- หน้าแรก
- บ่มเพาะพลังจากสัประยุทธ์ทะลุฟ้า ไร้พ่ายในโลกโต้วหลัว
- บทที่ 27 เทหมดหน้าตัก
บทที่ 27 เทหมดหน้าตัก
บทที่ 27 เทหมดหน้าตัก
บทที่ 27 เทหมดหน้าตัก
"หญ้ากุยหยวน ผลสัมผัสปราณ เถาไม้ก่อกำเนิด นี่มัน..."
ยามที่ซูลั่วโยนสมุนไพรต้นแรกดลงในเตาปรุงยา กู่หนี่ยังไม่รู้สึกอันใดนัก ทว่าเมื่อสมุนไพรถูกเติมลงไปในเตามากขึ้นเรื่อยๆ กู่หนี่ก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่าซูลั่วกำลังหลอมโอสถชนิดใด
"มีอะไรหรือคะ ท่านลุงกู่หนี่?" หย่าเฟยมองกู่หนี่ด้วยดวงตางดงาม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นความตกตะลึงเช่นนี้ปรากฏบนใบหน้าของนักปรุงยาข้างกาย
ต้องรู้ว่าระดับการบ่มเพาะขั้นคุรุยุทธ์และสถานะนักปรุงยาระดับหนึ่งของกู่หนี่ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในเมืองอู้ถ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะนักปรุงยาของเขา แม้แต่สามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอู้ถ่านก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน เป็นเพราะหย่าเฟยคือคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ นางจึงมีคุณสมบัติพอที่จะเรียกเขาว่าท่านลุงกู่หนี่ได้
"คุณหนู สิ่งที่เขากำลังหลอมอยู่ในตอนนี้คือโอสถระดับสอง โอสถสัมผัสปราณ"
"อะไรนะ!" รูม่านตาของหย่าเฟยเบิกกว้าง นางมองไปทางซูลั่วด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พลังวิญญาณแห่งทวีปปราณยุทธ์นั้นมีผลช่วยเร่งการเจริญเติบโต ดังนั้นแม้ซูลั่วจะอายุยังไม่ถึงสิบสองปี แต่ความสูงของเขาก็ปาเข้าไปเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรแล้ว
ทว่าแม้จะมีความสูงเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่ใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์ของเขาก็บ่งบอกให้รู้ว่าเขาอายุยังไม่มากนัก ตามการคาดเดาของหย่าเฟย ซูลั่วอายุอย่างมากที่สุดก็คงไม่เกินสิบห้าปี
"นักปรุงยาระดับสองวัยสิบห้าปี ท่านลุงกู่หนี่ มันเป็นไปได้จริงหรือ?"
กู่หนี่ส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มขื่น "คุณหนู ข้าเองก็อยากจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่ทักษะการปรุงยาอันเชี่ยวชาญของเขาแสดงให้เห็นชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาหลอมโอสถสัมผัสปราณ และการทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเช่นนี้... ข้าเกรงว่าเขาคงอยู่ห่างจากขั้นนักปรุงยาระดับสามอีกเพียงไม่ไกลแล้ว"
"นักปรุงยาระดับสาม!" หย่าเฟยยกมือขึ้นปิดปาก เกรงว่าตนเองจะเผลอร้องตะโกนออกมาจนไปทำลายสมาธิการปรุงยาของซูลั่ว
"เข้าใกล้นักปรุงยาระดับสามด้วยวัยเพียงสิบห้าปี... ท่านลุงกู่หนี่ ดูเหมือนว่าแม้อาวุโสกู่เหอแห่งสำนักม่านเมฆาก็ยังไปไม่ถึงระดับนั้นใช่ไหมคะ?" หย่าเฟยกระซิบถามเสียงเบาข้างกายกู่หนี่
กู่หนี่ส่ายหน้า "ไม่เลย อันที่จริง ทั่วทั้งจักรวรรดิเจียหม่าไม่เคยมีอัจฉริยะคนใดก้าวไปถึงขั้นนักปรุงยาระดับสองได้ในวัยเพียงสิบห้าปี นับประสาอะไรกับคนที่ใกล้จะบรรลุเป็นนักปรุงยาระดับสาม"
"ไม่มีเลยแม้แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิเจียหม่างั้นหรือ?" ดวงตางดงามของหย่าเฟยจับจ้องไปยังซูลั่ว พลางเริ่มคำนวณผลได้ผลเสียอยู่ภายในใจ
สิ่งที่กู่หนี่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าแม้แต่โอสถระดับสูงก็ไม่อาจช่วยชีวิตมารดาของซูลั่วได้นั้น ย่อมไม่ใช่คำโกหก ทว่าโอสถระดับสูงที่กู่หนี่พูดถึงนั้นกลับมีขีดจำกัดอยู่
สำหรับนักปรุงยาระดับหนึ่งและคุรุยุทธ์ โอสถระดับสี่ย่อมถือเป็นโอสถระดับสูง แต่สำหรับตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ แม้โอสถระดับสี่จะมีค่ามาก แต่มันก็ยังไม่ใช่สมบัติล้ำค่าที่สุดสำหรับขุมกำลังที่ไม่เพียงแต่มีโต้วหวังคอยหนุนหลัง แต่ยังมีโต้วหวงที่ยังไม่รู้ความเป็นตายร้ายดีอีกด้วย
อันที่จริง โอสถระดับสี่ไม่ใช่ของหายากเลยในคลังสมบัติของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ โอสถระดับห้าต่างหากจึงจะคู่ควรถูกเรียกว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงของตระกูล
แน่นอนว่าของล้ำค่าเหล่านั้นถูกเรียกว่าสมบัติก็เพราะมันประเมินค่ามิได้ มันล้ำค่าเสียจนแม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ต้องการจะเบิกไปใช้ ก็ยังต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน พวกเขาจะเบิกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้นำตระกูลและสภาผู้อาวุโสทั้งหมดให้ความเห็นชอบเท่านั้น
มีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับผู้นำตระกูลเท่านั้น จึงจะสามารถใช้สิ่งของจากคลังสมบัติได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้อาวุโสทั้งหมด แน่นอนว่าหากไห่ปัวตงกลับมา เรื่องราวคงจะแตกต่างออกไป ท้ายที่สุดแล้ว สมบัติระดับสูงมากมายของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ก็ล้วนเป็นสิ่งที่จักรพรรดิน้ำแข็งไห่ปัวตงนำกลับมา ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล เขาไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือการตัดสินใจของเขากับผู้ใด ต่อให้ทุกคนจะคัดค้าน มันก็ไร้ผล
ในฐานะคนของตระกูลที่ถูกส่งมาประจำการยังเมืองอู้ถ่าน หย่าเฟยย่อมไม่มีสิทธิ์ในการใช้สมบัติเหล่านั้น แต่การไม่มีสิทธิ์ใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสพวกมัน และตราบใดที่มีโอกาสเข้าถึง การจะลักลอบข้ามหน้าข้ามตาสภาผู้อาวุโสและผู้นำตระกูลเพื่อหยิบฉวยบางสิ่งออกมา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพียงแต่ความเสี่ยงในการข้ามหน้าข้ามตาสภาผู้อาวุโสและผู้นำตระกูลเพื่อนำสมบัติออกมานั้นสูงเกินไป หากนางนำของชิ้นนั้นออกมาจริงๆ และถูกจับได้ในภายหลัง ต่อให้นางจะเป็นทายาทสายตรงของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ โทสะจากเบื้องบนก็คงทำให้นางตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้
ตระกูลใหญ่ไม่เคยขาดแคลนลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะเพียงระดับพื้นๆ
หย่าเฟยขบริมฝีปากแดงระเรื่อของตนเบาๆ พลางครุ่นคิดว่าจะยอมเสี่ยงเพื่อผูกมิตรกับซูลั่วดีหรือไม่
นางปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสานสัมพันธ์อันดีกับเด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุไม่เกินสิบห้า ทว่ากลับก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ทำเนียบนักปรุงยาระดับสามไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการนำสมบัติของตระกูลออกมาโดยพลการนั้นยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับนาง มันเป็นความเสี่ยงที่คนในตระกูลธรรมดาๆ อย่างนางมิอาจแบกรับไหว
ในขณะที่หย่าเฟยกำลังชั่งใจว่าจะยอมเทหมดหน้าตักเพื่อเดิมพันดีหรือไม่ การหลอมโอสถของซูลั่วก็ค่อยๆ ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย
"ควบแน่น!"
สิ้นเสียงตวาดกร้าวของซูลั่ว ของเหลวสมุนไพรที่ถูกสกัดจนบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็นรูปทรงของเม็ดยา เนื่องจากซูลั่วได้ผสานวงแหวนวิญญาณวงที่สองและกลายเป็นมหาวิญญาจารย์แล้ว พลังวิญญาณของเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อผนวกกับพลังวิญญาณอันเปี่ยมล้นของมหาวิญญาจารย์ โอสถที่ซูลั่วหลอมในครั้งนี้จึงไม่ใช่โอสถธรรมดาดังเช่นกาลก่อนอีกต่อไป แต่มันคือโอสถระดับสมบูรณ์แบบที่มีลวดลายโอสถปรากฏขึ้นบนพื้นผิว
หลังจากใช้เปลวเพลิงหล่อเลี้ยงโอสถอยู่ครู่หนึ่ง ซูลั่วก็นำโอสถนั้นออกมาแล้วยื่นส่งให้กู่หนี่
เมื่อกู่หนี่ได้เห็นโอสถระดับสองที่มีลวดลายโอสถประทับอยู่ เขาก็เกิดความสงสัยอย่างลึกซึ้งต่อพรสวรรค์ในการปรุงยาของตนเองขึ้นมาทันที
ด้วยวัยปูนนี้ เขาเป็นเพียงแค่นักปรุงยาระดับหนึ่งเท่านั้น เขาคาดเดาว่าตนเองคงจะไปถึงระดับนักปรุงยาระดับสองได้ก็ต่อเมื่อบรรลุถึงขั้นมหาคุรุยุทธ์แล้ว ทว่าซูลั่วในวัยเพียงเท่านี้ กลับกลายเป็นนักปรุงยาระดับสองขั้นสูงสุดไปเสียแล้ว ลวดลายโอสถเหล่านั้นเป็นสิ่งที่แม้นักปรุงยาระดับสามบางคนก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะทำได้สำเร็จทุกครั้ง นั่นหมายความว่าซูลั่วน่าจะสัมผัสได้ถึงขอบเขตของการเป็นนักปรุงยาระดับสามแล้ว
"เฮ้อ... พรสวรรค์ในการปรุงยาของท่านปรมาจารย์ ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก"
ด้วยความเคยชินเรื่องอายุ กู่หนี่เกือบจะหลุดปากเรียกอีกฝ่ายว่าสหายตัวน้อยตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อมองดูโอสถในมือ ซึ่งมีลวดลายโอสถที่แม้แต่นักปรุงยาระดับสามก็ไม่อาจรับประกันว่าจะทำได้ กู่หนี่ผู้มักจะหยิ่งทะนงในฐานะนักปรุงยา ก็มิอาจลดตัวลงไปมองซูลั่วเป็นเพียงคนรุ่นเยาว์ได้อีก
ดังนั้น ในเมื่อการเรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโสย่อมเป็นไปไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเรียกขานว่าปรมาจารย์เท่านั้น
"ข้าไม่ได้หลอมโอสถเม็ดนี้ขึ้นมาเพื่อฟังคำเยินยอจากท่าน ข้าพอจะรู้ระดับพรสวรรค์ในการปรุงยาของตนเองดี ขอเพียงให้เวลาข้า ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถยกระดับทักษะการปรุงยาของตนเองให้เหนือกว่ากู่เหอได้อย่างแน่นอน"
หย่าเฟยและกู่หนี่ไม่ได้โต้แย้งคำพูดนั้น ความจริงย่อมกระจ่างชัดยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ในเมื่อซูลั่วสามารถหลอมโอสถระดับสองได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครคิดว่าเขาจะก้าวไปไม่ถึงระดับหกอย่างแน่นอน
"อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าต้องการเวลา... ไม่ใช่เวลาสำหรับฝึกฝนปรุงยา แต่เป็นเวลาเพื่อช่วยชีวิตท่านแม่ของข้า ข้าจะพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน ข้าต้องการโอสถที่สามารถช่วยท่านแม่ของข้าได้ ไม่ว่าผู้ใดที่สามารถช่วยหามาให้ข้าได้ คนผู้นั้นจะเป็นสหายของข้าไปชั่วนิรันดร์"
กู่หนี่และหย่าเฟยมองหน้ากัน แม้จะไม่มีตัวอักษรใดสลักไว้ในดวงตาของหย่าเฟย ทว่ากู่หนี่กลับมองเห็นคำสองคำฉายชัดอยู่ในนั้น...
"เทหมดหน้าตัก"