เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 02 - ความตายและการเกิดใหม่ (2)

บทที่ 02 - ความตายและการเกิดใหม่ (2)

บทที่ 02 - ความตายและการเกิดใหม่ (2)


บทที่ 02 - ความตายและการเกิดใหม่ (2)

༺༻

สิ่งที่ทำให้ผมรู้ตัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อย่างรวดเร็ว คือลมหนาวที่ผิดไปจากฤดูกาล ลมสายนี้พัดผ่านใบหน้า ลำคอ และแขนที่อยู่นอกเสื้อผ้าของผมอย่างหยาบ ๆ จนในที่สุดผมก็กลับมาจากโลกภายในที่สับสนของตัวเองสู่ความเป็นจริง ปรากฏว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเดินออกนอกเส้นทางเดินเขาที่ปลอดภัย มายังสถานที่ที่ไร้ร่องรอยของมนุษย์

และสิ่งที่ทำให้ผมตระหนกจากก้นบึ้งของหัวใจคือ ท้องฟ้าในเวลานี้กลับกลายเป็นมืดสนิทไปโดยสิ้นเชิง ดวงจันทร์กลมสีเงินแขวนสูงอยู่บนม่านราตรี ดูเหมือนจะมีมือที่มองไม่เห็นมาหมุนโลกอย่างเงียบเชียบ ทำให้ช่วงบ่ายและช่วงเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงโลกที่มืดมิด มาถึงค่ำคืนในอดีตที่ผมเดินโซเซด้วยความหิวโหยอยู่ในป่า คืนที่ทำให้ผมหวาดกลัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมยืนตัวแข็งทื่อด้วยมือเท้าที่เย็นเฉียบ แม้แต่การเต้นของหัวใจก็ดูเหมือนจะหยุดไปชั่ววินาทีหรือสองวินาที

สิ่งที่สายตามองเห็นมีเพียงความมืด ทำได้เพียงอาศัยแสงจันทร์มองเห็นเงาไม้ที่ตะคุ่ม ๆ อยู่รำไร ข้างใบหูมีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบา เสียงหัวใจเต้น เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันของตัวเอง รวมถึงเสียงลมพัดใบไม้ เสียงแมลงร้องที่แหลมเล็ก และความเคลื่อนไหวของสัตว์บางชนิดที่กระโดดข้ามพุ่มไม้ไป ชั่วขณะนั้นผมไม่กล้าขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเกรงว่าจะไปทำให้สิ่งใดตกใจเข้า

อย่างไรก็ตาม การยืนบื้ออยู่อย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้เลย ดังนั้นหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ผมจึงสูดลมหายใจลึก ๆ หลายครั้งเพื่อปลอบตัวเอง และพยายามคิดว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรต่อไป ในตอนนั้นเองผมก็นึกถึงโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา พอหยิบออกมาดูก็พบว่าบนหน้าจอแสดงเวลาสี่ทุ่ม

ก่อนหน้านี้ผมยืนเหม่อลอยไปนานกว่า 8 ชั่วโมงเลยเหรอ? เป็นไปไม่ได้!

และสิ่งที่ทำให้ผมทั้งผิดหวังอย่างมากและก็เป็นไปตามคาดคือ ที่มุมขวาบนของหน้าจอยังแสดงสัญลักษณ์นอกเขตสัญญาณ ผมเดินมาถึงพื้นที่ที่สัญญาณครอบคลุมไม่ถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อ 5 ปีก่อนก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะดูโทรศัพท์กี่ครั้งก็อยู่นอกเขตสัญญาณ ราวกับกำลังบอกผมว่าที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์อีกต่อไปแล้ว

นี่ไม่ใช่ภาพหลอนจากฝันร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำหรอกเหรอ? มีเรื่องที่เหลือเชื่อและประหลาดเช่นนี้ด้วยเหรอ? ผมต้องยอมรับความจริงที่ประหลาดล้ำเช่นนี้จริง ๆ น่ะเหรอ?

ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำอย่างไรดี แต่ถึงแม้จะไม่ยินยอมหรือไม่อยากทำสักเพียงไหน ผมก็ทำได้เพียงพยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองให้เผชิญหน้ากับความเป็นจริง แทนที่จะยืนบื้ออยู่กับที่แล้วเอาแต่ตัดพ้อว่า “เป็นไปได้ยังไง” ครั้งนี้ไม่มีหน่วยกู้ภัยมาตามหาผมแล้ว และผมก็ไม่ใช่เด็กชายในตอนนั้นอีกต่อไป ผมต้องรวบรวมความกล้าเพื่อช่วยตัวเอง

ผมใช้ฟังก์ชันไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องไปบนพื้นหญ้า พยายามหาร่องรอยการเดินที่ตัวเองทิ้งไว้ระหว่างทาง เพื่อจะได้กลับไปยังทางเดินเขา

ยิ่งเดินไป ความรู้สึกที่แปลกประหลาดก็ผุดขึ้นมา ผมอดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนที่เกิดจากจิตใจที่สับสนวุ่นวายของตัวเองหรือเปล่า ผมรู้สึกราง ๆ ว่ามีการชี้นำบางอย่างที่ลึกลับ กำลังจะนำทางผมเข้าไปสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของป่า

พูดตามตรง ผมไม่อยากเดินตามการชี้นำที่มองไม่เห็นในแดนปีศาจแบบนี้เลย แต่ร่องรอยบนพื้นหญ้าดูเหมือนจะไปทางเดียวกับมัน ผมจึงทำได้เพียงเดินต่อไปอย่างครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ

ยิ่งผมเดินไปข้างหน้า ความรู้สึกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น และในใจก็ยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น

ผ่านไปไม่นาน ผมก็มาถึงพื้นหญ้าที่รู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง

เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว สายตาของผมก็ถูกตรึงไว้แน่น พื้นหญ้าผืนนี้รวมถึงภูมิประเทศในบริเวณใกล้เคียง เหมือนกับสถานที่ที่ผมร่วมรักอย่างบ้าคลั่งกับสิ่งนั้นในฝันประหลาดมาก

ทว่า สิ่งที่ตรึงสายตาของผมไว้จริง ๆ ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสถานที่แห่งนี้

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏในฝันประหลาดเพื่อร่วมรักกับผม

แต่เป็นร่างมนุษย์ที่พิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด

ทำได้เพียงใช้คำว่า “ร่างเงา” แทนตัวเขา ร่างเงานี้ดำมืดไปทั้งตัว ดูเหมือนว่าเดิมทีจะเป็นเพียงเงาของมนุษย์ที่เป็นระนาบแบน ๆ แต่กลับปรากฏออกมาในรูปแบบสามมิติ และรอบ ๆ ร่างกายของเขาก็เหมือนกับฝูงแมลงวันที่มารวมตัวกันข้างศพ มีอนุภาคสีดำที่เป็นหมอกหนาแน่นล้อมรอบอยู่ ทำให้ผมมองเห็นรอยหยักของรูปร่างเขาได้ไม่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะในคืนเช่นนี้ที่แหล่งกำเนิดแสงมีเพียงดวงจันทร์กลมสีเงินที่แขวนสูงกับโทรศัพท์มือถือของผม การจะมองเจ้าหมอนี่ที่ดำมืดไปทั้งตัวให้ชัดเจนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพียงแต่ว่า ถึงแม้เขาจะดูไม่เหมือนมนุษย์เอาเสียเลย แต่ผมกลับมีความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาอย่างรุนแรงโดยไร้เหตุผล — ต่างจากสิ่งในฝันประหลาดที่ดูเหมือนคนแต่ความจริงไม่ใช่มนุษย์ เจ้าหมอนี่ดูไม่ใช่มนุษย์แต่ความจริงคือมนุษย์

และเขายังเป็นคนที่อันตราย บ้าคลั่ง และเสื่อมทรามอย่างถึงที่สุด ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไรผมก็ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับเขา ผมไม่สามารถยอมรับได้ว่าจะมีคนประเภทนี้อยู่ในโลก — ในใจของผมมีเสียงหนึ่งกำลังกรีดร้องอย่างโหยหวน

มารมนุษย์ — คำที่ชัดเจนแจ่มแจ้งนี้ผุดขึ้นมาในจิตสำนึกของผมพร้อม ๆ กัน

เมื่อผมเกิดความคิดนี้ขึ้น ในที่สุดเขาก็มีการเคลื่อนไหว เห็นเขาปรับองศาของท่าทางเล็กน้อย หันหน้าตรงมาทางผม เห็นได้ชัดว่าเขากำลังมองมาที่ผม จากระยะห่างมากกว่า 10 เมตร จู่ ๆ เขาก็ยกอาวุธในมือขวาขึ้นมาอย่างคุกคาม — ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งพบว่า มือขวาของเขาถือกวานด้ามสั้นขนาดใหญ่ผิดปกติไว้ ผมกลับไม่พบเห็นอาวุธที่ร้ายแรงขนาดนี้ได้ทันที คงต้องบอกว่าเป็นเพราะตัวตนของเขาเองนั้นมีอิทธิพลเหนือกว่าอาวุธที่ร้ายแรงนี้ไปไกล

แต่ไม่มีเวลาให้คิดแล้วว่าเขาคืออะไรกันแน่

เขากำลังจะโจมตีแล้ว!

ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ พร้อมกับถอดกระเป๋าเป้ออกด้วยความเร็วสูงสุด ใช้แขนยันกระเป๋าเป้ไว้เหมือนยกโล่ ป้องกันไว้ข้างหน้าตัวเอง

หากวัดจากคนอย่างผมที่ไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้เลย ปฏิกิริยาตอบโต้ที่รวดเร็วชุดนี้อาจนับได้ว่าสุขุมและคล่องแคล่วเต็มที่ จนแม้แต่ผมเองยังอดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมตัวเองในใจท่ามกลางความตึงเครียดและตื่นตระหนก ทว่าในเกือบจะพริบตาเดียวกัน การฟันก็จู่โจมเข้ามาประดุจสายฟ้าฟาด ฟันผ่านกระเป๋าเป้ แขน ทรวงอก และอวัยวะภายในของผมไปอย่างไม่ไว้หน้า ราวกับฟันผ่านฟองอากาศ...

ผมมองดูสิ่งของในกระเป๋าเป้ของตัวเองระเบิดกระจุย แขนที่ขาดหมุนคว้างอยู่ในอากาศ เลือดและเศษกระดูกกระเด็นออกมาข้างนอก สายตาของผมไม่สามารถจับภาพได้เลยว่าเขาพุ่งมาถึงข้างหน้าผมได้อย่างไร ราวกับว่ากระบวนการเคลื่อนที่และการโจมตีถูกตัดต่อข้ามไป เหลือเพียงผลลัพธ์ที่ระเบิดออกมาอย่างโหดร้ายต่อหน้าต่อตาผม พลังที่กดดันอย่างมหาศาลทำให้ลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมนึกภูมิใจกลายเป็นเรื่องตลกที่น่าเวทนา บาดแผลของผมดูเหมือนจะงุนงงกับการที่ตัวเองเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันเกินไป จึงล่าช้าไปครู่หนึ่งก่อนจะปลดปล่อยความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่ออกมาจนท่วมท้นจิตสำนึกของผม

เดิมทีผมคิดว่าตัวเองจะกรีดร้องออกมาสุดเสียงทันที แต่ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่เกินไปก็เหมือนกับความตระหนกที่ยิ่งใหญ่เกินไป กลับทำให้คนสำลัก ผมล้มลงบนพื้นอย่างน่าอนาถ อ้าปากกว้างอย่างเงียบเชียบและพยายามอย่างสุดความสามารถ

เงยหน้าขึ้นมอง เขาหันหลังให้ดวงจันทร์ จ้องมองผมลงมาจากเบื้องบนโดยไม่พูดจา ร่างที่เหมือนกับเทพปีศาจและขวานที่เปี่ยมไปด้วยพลังสั่นประสาททำให้ผมเกิดภาพหลอนที่พิลึกพิลั่นท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างที่สุดและการเสียเลือดมหาศาล ร่างกายและขวานตรงหน้าค่อย ๆ บิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นในสายตาที่เริ่มพร่ามัว กลายเป็นแท่นประหารที่มืดมิดและสูงตระหง่าน

และใบมีดขนาดยักษ์ของแท่นประหารก็ได้เลื่อนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว

ดวงจันทร์เต็มดวงสีเงินที่สวยงาม เงาประหลาดที่มืดมิดและสยดสยอง เลือดสด ๆ ไหลรินช้า ๆ ตามขอบของอาวุธที่ร้ายแรง หยดลงบนแก้มของผมอย่างเย็นเยียบ

คมขวานจามลงบนกระดูกใบหน้าของผมอย่างไร้ความปราณี

ผมตื่นขึ้นมาด้วยเหงื่อเย็นโชกท่ามกลางความสิ้นหวังและความสับสนอย่างที่สุด ในขณะที่เบิกตากว้าง ข้างหูก็แว่วเสียงประกาศของรถไฟที่คุ้นเคย:

“สถานีต่อไป ‘สถานีเขาไร้นาม’ ประตูเปิดทางด้านซ้าย โปรดเอื้อเฟื้อที่นั่งสำรองให้กับผู้โดยสารที่มีความจำเป็น...”

ในนาทีนี้ ผมกำลังนั่งอยู่ที่ที่นั่งบนรถไฟ แสงแดดที่อบอุ่นสาดส่องลงบนไหล่ผ่านหน้าต่างรถไฟ ทิวทัศน์ยามกลางวันนอกหน้าต่างปลิวผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เวลา... ย้อนกลับมาตอนกลางวันแล้วเหรอ!?

༺༻

จบบทที่ บทที่ 02 - ความตายและการเกิดใหม่ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว