- หน้าแรก
- ดาบไซเรนผู้กลืนวิญญาณ
- บทที่ 19 - โลกใบนี้ (1)
บทที่ 19 - โลกใบนี้ (1)
บทที่ 19 - โลกใบนี้ (1)
บทที่ 19 - โลกใบนี้ (1)
༺༻
ผมมีความมั่นใจในความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าของตัวเองค่อนข้างสูง บางครั้งเมื่อเจอเรื่องที่น่าตกใจก็ยังสามารถแสร้งทำเป็นสงบนิ่งได้ ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ประหลาดล้ำมามากมาย ผมกลับเริ่มสงสัยว่าความจริงผมเป็นพวกที่เก็บอาการไม่อยู่หรือเปล่า แต่สำหรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ ใครล่ะจะสามารถทำเป็นสงบนิ่งได้? อย่างน้อยผมก็ทำไม่ได้แน่นอน ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่ากล้ามเนื้อใบหน้าของตัวเองในนาทีนี้เรียงตัวกันเป็นสีหน้าแบบไหน ดาบไซเรน — ดาบไซเรนปรากฏขึ้นมาต่อหน้าผม!
ดาบไซเรนทะลวงผ่านความฝัน มาอยู่ข้างมือของผมในโลกความเป็นจริง!
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ฝันพยากรณ์หรอกเหรอ?
หรือว่าเป็นเพราะ... ดาบไซเรนมีพลังในการสร้างความเสียหายที่แท้จริงต่อคนในโลกความเป็นจริงผ่านความฝันที่หลอกลวงได้ ดังนั้นแม้แต่ตัวมันเองจะเดินทางจากความฝันมายังโลกความเป็นจริง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก... สินะ?
นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล หากสามารถส่งพลังงานมายังโลกความเป็นจริงได้ การส่งสสารมายังโลกความเป็นจริงก็ดูจะสอดคล้องกับตรรกะทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน ถึงแม้การจะพูดเรื่องตรรกะทางวิทยาศาสตร์ในหัวข้อนี้จะดูไม่เข้าพวกเลยก็ตาม
ไม่ว่าอย่างไร สิ่งแรกที่ผมต้องทำในตอนนี้คือการหลบสายตาคนอื่น ตอนนี้ผมยังอยู่ในรถไฟนะ การวางขวานยักษ์ไว้บนหน้าขาส่ง ๆ แบบนี้มันออกจะดูเป็นคนเส้นตื้นเกินไปหน่อย ผมรีบหาเสื้อคลุมกันแดดจากในกระเป๋าเป้ออกมาคลุมไว้ แต่การกระทำนี้ก็ดูจะช้าไปนิดนึง คงจะถูกผู้โดยสารคนอื่นเห็นไปแล้วแน่ ผมทำได้เพียงแสร้งทำเป็นสงบนิ่งรอจนรถไฟมาถึงสถานีเขาไร้นาม พอถึงสถานีก็รีบใช้เสื้อคลุมห่อขวานยักษ์ไว้ แล้ววิ่งพรวดพราดออกจากโบกี้รถไฟ จากนั้นก็ออกจากสถานีไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากหาสถานที่ที่ลับตาคนได้แล้ว ผมก็เริ่มศึกษาวุธในมือ
เช่นเดียวกับประสบการณ์ตอนที่ผมใช้ดาบไซเรนครั้งก่อน ขอเพียงออกแรงกำด้ามขวาน พละกำลังและประสาทสัมผัสก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน จากเดิมที่เป็นเพียงคนธรรมดาที่อ่อนแอ เพียงแค่นี้ก็กลายเป็นนักรบระดับซูเปอร์ในระดับเดียวกับมารมนุษย์ไปแล้ว อาวุธที่ทั้งใหญ่และหนักขนาดนี้อยู่ในมือตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับฟางเส้นหนึ่ง ถึงขนาดที่ถ้ามีความคิดแบบนั้นล่ะก็ ตอนนี้ก็สามารถฆ่าคนเดินถนนที่อยู่ข้างนอกให้เกลี้ยงได้เลย — แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจินตนาการเชิงทำลายล้างที่ผู้ชายมักจะมีบ่อย ๆ ความจริงหากคู่ต่อสู้ไม่ใช่มารมนุษย์ที่เป็นพวกโฉดชั่วขนาดนั้น ผมก็คงจะแม้แต่จะฆ่าหมาสักตัวก็ยังลงมือไม่ลงละมั้ง
เพียงแต่อาวุธนี้ถึงจะดี แต่มันใหญ่เกินไป จะพกพาสะดวกไม่สะดวกเอาไว้ก่อน การถูกคนอื่นเห็นว่าถือของแบบนี้เดินอยู่บนถนนรังแต่จะหาเรื่องใส่ตัว หากผมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในสภาพนี้ล่ะก็ คาดว่าผมคงจะถูกจับกุมตรงนั้นเลย
ไม่มีวิธีที่จะพกพามันไปได้อย่างสะดวกและไม่เป็นที่สะดุดตาเลยเหรอ? อย่างเช่นเอาไปซ่อนไว้ในอะไรสักอย่างก่อน...
ในตอนที่ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว รูปทรงของดาบไซเรนก็เกิดการพังทลายลงกะทันหัน เหมือนกับหอคอยไพ่หนึ่งหมื่นใบที่เรียงกันไว้อย่างสวยงามถูกใครบางคนเตะจนแหลกละเอียด ขวานสลายตัวกลายเป็นอนุภาคแสงสีครามครามจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายหายไปในอากาศ หากเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็คงจะอุทานออกมาว่าเป็นภาพที่งดงามราวกับปล่อยฝูงหิ่งห้อยล่ะมั้ง แต่ตอนนี้ผมกลับถูกทำจนทำตัวไม่ถูก มือไม้พันกันพยายามจะตะครุบอนุภาคแสงที่กระจายไปทั่วอากาศตามสัญชาตญาณ
สิ่งที่มหัศจรรย์คือ ทันทีที่ผมยื่นมือไปคว้า ก็ราวกับเกิดแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้น อนุภาคแสงทั่วท้องฟ้ากลับมาที่ฝ่ามือของผมอย่างเป็นระเบียบ และประกอบกันขึ้นมาใหม่เป็นรูปทรงของขวานยักษ์
ได้เห็นภาพนี้แล้ว ผมจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น? ผมแอบนึกในใจอีกครั้งว่าต้องการจะ "ซ่อน" อาวุธ ขวานยักษ์ก็สลายตัวกลายเป็นอนุภาคแสงนับไม่ถ้วนอีกครั้ง และเลือนหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย พอผมออกแรงคว้าไปในอากาศ อนุภาคแสงนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นมาจากอากาศอย่างหนาแน่น และรวมตัวกันเป็นรูปทรงขวานยักษ์อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
ดาบไซเรนมีฟังก์ชันการซ่อนตัวที่ "เข้าอกเข้าใจมนุษย์" ขนาดนี้เลยเหรอ?
มารมนุษย์ในอดีตที่ก่อคดีไปทั่วประเทศ เขาก็ใช้วิธีนี้ในการพกพาอาวุธหรือเปล่านะ?
มีฟังก์ชันนี้แล้วก็สะดวกขึ้นเยอะเลย ตอนนี้ผมสามารถไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความเพื่อติดต่อกับนกสีครามได้โดยตรงแล้ว แทนที่จะต้องหาสถานที่ซ่อนอาวุธก่อน ทว่าหลังจากร่วมต่อสู้ไปพร้อมกับนกสีครามแล้ว ผมก็ยังต้องหาทางอธิบายที่มาของอาวุธเล่มนี้อยู่ดี
ผมเริ่มเคลื่อนไหวทันที แต่ทว่าในตอนที่ผมเดินมาถึงหน้าสถานีตำรวจ ผมกลับมองไปที่ประตูแล้วเกิดความลังเลขึ้นมา
จะว่าไป ผมในตอนนี้ มีความจำเป็นต้องไปตามหานกสีครามจริง ๆ เหรอ?
ผมในสองครั้งแรกเลือกที่จะแจ้งความ ก็เป็นเพราะผมไม่มีพลังในการต่อสู้เลย จึงต้องอาศัยพลังของนักล่ามาร แต่ผมในตอนนี้มีพลังเพียงพอที่จะต่อกรกับมารมนุษย์ได้แล้ว แล้วทำไมต้องดึงนกสีครามเข้าไปเสี่ยงอันตรายด้วยล่ะ?
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ — ต่างจากผมที่สามารถ "ฟื้นคืนพลังเต็มที่" ได้ทุกครั้งที่เริ่มใหม่ นกสีครามไม่มีเงื่อนไขแบบนั้น
แขนที่ขาดไปของเธอ ไม่สามารถกลับคืนมาได้แม้ผมจะเริ่มใหม่ก็ตาม หากครั้งนี้สิ่งที่ขาดไปไม่ใช่แขน แต่เป็นคอล่ะ?
ถึงแม้ดาบไซเรนที่สร้างผลลัพธ์แบบนั้นจะตกมาอยู่ในมือของผมแล้ว แต่ผมก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า "มารมนุษย์ในช่วงเวลานี้" จะยังมีดาบไซเรนอีกเล่มหนึ่งหรือเปล่า และถึงแม้ดาบไซเรนจะอนุญาตให้มีเพียงเล่มเดียวในเวลาเดียวกัน มารมนุษย์ก็ดูเหมือนจะมีความสามารถในการแชร์พลังของดาบไซเรนได้โดยที่ไม่ต้องถือดาบไซเรนไว้ ดังนั้นเขาก็อาจจะมีวิธีสร้าง "บาดแผลที่สืบทอดไปยังครั้งต่อไป" ให้กับนกสีครามได้อยู่ดี
ภาพความจำในสองครั้งแรกผุดขึ้นมาในหัว นกสีครามเสียสละแขนเพื่อผลักผมออกมาจากคมขวานยักษ์ เดินถือแขนเสื้อที่ว่างเปล่าออกมาด้วยสีหน้าซูบเซียว ล้มลงในขณะที่ร่างกายฉีกขาดมีเลือดพุ่งออกมาจากการสวนกลับของมารมนุษย์...
— ดูเหมือนคุณจะอยากช่วยฉันมากจริง ๆ นะคะ
— การกำจัดมารมนุษย์ คือหน้าที่ของฉันค่ะ ส่วนคุณคือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกปกติ
— เมื่อคุณตื่นขึ้นมา ทุกอย่างจะจบลง คุณจะกลับไปสู่เส้นทางชีวิตปกติที่เป็นของคุณเองค่ะ
เธอไม่เคยพูดคำที่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ผมได้ยินเลย และยืนอยู่ข้างหน้าผมเสมอมา ถึงแม้บางครั้งจะแสดงมุมที่เปิ่น ๆ ออกมาบ้าง แต่ในใจของผม เธอเหมือนกับฮีโร่ที่เดินออกมาจากเรื่องราวแฟนตาซีจริง ๆ
ดังนั้น ผมเองก็อยากจะทำตัวเป็นฮีโร่ต่อหน้าเธอบ้าง ไม่ได้ใช้คำผิดนะ คือการฝืนทำนั่นแหละ เพราะผมเองก็ทำได้เพียงแค่ฝืนทำเท่านั้นเอง แต่เธอก็เคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอ ไม่มีใครเกิดมาเป็นฮีโร่หรอก เริ่มต้นก็มาจากการฝืนทำกันทั้งนั้น
ผมอยากให้เธอ — อยากให้คนที่เคยช่วยผมไว้อย่างสุดชีวิตคนนี้ รู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจว่า ผมคือคนที่เธอสามารถฝากแผ่นหลังไว้ได้ และไม่ใช่เพียงแค่คนที่ทำได้แค่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้และพุ่มไม้เพื่อแอบดูการต่อสู้ และแม้แต่ตอนหนีก็ยังต้องให้เธอแบกไป เป็นคนที่เธอต้องแบกรับความรับผิดชอบเพื่อดูแลและช่วยเหลือ
ผมอยากให้เธอพูดว่าผมเองก็เหมือนกับฮีโร่
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ผมก็หันหลังเดินจากไป บางทีครั้งนี้ก็อาจจะยังฆ่ามารมนุษย์ไม่ได้ ประสบการณ์การต่อสู้ที่ขาดแคลนของผมเป็นเรื่องจริงที่ช่วยไม่ได้ แต่ขอเพียงดาบไซเรนยังคงตามผมกลับมาด้วย ผมก็ยังสามารถท้าทายได้อีกครั้ง ความได้เปรียบของมารมนุษย์ที่มีต่อผมไม่ได้ห่างชั้นเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เขาเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางชนะได้ตลอดไปหรอก
ทว่าก่อนจะเผชิญหน้ากับมารมนุษย์ ผมยังต้องทำเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งก่อน
—
ครั้งก่อน ผมพบว่า "ทิศทางการชี้นำของสัญชาตญาณ" กับ "ทิศทางที่มารมนุษย์อยู่" นั้นไม่เหมือนกัน
หากมารมนุษย์ไม่มี "ความสามารถในการทำให้การชี้นำสับสน" ถ้าอย่างนั้นที่จุดสิ้นสุดของการชี้นำจะมีสิ่งใดอยู่กันแน่?
หากมองว่า "การชี้นำของสัญชาตญาณ" เป็นหนึ่งในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับตัวผม และตัวผมเองก็เป็นส่วนประกอบของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าเหมือนที่เคยสันนิษฐานไว้ ถ้าอย่างนั้น... การชี้นำนี้อาจจะพาผมไปยังส่วนลึกที่สุดของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ได้
༺༻