- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 17 - คืนของขวัญชิ้นใหญ่ให้มัน
บทที่ 17 - คืนของขวัญชิ้นใหญ่ให้มัน
บทที่ 17 - คืนของขวัญชิ้นใหญ่ให้มัน
จีหู จิ้งจอกน้อยที่ลู่เฮิ่นเกอเก็บมาได้ในวันวาน
ในเวลานั้นลู่เฮิ่นเกอยังคงเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพันที่ทุกคนต่างเคารพเลื่อมใส มีอารมณ์อ่อนโยนและไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งของบุตรศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย
จะว่าไปแล้ว
การพบกันระหว่างเขากับจีหูก็นับว่าเป็นเรื่องตลกดีเหมือนกัน
ในวันวาน
ลู่เฮิ่นเกอออกเดินทางไปตามหาสมุนไพรชนิดหนึ่ง หลังจากผ่านการค้นหาอย่างยากลำบาก ท้ายที่สุดเขาก็พบร่องรอยของสมุนไพรนั้นที่สระหมื่นโลหิตในหุบเขาสัตว์อสูร
ตอนที่ลู่เฮิ่นเกอไปถึงสระหมื่นโลหิต สถานการณ์ที่นั่นกำลังวุ่นวายอย่างหนัก
จิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับงูยักษ์สีเขียว ท้ายที่สุดก็เป็นจิ้งจอกขาวที่เหนือกว่า มันสามารถพลิกกลับมาสังหารงูยักษ์ได้สำเร็จแม้ตัวมันเองจะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม
ลู่เฮิ่นเกอดีใจมาก !
แบบนี้ก็เข้าทางเขาเลย
เขาสามารถเก็บสมุนไพรนั้นมาได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น
ลู่เฮิ่นเกอจึงเดินอาดๆ ออกมาอย่างเปิดเผย และลงมือเด็ดสมุนไพรต้นนั้นเก็บใส่แหวนมิติของตนเองต่อหน้าต่อตาจิ้งจอกขาวที่กำลังบาดเจ็บสาหัส
จิ้งจอกขาวถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ผู้นี้ช่างหน้าด้านหน้าทนเสียจริง
ลู่เฮิ่นเกอคิดแต่เรื่องสมุนไพร เขาไม่ได้ลงมือกับจิ้งจอกขาว ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าจิ้งจอกขาวตัวนี้จะเกาะติดเขาแจ เขาไปที่ไหน จิ้งจอกขาวตัวนี้ก็เดินเตาะแตะตามเขาไปทุกที่
ลู่เฮิ่นเกอไม่ได้ใส่ใจอะไร สัตว์อสูรที่ได้รับบาดเจ็บตัวหนึ่งย่อมไม่มีพิษสงอะไรอยู่แล้ว
หลังจากนั้น
ลู่เฮิ่นเกอก็ยังคงรั้งอยู่ในหุบเขาสัตว์อสูรต่ออีกสองสามวัน
ส่วนจิ้งจอกขาวที่ได้รับบาดเจ็บตัวนี้ก็ทนฝืนต่อไปไม่ไหว ล้มพับหมดสติไปบนพื้น
เดิมที
ลู่เฮิ่นเกอไม่อยากจะสนใจ
แต่การที่เขาได้สมุนไพรต้นนั้นมาก็ถือว่าเอาเปรียบจิ้งจอกตัวนี้อยู่จริงๆ ประกอบกับลู่เฮิ่นเกอในเวลานั้นเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนและซื่อตรง ท้ายที่สุดเขาจึงอุ้มจิ้งจอกขาวเข้าไปในถ้ำและช่วยรักษาจนมันฟื้นขึ้นมา
จิ้งจอกขาวที่ฟื้นคืนสติกลับสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ มันเอาแต่บ่นพึมพำให้ลู่เฮิ่นเกอคืนสมุนไพรให้มัน
แน่นอนว่าเขาไม่คืนให้หรอก
ของที่เข้ากระเป๋าไปแล้ว มีเหตุผลอะไรจะต้องเอาออกมาคืนเล่า !
อีกอย่าง
ในตอนนั้นลู่เฮิ่นเกอก็ต้องการสมุนไพรต้นนี้มากจริงๆ
แต่ว่า
ลู่เฮิ่นเกอก็ไม่ได้ปล่อยให้จิ้งจอกตัวนี้ต้องขาดทุน เขาป้อนโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนตบะสารพัดชนิดเข้าปากมันไปมากมาย
ลู่เฮิ่นเกอได้รู้ชื่อของมันจากปากของจิ้งจอกตัวนี้เอง จีหู
หลังจากนั้นเป็นต้นมา
จีหูก็คอยติดตามลู่เฮิ่นเกอ
เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีเต็ม จนกระทั่งมีสัตว์อสูรจากเผ่าจิ้งจอกออกตามหาเบาะแสของจีหูไปทั่ว ลู่เฮิ่นเกอถึงได้ส่งจีหูกลับไปยังเผ่าจิ้งจอก
...
ลู่เฮิ่นเกอมองดูหญิงสาวผู้เลอโฉมตรงหน้า เขายกแก้วน้ำขึ้นมาแล้วก็วางลง ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับมัวหูอย่างไรดี ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"เจ้าบรรลุระดับผสานร่างแล้ว ! ร้ายกาจจริงๆ !"
เพียงไม่กี่ปี
จีหูกลับสามารถเติบโตจากสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ที่ยังเปลี่ยนร่างไม่ได้ กลายมาเป็นยอดฝีมือระดับผสานร่าง ช่างเป็นความเร็วในการฝึกฝนที่เหนือชั้นกว่าลู่เฮิ่นเกอเสียอีก
ทันใดนั้น
ลู่เฮิ่นเกอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "จิ้งจอกน้อย เจ้าเป็นสัตว์อสูรไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นผู้ฝึกวิชามารไปได้เล่า"
มัวหูดึงจิตวิญญาณกลับคืนไป สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ "ก็โทษเจ้านั่นแหละที่ส่งข้ากลับไปที่เผ่าจิ้งจอก หลังจากที่พวกมันช่วยให้ข้าเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ พวกมันก็ส่งข้าไปเป็นอนุภรรยาของจักรพรรดิเผ่ามารเลย"
"เรื่องนั้นจะมาโทษข้าไม่ได้นะ"
"เป็นเผ่าจิ้งจอกที่มาบอกข้าเอง ว่าเจ้าครอบครองสายเลือดบริสุทธิ์ที่หมื่นปีจะมีสักหน มีโอกาสสูงที่สุดที่จะปลุกสายเลือดบรรพกาลขึ้นมาได้ หากข้าไม่ยอมส่งเจ้าคืนไป เผ่าจิ้งจอกก็จะเปิดศึกกับสำนักเต๋าสามพัน"
ลู่เฮิ่นเกอแบมือออก ปัดความรับผิดชอบจนหมดสิ้น
แน่นอนว่า
เผ่าจิ้งจอกเล็กๆ เผ่านั้น สำนักเต๋าสามพันย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา
แต่ลู่เฮิ่นเกอในเวลานั้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาท จึงยอมส่งจีหูกลับไป
เมื่อมองดูในยามนี้
สิ่งที่เผ่าจิ้งจอกพูดมาก็ไม่ผิดนัก
สายเลือดในตัวจีหูนั้นฝืนลิขิตสวรรค์มากจริงๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็พุ่งทะยานขึ้นมาถึงระดับผสานร่างได้
มัวหูแค่นเสียงฮึดฮัด
เมื่อเห็นดังนั้น
ลู่เฮิ่นเกอก็รู้สึกผิดอยู่ในใจ เขาจึงล้วงโอสถสองเม็ดยื่นส่งไปให้ "โอสถเม็ดหนึ่งช่วยรักษาอาการบาดเจ็บที่กระดูกคอของเจ้าได้ ส่วนอีกเม็ดคือโอสถถอนพิษ หลังจากกินเข้าไปแล้วตบะของเจ้าก็จะกลับมา"
มัวหูไม่เกรงใจเลยสักนิด นางแย่งโอสถไปแล้วกลืนลงคอในรวดเดียว
ลู่เฮิ่นเกอหลุดหัวเราะอย่างจนใจ
จิ้งจอกน้อยตัวนี้ยังคงเหมือนในวันวานไม่มีผิด
ผ่านไปไม่นานนัก
พลังมารในร่างของมัวหูก็ฟื้นคืนกลับมา
"เก็บซ่อนกลิ่นอายไว้หน่อยเถอะ"
"เดี๋ยวก็มีคนมาพบเข้าหรอก"
ลู่เฮิ่นเกอเอ่ยเตือน
มัวหูจึงรีบเก็บซ่อนกลิ่นอายทันที หากถูกตาเฒ่าในสำนักเต๋าสามพันจับสัมผัสได้ นางคงไม่มีทางหนีรอดออกไปได้จริงๆ
ในเมื่อมัวหูคือจิ้งจอกน้อยในวันวาน เช่นนั้นพฤติกรรมที่นางมุดเข้ามาในผ้าห่มเมื่อคืนก็ถือเป็นเรื่องปกติ ตอนที่นางยังเป็นจิ้งจอก นางก็ชอบขดตัวหลับอยู่ในอ้อมกอดของลู่เฮิ่นเกอเป็นประจำอยู่แล้ว
ทั้งสองคนมองหน้ากันโดยไร้ซึ่งคำพูดใด
ชั่วขณะหนึ่ง
ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะพูดอะไรดี
สำหรับลู่เฮิ่นเกอ เขาไม่ได้พบหน้าจีหูมานานกว่าห้าร้อยปีแล้ว ส่วนสำหรับจีหู นางเพิ่งจะแยกจากลู่เฮิ่นเกอมาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
ลู่เฮิ่นเกอเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าในชาติก่อนจีหูก็น่าจะเคยมาตามหาเขาที่สำนักเต๋าสามพันเหมือนกัน
ทว่าน่าเสียดาย
ลู่เฮิ่นเกอในเวลานั้นถูกจับขังอยู่ในคุกกระบี่ไปเสียแล้ว
ลู่เฮิ่นเกอทอดถอนใจ
แม้ชีวิตหนึ่งร้อยปีในคุกกระบี่จะทำให้เขาฝึกฝนจนได้กายากระดูกกระบี่และรู้แจ้งถึงแก่นแท้แห่งจิตกระบี่ ทว่ามันก็ทำให้เขาต้องพลาดผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ไปมากมายเช่นกัน
"วันหลังอย่ามาหาข้าที่สำนักเต๋าสามพันอีกเลย"
"ข้ากลายเป็นคนพิการไปแล้ว"
"ส่วนเจ้าก็เป็นคนของเผ่ามาร มันอันตรายเกินไป"
เมื่อรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือจีหู ลู่เฮิ่นเกอก็ละทิ้งความคิดที่จะบังคับขู่เข็ญนางไป จิ้งจอกน้อยตัวนี้ไร้เดียงสามาก ในเมื่อตอนนี้ภายในใจของลู่เฮิ่นเกอเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร การเข้ามาพัวพันกันมากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับจีหู
เมื่อได้ยินดังนั้น
ขอบตาของมัวหูก็เริ่มแดงระเรื่อ นางกุมมือของลู่เฮิ่นเกอเอาไว้แน่น "ตามข้ามาเถอะ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง !"
ลู่เฮิ่นเกอยิ้มพลางลูบศีรษะของจิ้งจอกน้อย "ข้ายังมีเรื่องบางอย่างที่ยังจัดการไม่เสร็จ ข้าจึงยังไปไหนไม่ได้"
"ไม่ได้ !"
"ต่อให้ต้องมัดเจ้า ข้าก็จะจับตัวเจ้าไปให้ได้ !"
มัวหูรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
เผ่ามารนั้นชั่วร้ายเกินไป
ส่วนเผ่าจิ้งจอกก็หวังแต่ผลประโยชน์
หลายปีที่ผ่านมานี้
มีเพียงช่วงเวลาที่ได้อยู่เคียงข้างลู่เฮิ่นเกอเท่านั้นที่นางมีความสุขที่สุด และมีเพียงลู่เฮิ่นเกอเท่านั้นที่ทำดีกับนางจากใจจริง
ยิ่งไปกว่านั้น
ตอนนี้ลู่เฮิ่นเกอกลับสูญเสียตบะไปจนหมดสิ้น
มันอันตรายเกินไปแล้ว !
มีเพียงการนำตัวลู่เฮิ่นเกอไปไว้ข้างกายเท่านั้น มัวหูถึงจะวางใจได้
ลู่เฮิ่นเกอถึงกับพูดไม่ออก เขาเอ่ยเย้าแหย่ "สรุปแล้วเจ้าเป็นนายท่าน หรือว่าข้าเป็นนายท่านกันแน่ อย่าลืมสิ ว่าเจ้าเป็นสัตว์ในพันธสัญญาของข้านะ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มัวหูก็เชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ "แต่ตอนนี้ข้าเก่งกว่าเจ้านะ ลู่เฮิ่นเกอ ลองเรียกข้าว่านายท่านให้ชื่นใจหน่อยสิ"
โป๊ก !
มะเหงกเขกเข้าที่ศีรษะ !
มัวหูยกมือขึ้นกุมศีรษะเล็กๆ ของตนเองด้วยความเจ็บปวด
แปลกจริง !
ตบะของนางก็กลับมาแล้ว ทำไมเวลาที่ลู่เฮิ่นเกอตีนางถึงยังรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้ได้ !
"กล้าปีนเกลียวเชียวหรือ !"
"ระวังข้าจะตีก้นเจ้าให้ลายเลย !"
ลู่เฮิ่นเกอยกมือขึ้นขู่
ชั่วพริบตานั้น
มัวหูตกใจจนต้องหดตัวคุดคู้ สองมือรีบกุมบั้นท้ายที่งอนงามของตนเองเอาไว้
ไอ้ผู้ชายบ้าเอ๊ย !
ตอนที่นางยังเป็นจิ้งจอกเขาก็ชอบตีบั้นท้ายของนาง มาตอนนี้นางเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้ว เขาก็ยังมีรสนิยมแบบนี้อยู่อีก
แน่นอนว่าลู่เฮิ่นเกอย่อมไม่มีทางลงมือตีก้นมัวหูจริงๆ เด็กคนนี้โตเป็นสาวแล้ว การตีก้นคงดูไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่นัก "ว่าแต่ เจ้าลอบเข้ามาในสำนักเต๋าสามพันได้อย่างไร"
สำนักเต๋าสามพันมีค่ายกลพิทักษ์สำนักอยู่
ต้องเป็นผู้ที่มีระดับตบะมหายานเท่านั้นถึงจะพอมีโอกาสบุกฝ่าเข้ามาได้
ส่วนมัวหูเป็นเพียงระดับผสานร่าง
ตามหลักแล้ว
นางไม่ควรจะเข้ามาได้เลย
"เยี่ยเฟิงใช้หัวใจเผ่ามารอัญเชิญข้าเข้ามา ไม่อย่างนั้นตอนนี้ข้าก็คงยังเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกนั่นแหละ" มัวหูตอบไปตามความจริงโดยไม่ได้ปิดบังอะไรเลย
จริงสิ !
เกือบลืมเยี่ยเฟิงไปเสียสนิทเลย
หมอนี่ก็ฉลาดใช้ได้เลยนี่
รู้จักหาคนของเผ่ามารมาลอบสังหารเขา ทำแบบนี้ต่อให้มีการสืบสวนอย่างละเอียด ก็สาวความไปไม่ถึงตัวเขา แถมยังช่วยตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องที่ลู่เฮิ่นเกอสมคบคิดกับเผ่ามารให้แน่นหนาขึ้นไปอีก
"จิ้งจอกน้อย"
"ช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่งสิ"
ลู่เฮิ่นเกอต้องคืนของขวัญชิ้นใหญ่ให้เยี่ยเฟิงเสียหน่อยแล้ว