยังสามารถแทรกแซงความฝันของคุณได้ด้วย อย่างเช่นการกำหนดตัวตนที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเอง หรือเพิ่มการตั้งค่าใหม่ที่ไม่ขัดแย้งกับการตั้งค่าเดิมให้กับตัวละครที่ปรากฏในความฝันของคุณเป็นต้น หากอยู่ในขั้นตอนที่ความฝันยังไม่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างล่ะก็ เธออาจจะสามารถแทรกแซงอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อีกล่ะมั้งคะ แต่โชคดีที่ตอนนี้ความฝันของคุณเสถียรมาก ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงการแทรกแซงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายเท่านั้นค่ะ"
"สมมติว่านกสีครามเป็นผู้เฝ้าสังเกตอย่างที่คุณพูดจริง ๆ..." ผมพยายามระงับความหวั่นไหวในใจก่อน แล้วถามคำถามที่ผมกังวลที่สุดในตอนนี้ "เธอรู้ว่าที่นี่คือความฝัน เธอถึงได้เสียสละแขนของตัวเองเพื่อช่วยผมอย่างนั้นเหรอครับ?"
"เสียสละแขนของตัวเอง?" เธอถามอย่างแปลกใจ แล้วมองมาที่อาวุธของผม "เธอเคยถูกขวานเล่มนี้ฟันเหรอคะ?"
"ใช่ครับ"
"จินตนาการก็ดี ความจริงก็ดี ทันทีที่ถูกขวานเล่มนี้ฟันจนมลายหายไป นั่นก็คือการมลายหายไปจริง ๆ ค่ะ แม้แต่ในความฝันก็เหมือนกัน เธอต้องทราบเรื่องนี้ดีแน่นอนค่ะ" เธอพูด "เธอมีความปรารถนาดีต่อคุณนะคะ เรื่องนี้ฉันอยากจะปฏิเสธอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่จำไว้นะคะ ความปรารถนาดีที่ยัดเยียดให้ บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับความประสงค์ร้ายค่ะ"
สิ้นเสียงพูด ผมก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากตัวเธอ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นด้วยตา หากแต่เป็นการถอนตัวออกของบางสิ่งที่ไร้รูปลักษณ์ ความรู้สึกผิดปกติที่เคยเข้ากับแดนปีศาจแห่งนี้ที่มักจะปกคลุมตัวเธอนั้นกำลังจางหายไป เธอเหมือนกำลังจะค่อย ๆ กลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยธรรมดา
"เวลาของฉันหมดแล้วค่ะ" เธอพูดอย่างไร้ความรู้สึก
ตามคำกล่าวอ้างที่เธอยืนกราน เธอคงกำลังจะ "ถอนตัวออกจากความฝัน" สินะ แต่ในสายตาของผมมันเหมือนกับวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวเด็กหญิงตัวน้อยกำลังจะบรรลุธรรมไปอย่างไรอย่างนั้น
ที่แท้การถอนตัวที่คุณว่า ไม่ใช่การพาร่างกายถอนตัวออกไปด้วยหรอกเหรอ?
"เดี๋ยวก่อนครับ..." ผมเรียกเธอไว้ "บอกชื่อของคุณให้ผมทราบหน่อยสิครับ"
"ฉันไม่มีชื่อค่ะ คุณเรียกฉันว่าอู๋หมิง (ไร้ชื่อ) ก็ได้ค่ะ"
ชื่อนี้มันออกจะดูส่ง ๆ ไปหน่อยนะ
เธอเหมือนจะสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาของผม แล้วก็มองมาที่ขวานในมือผม "ขวานเล่มนี้ ตอนนี้เรียกว่าดาบไซเรน (ไซเหรินจือเริ่น) สินะคะ ถ้าอย่างนั้นก็เรียกฉันว่า 'เรนเซ' (เริ่นไซ) ก็ได้ค่ะ"
วิธีการตั้งชื่อแบบนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเลย แถมฟังจากที่เธอพูดมา หรือว่าเมื่อก่อนดาบไซเรนจะไม่ได้ชื่อนี้เหรอ?
ไม่รอให้ผมถาม เรนเซก็บอกลาแล้ว
"ลาก่อนค่ะ"
ความรู้สึกผิดปกติในตัวเธอได้หายไปจนหมดสิ้น
เด็กหญิงตัวน้อยยืนเหม่ออยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็มองไปรอบตัว และแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา แล้วก็เห็นผมที่ถือขวานอยู่ สีหน้าก็ยิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีก
เธอเหมือนจะกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยธรรมดาไปแล้วจริง ๆ และปฏิกิริยานี้ก็ดูไม่เหมือนการแสดงด้วย ไม่ว่าเรื่องความฝันของเรนเซจะเป็นจริงหรือเท็จ อย่างน้อยเรื่องที่เธอถอนตัวออกไปก็ไม่น่าเป็นเรื่องโกหก ผมลองพยายามปลอบเด็กหญิงตัวน้อยก่อน โชคดีที่เธอไม่กล้าวิ่งหนีไปไหน เอาแต่จ้องมองผมด้วยความหวาดระแวง
"คุณพ่อคุณแม่ของคุณเป็นห่วงคุณมากเลยนะ ผมมาเพื่อช่วยคุณครับ" ผมลองเลียบเคียงถามดู "คุณชื่ออะไรครับ?"
"เรนเซค่ะ" เด็กหญิงตัวน้อยพูดชื่อที่เรนเซเพิ่งตั้งส่ง ๆ เมื่อกี้ออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ในเมื่อนี่ไม่ใช่การแสดง ก็ดูเหมือนจะต้องเชื่อเรื่องความฝันของเรนเซเสียแล้ว แต่ทางด้านความรู้สึกผมกลับไม่สามารถเชื่อเรื่องแบบนั้นได้
ผมพยายามทำหน้าตาให้ดูใจดีที่สุด "แถวนี้มีสัตว์ป่าวนเวียนอยู่ ผมต้องไปจัดการก่อน คุณช่วยรออยู่บนต้นไม้ก่อนได้ไหมครับ? ผมจะพาคุณขึ้นไป เดี๋ยวผมจะกลับมาหาครับ"
เธอพยักหน้าอย่างเกรงใจ
ผมพาเธอขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ แล้วปลีกตัวออกมาจากที่นั่นก่อน ความจริงผมเองก็ทำตัวไม่ถูก ตามแผนการเดิม หลังจากคลายปม "การชี้นำของสัญชาตญาณ" ได้แล้ว ผมก็ควรจะไปจัดการกับมารมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเรนเซทำให้จิตใจของผมว้าวุ่น และความทรงจำที่หายไปซึ่งถูกพบในระหว่างการสนทนากับเธอก็ยิ่งทำให้ผมกลัดกลุ้ม
หรือว่าเรนเซจะมาทำอะไรกับสมองของผมหรือเปล่านะ? เธอเหมือนจะครอบครองร่างกายของเด็กหญิงตัวน้อยได้ด้วยวิธีการลึกลับบางอย่าง แสดงว่ามีพลังในด้านจิตสำนึก และเหตุผลที่ความทรงจำของผมหายไป ก็เป็นฝีมือของเธอ?
เพื่อจะจัดระเบียบความทรงจำของตัวเองใหม่ ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดแอปพลิเคชันจดบันทึก ดูว่ามีส่วนไหนที่สมบูรณ์ และมีส่วนไหนที่ขาดหายไป ก่อนอื่นผมต้องการแกนหลักสักอย่าง และถ้าพูดถึงแกนหลักของประสบการณ์ในช่วงนี้ของผม จุดเริ่มต้นก็คือเหตุการณ์การหายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อนนั่นเอง
ผมพยายามนึกถึงช่วงเวลาที่แอบรักเพื่อนโต๊ะหน้าไปพลาง และใช้เธอเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนเรื่องราวของตัวเองไปพลาง:
"ในตอนที่ผมยังเรียนอยู่ เพื่อนที่นั่งโต๊ะหน้าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสวยล่มเมือง
แววตาที่เป็นประกาย น้ำเสียงที่ใสบริสุทธิ์ และร่างกายของเธอมักจะมีกลิ่นหอมอยู่เสมอ ผมแอบชอบเธออยู่ในใจ แต่ก็อายเกินกว่าจะเอ่ยปากออกมา
ใครจะไปคาดคิดว่า..."
ทว่า เพียงแค่เขียนถึงประโยคที่ว่า "ใครจะไปคาดคิดว่า" ผมกลับสังเกตเห็นจุดที่บิดเบี้ยวของบทนำส่วนนี้อย่างไม่คาดคิด จึงได้แต่จ้องมองประโยคแรกอย่างไม่อาจละสายตา ในตอนที่ผมยังเรียนอยู่ — คำว่า "ยังเรียนอยู่" หมายความว่าอย่างไร? เหมือนกับว่าตอนนี้ผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้วอย่างนั้นแหละ ทั้งที่ตอนนี้ผมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ผมเผลอใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า? ไม่ใช่ ประโยคนี้มันออกมาจากจิตสำนึกของผมเองอย่างเป็นธรรมชาติ และเพราะเป็นแบบนั้น ความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างคำพูดของตัวเองกับความเป็นจริงนี้จึงดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
หรือว่า ผมกำลังฝันอยู่จริง ๆ และประโยคนี้ก็คือการเปิดเผยสติสัมปชัญญะในโลกความเป็นจริงออกมาตามธรรมชาติ?
ในตอนนั้นเอง จากที่ไกล ๆ ก็มีเสียงการเคลื่อนไหวของใครบางคนกำลังใกล้เข้ามา
มารมนุษย์เหรอ? ผมตื่นตัวขึ้นมาทันที ทว่า สิ่งที่ปรากฏในสายตากลับไม่ใช่มารมนุษย์
ร่างที่คุ้นเคยเป็นพิเศษร่างหนึ่งค่อย ๆ เผยรูปทรงออกมาจากความมืด เป็นนกสีครามที่ไม่ควรจะปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในตอนนี้อย่างยิ่งนั่นเอง
เธอกำลังจ้องมองผมด้วยแววตาที่แปลกหน้าอย่างที่สุด
༺༻