- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 24 - หนึ่งห้วงคำนึงบรรจบหนึ่งโลกหล้า หนึ่งต้นหญ้าร่วงโรยเพื่อผลิบาน
บทที่ 24 - หนึ่งห้วงคำนึงบรรจบหนึ่งโลกหล้า หนึ่งต้นหญ้าร่วงโรยเพื่อผลิบาน
บทที่ 24 - หนึ่งห้วงคำนึงบรรจบหนึ่งโลกหล้า หนึ่งต้นหญ้าร่วงโรยเพื่อผลิบาน
"เฮิ่นเกอ ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้านะ!" ลู่เซิงหน้าเขียวปัด
"ต่อให้เจ้าเป็นเดรัจฉาน หากมายืนขวางทางข้า ข้าก็ด่าทอไม่ต่างกัน" แววตาของลู่เฮิ่นเกอทอประกายสังหารวูบวาบ
เป็นเพราะตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถพอที่จะสังหารลู่เซิง มิเช่นนั้นคงลงมือไปนานแล้ว จะมามัวเสียเวลาต่อปากต่อคำให้มากความไปไย!
ชั่วขณะหนึ่ง โถงตำหนักโอสถตกอยู่ในความเงียบสงัด ศิษย์โอสถฝึกหัดอ้าปากค้างด้วยความหวาดผวา เขาจ้องมองลู่เฮิ่นเกอตาไม่กะพริบ
ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ ... ท่านคิดจะก่อกบฏหรืออย่างไร!
ลองถอยออกมามองสักก้าว ต่อให้ลู่เซิงจะไม่ใช่อาจารย์ของท่าน แต่นางก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับผสานร่างขั้นสมบูรณ์ ท่านใช้คำพูดเช่นนี้กับนางมันจะดีหรือ
สำนักเต๋าสามพันเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสำนักย่อมเป็นเรื่องของชื่อเสียงเกียรติยศ
ทว่าการกระทำของลู่เฮิ่นเกอในยามนี้นับว่าเป็นการเนรคุณและขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนถึงหูผู้อาวุโสท่านอื่นและท่านเจ้าสำนัก ลู่เฮิ่นเกอย่อมหลีกหนีโทษทัณฑ์สถานหนักไปไม่พ้นอย่างแน่นอน
"เผ่นดีกว่า" ศิษย์โอสถฝึกหัดอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นๆ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ฝึกหัดต้อยต่ำอย่างเขาจะเข้าไปสอดส่ายได้
วินาทีต่อมา ขาทั้งสองข้างของศิษย์โอสถฝึกหัดก็อ่อนระทวยจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของลู่เซิงแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโถงตำหนักโอสถ ผลึกน้ำแข็งสีฟ้าครามค่อยๆ ลุกลามออกจากใต้ฝ่าเท้าของนาง เพียงไม่กี่อึดใจก็แช่แข็งตำหนักโอสถทั้งหลังจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
"นี่คือสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนให้เจ้าเคารพครูบาอาจารย์มาตลอดอย่างนั้นหรือ!"
"ดูสภาพเจ้าในตอนนี้สิ ช่างไร้ซึ่งสง่าราศีของบุตรศักดิ์สิทธิ์เสียจริง ไม่เพียงแต่จะทำให้สำนักเต๋าสามพันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ยังทำให้ข้าต้องอับอายขายหน้าไปด้วย"
"เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ!" ชุดคลุมยาวสีแดงสดของลู่เซิงถูกปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็ง อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
ตามร่างกายของลู่เฮิ่นเกอก็มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่เป็นหย่อมๆ
ลู่เฮิ่นเกอหยิบโอสถสีแดงฉานเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติอย่างไม่ใส่ใจแล้วกลืนลงท้อง ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกบนร่างกายก็ทุเลาลงไปมากในพริบตา
ไม่อาจไม่กล่าวว่ายอดฝีมือระดับผสานร่างนั้นร้ายกาจมากจริงๆ ทว่าลู่เฮิ่นเกอกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
"ผู้อาวุโสลู่ หากข้าจำไม่ผิด พวกเราได้ตัดขาดความเป็นอาจารย์กับศิษย์กันไปตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วมิใช่หรือ ตอนนี้ท่านไม่ใช่ท่านอาจารย์ของข้าแล้ว ท่านมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้าอยู่ที่นี่"
"และอีกอย่างหนึ่ง ปกติท่านก็ไม่เคยพร่ำสอนอะไรข้าอยู่แล้ว อย่ามาแสร้งทำเป็นคนดีเอาหน้าไปหน่อยเลย" ลู่เฮิ่นเกอแค่นเสียงหัวเราะหยัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลิ่นอายทั่วร่างของลู่เซิงก็ชะงักงันไปชั่วขณะ นางอยากจะเอ่ยปากโต้แย้ง แต่กลับพบว่าสิ่งที่ลู่เฮิ่นเกอพูดมานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น
นางไม่เคยสั่งสอนอะไรลู่เฮิ่นเกอจริงๆ นางไม่ค่อยถนัดเรื่องการสั่งสอนคนเท่าไหร่นัก
ตอนที่ลู่เฮิ่นเกอเพิ่งถูกนางพาเข้ามาในสำนักเต๋าสามพัน นางเคยพยายามชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้เขาด้วยตัวเอง ทว่าต่อมานางก็พบว่าผลลัพธ์จากการชี้แนะของนางสู้ให้เขาศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้เลย
ลู่เซิงจึงเลิกเข้ามาก้าวก่ายเรื่องการฝึกฝนของลู่เฮิ่นเกออีกต่อไป อย่างมากก็แค่เอ่ยปากตักเตือนเพียงไม่กี่คำ แม้แต่การฝึกฝนของฉิวหลิ่วก็ยังเป็นความรับผิดชอบของลู่เฮิ่นเกอทั้งหมด
อาจกล่าวได้ว่า บุญคุณที่ลู่เซิงมีต่อลู่เฮิ่นเกอก็คือการพาเขาออกมาจากซากปรักหักพังและพามาที่สำนักเต๋าสามพันเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ลู่เฮิ่นเกอก็ไม่ได้ติดค้างอะไรลู่เซิงอีกเลย
อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นลึกๆ ในใจ ลู่เซิงจึงค่อยๆ เก็บซ่อนกลิ่นอายความหนาวเหน็บรอบตัวลง น้ำเสียงของนางก็อ่อนโยนลงไม่น้อย "ความเป็นอาจารย์กับศิษย์ระหว่างเราสองคนที่มีมายาวนานกว่ายี่สิบปี จะตัดขาดกันง่ายๆ ได้อย่างไร!"
"อาจารย์รู้ว่าในใจเจ้ามีความขุ่นเคือง แต่ตอนนี้ตบะของเจ้าถูกทำลายไปจนหมดสิ้น หากเจ้าไปจากยอดเขาชิงอวิ๋นแล้วเจ้าจะไปอยู่ที่ใดได้อีก!"
ไม่ไกลออกไปนัก สีหน้าของศิษย์โอสถฝึกหัดยิ่งดูเลื่อนลอยมากกว่าเดิม บัดซบ! ความลับระดับสะท้านฟ้า!!! ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่มีตบะแล้วอย่างนั้นหรือ!!!!
ก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้ว่าในตัวลู่เฮิ่นเกอไม่มีกลิ่นอายของพลังปราณเลย เขาคิดว่าลู่เฮิ่นเกอพกของวิเศษที่ช่วยปกปิดกลิ่นอายเอาไว้เสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าตบะของเขาจะถูกทำลายไปแล้วจริงๆ
เช่นนั้นก็หมายความว่า บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพันเป็นเพียงคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ ... ท้องฟ้าของสำนักเต๋าสามพันกำลังจะแปรเปลี่ยนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสำนักใดก็คงไม่มีทางยอมให้คนธรรมดาที่ไร้ซึ่งตบะมานั่งในตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์หรือสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ ตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์คงต้องเปลี่ยนคนเสียแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ศิษย์โอสถฝึกหัดก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลู่เฮิ่นเกออย่างระมัดระวัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่! ตบะของท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์หายไปได้อย่างไร
ทว่าศิษย์โอสถฝึกหัดก็ยังคงให้ความเคารพลู่เฮิ่นเกอเป็นอย่างมาก
ต่อให้ในภายภาคหน้าลู่เฮิ่นเกอจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ ทว่าตำแหน่งนักหลอมโอสถระดับแปดก็ใช่ว่าจะลบเลือนไปได้ง่ายๆ สำหรับนักหลอมโอสถทุกคนแล้ว เขาถือเป็นผู้อาวุโสที่ควรค่าแก่การเคารพยกย่อง
"เจ้าตาบอดหรืออย่างไร" ลู่เฮิ่นเกอมองลู่เซิงด้วยสายตาที่ราวกับกำลังมองคนโง่เง่า วินาทีต่อมา โทสะของลู่เซิงก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
"เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าอยู่ที่ตำหนักโอสถสุขสบายดี ตำหนักโอสถสบายกว่ายอดเขาชิงอวิ๋นเป็นหมื่นเท่า"
ลู่เฮิ่นเกอรู้สึกจริงๆ ว่าสมองของลู่เซิงคงถูกลาเตะมา ไม่สิ! ต้องบอกว่าคนทั้งยอดเขาชิงอวิ๋นสมองถูกลาเตะมากันหมดแล้วต่างหาก
ภายนอกเยี่ยเฟิงดูเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายและคิดคำนวณทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเย่อหยิ่งจองหองอย่างถึงที่สุด เขามักจะคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเองเสมอ ส่วนฉิวหลิ่วนั้นไม่ต้องพูดถึง หากควักสมองของนางออกมาวางบนเครื่องชั่ง น้ำหนักคงจะเบากว่าสมองหมูเสียอีก
เมื่อก่อนลู่เซิงก็ถือว่าพอใช้ได้ แต่พออยู่ร่วมกับเยี่ยเฟิงและฉิวหลิ่วนานเข้า สติปัญญาก็ดูเหมือนจะถดถอยลงตามไปด้วย สามคนนี้มันช่างโง่เง่าเต่าตุ่นเสียจริง!
โอ้ ไม่สิ! ลู่เฮิ่นเกอเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าเขาจะมีศิษย์น้องหญิงอีกคนหนึ่ง
ทว่าศิษย์น้องหญิงผู้นี้ไม่ได้อยู่ในสำนักเต๋าสามพันมานานแล้ว ว่ากันว่านางมีร่างกายที่พิเศษ จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเฉพาะเพื่อบำเพ็ญเพียรให้ถึงระดับก่อกำเนิดเสียก่อนจึงจะสามารถกลับมาที่สำนักเต๋าสามพันได้
ลู่เฮิ่นเกอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับศิษย์น้องหญิงผู้นี้มากนัก เขาเคยเจอหน้านางเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตามความทรงจำในชาติก่อน ศิษย์น้องหญิงที่เคยเจอหน้ากันเพียงครั้งเดียวผู้นี้ดูเหมือนจะอายุสั้น นางสิ้นใจตายอยู่ข้างนอกก่อนที่จะบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับก่อกำเนิดและออกจากด่านฝึกฝนเสียอีก
ลู่เฮิ่นเกออดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาศิษย์น้องหญิงผู้นี้ การได้บำเพ็ญเพียรอยู่ข้างนอก ย่อมดีกว่าการทนอยู่ในสำนักเต๋าสามพันและต้องเผชิญหน้ากับคนโง่เง่าทั้งสามคนนี้เป็นไหนๆ
"เฮิ่นเกอ เจ้ากับข้ารู้จักกันมานานกว่ายี่สิบปี ข้าเป็นคนพาเจ้ามาที่สำนักเต๋าสามพันและส่งเสริมให้เจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร ซ้ำเจ้ายังเป็นศิษย์คนแรกที่ข้ารับไว้ เจ้าจะตัดใจยุติความเป็นอาจารย์กับศิษย์กับข้าลงได้อย่างไร!"
ลู่เซิงมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก นางคิดว่าจิตวิถีเต๋าของลู่เฮิ่นเกอคงจะมีปัญหา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ความคิดและการกระทำของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ขอเพียงแค่ฟื้นฟูจิตวิถีเต๋าของลู่เฮิ่นเกอกลับมา ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
ส่วนเรื่องการหล่อหลอมทารกวิญญาณขึ้นมาใหม่นั้น ในตอนนี้นางยังคิดหาวิธีไม่ออก หากจนปัญญาจริงๆ ก็ให้ลู่เฮิ่นเกอหันไปฝึกฝนวิถีกายาแทน ถึงแม้ว่ากระบวนการฝึกฝนจะยากลำบากไปสักหน่อย แต่มันก็ยังดีกว่าการเป็นคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งตบะใดๆ
ลู่เฮิ่นเกอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาคิดผิดไปแล้วจริงๆ! เขาไม่ควรเสียเวลากับคนโง่เง่าพรรค์นี้เลย หากยังขืนรั้งอยู่ต่อ น้ำคร่ำในสมองของลู่เซิงคงจะไหลทะลักออกมาจนล้นเป็นแน่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เฮิ่นเกอก็สาวเท้าเดินหนีไปทันที
"กลับยอดเขาชิงอวิ๋นไปกับข้า!" ลู่เซิงวาดมือหมายจะคว้าแขนของลู่เฮิ่นเกอเอาไว้
วินาทีต่อมา ผลึกน้ำแข็งภายในตำหนักโอสถก็ละลายกลายเป็นแอ่งน้ำอย่างรวดเร็ว ราวกับหิมะในฤดูหนาวที่ถูกแสงแดดแผดเผา ทันใดนั้น ต้นหญ้าที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นจำนวนนับไม่ถ้วนก็งอกเงยขึ้นมาทั่วทั้งตำหนักโอสถ
แม้กระทั่ง ... ร่างกายของลู่เซิงเองก็ยังมีกิ่งก้านสีเขียวงอกเงยออกมา
หิมะน้ำแข็งละลาย สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ
สำหรับสุดยอดนักหลอมโอสถแล้ว เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสก็สามารถสร้างโลกสีเขียวขจีขึ้นมาได้ เพียงแค่สะบัดมือ พลังชีวิตอันเจิดจรัสก็พลันบังเกิด
ทว่าโลกที่เจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ย่อมต้องการสารอาหารที่เพียงพอ และพลังปราณในร่างกายของผู้ฝึกตนก็คือปุ๋ยชั้นเลิศนั่นเอง
สีหน้าของลู่เซิงดูไม่ได้เลย นางสัมผัสได้ว่าเส้นลมปราณในร่างกายของตนเริ่มมีรากและยอดอ่อนงอกออกมา ซ้ำพวกมันยังกลืนกินพลังปราณของนางอย่างบ้าคลั่ง
"หนึ่งห้วงคำนึงบรรจบหนึ่งโลกหล้า หนึ่งต้นหญ้าร่วงโรยเพื่อผลิบาน คัมภีร์สรรพสิ่งรังสรรค์ของตำหนักจ้าวโอสถ"
นี่คือเคล็ดวิชาที่เย่าฝานใช้ฝึกฝน
ต้นหญ้าทุกต้นที่งอกเงยขึ้นมาบนพื้นดินล้วนสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ ทว่าต้นหญ้าทุกต้นก็สามารถกลืนกินเลือดเนื้อของคนเป็นได้จนหมดสิ้นเช่นกัน
ถึงกระนั้นลู่เซิงก็สัมผัสได้ว่า กลิ่นอายของเย่าฝานยังคงหยุดอยู่ที่ครึ่งก้าวระดับมหายาน
สีหน้าของลู่เฮิ่นเกอราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ล้อเล่นน่า! ในตำหนักโอสถแห่งนี้ เย่าฝานต่างหากล่ะที่เป็นนายใหญ่ที่แท้จริง
[จบแล้ว]