เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ วิกลจริตสุดขั้ว

ตอนที่ 43 หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ วิกลจริตสุดขั้ว

ตอนที่ 43 หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ วิกลจริตสุดขั้ว


ตอนที่ 43 หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ วิกลจริตสุดขั้ว

จ้าว เซี่ยวเทียน ร่างแข็งทื่อไปทั้งตัว

ลางสังหรณ์เลวร้ายนั่นทำให้เลือดในกายเขาแทบจับตัวเป็นก้อน

“อาจารย์... ท่าน... ท่านล้อเล่นอะไรเนี่ย...” น้ำเสียงของ จ้าว เซี่ยวเทียน สั่นเครือ

“ผมเชิญท่านมา เพื่อให้จัดการตระกูลซู จัดการไอ้รปภ. แซ่หลินนั่น! เราเป็นพวกเดียวกันนะ!”

“พวกเดียวกันงั้นรึ” สือ พั่วเทียน หัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นบาดแก้วหูเหลือเกิน

เขามองต่ำลงไปยังสองพ่อลูก แววตาแฝงความเย็นชาไร้เยื่อใย

“ผู้นำตระกูลจ้าว จนถึงตอนนี้แกก็ยังไม่เข้าใจอีก”

สือ พั่วเทียน ก้าวเดินอย่างเนิบนาบ

“ในสายตาพวกแก เงินกับอำนาจคือกฎเกณฑ์ แต่ในสายตาข้า ชีวิตของพวกแกต่างหาก คือสิ่งล้ำค่าที่สุด”

กล้ามเนื้อใต้รอยด่างดำที่เน่าเปื่อยบนใบหน้าของ จ้าว เซี่ยวเทียน กระตุกอย่างรุนแรง

ความหวาดกลัวกลบทุกสิ่ง เขาฝืนพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น แผดเสียงข่มขู่กลบความหวาดหวั่นในใจ “แกกล้าเหรอ! ฉันจะบอกให้รู้ไว้ ตระกูลจ้าวสร้างฐานอำนาจในเมืองเจียงไห่มาหลายสิบปี! แค่ฉันโทรศัพท์กริ๊งเดียวก็สามารถทำให้แก...”

พูดไม่ทันจบ

สือ พั่วเทียน ราวกับฟังจนรำคาญแล้ว เขาสะบัดแขนเสื้อด้วยความหงุดหงิด

เงาดำพุ่งพรวดออกจากปลายแขนเสื้อ เร็วจนเหมือนตาฝาด

ฉึก…

เสียงดังแผ่วเบา

พร้อมกันนั้นเสียงคำรามของ จ้าว เซี่ยวเทียน ก็ชะงักงัน

เขาค้างอยู่ในท่าพุ่งตัวไปข้างหน้า ร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน

ตรงกลางหว่างคิ้วของเขา มีจุดสีดำเล็กๆ เพิ่มขึ้นมา จุดดำนั่นยังขยับได้ ราวกับมีชีวิตและกำลังชอนไชเข้าไปในชั้นผิวหนัง

สีหน้าของ จ้าว เซี่ยวเทียน เปลี่ยนจากโกรธเกรี้ยว เป็นสับสน และกลายเป็นความเจ็บปวดทรมาน

เขาอ้าปาก พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับมีเพียงเสียงลมลอดผ่านคอดัง ‘คร่อกๆ’

วินาทีต่อมา

เลือดสดๆ สองสายไหลทะลักออกจากรูจมูก

ตามด้วยดวงตา หู และมุมปาก...

เลือดทั้งเจ็ดสายวาดลวดลายสุดสยองลงบนใบหน้าที่เริ่มเน่าเปื่อยของเขา

ร่างของเขาหงายหลังตึงล้มลงไป

ตุบ!

ร่างอันหนักอึ้งกระแทกพื้น ฝุ่นคลุ้งกระจาย

จ้าว เซี่ยวเทียน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค สิ้นใจลงตรงนั้น ดวงตายังคงเบิกโพลง ภายในนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อที่ยังไม่จางหายไป

“อ๊ากกก—”

จ้าว เทียนอวี่ ที่อยู่ด้านข้างมองเห็นภาพนี้ แผดเสียงกรีดร้องผิดมนุษย์มนาออกมาจากลำคอ

เขาตะเกียกตะกายราวกับคนบ้า ถอยกรูดไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล หมายจะหนีไปให้พ้นจากขุมนรกแห่งนี้

แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ไม่ยอมฟังคำสั่งเลยแม้แต่น้อย

เขาทำได้เพียงเตะขาถีบอากาศอย่างไร้ผล กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งเปียกชื้นลุกลามออกมาจากเป้ากางเกงอย่างรวดเร็ว

เขาฉี่ราดเสียแล้ว

“หนีงั้นรึ”

สือ พั่วเทียน หันกลับมา ดวงตาเยือกเย็นจ้องมอง จ้าว เทียนอวี่

“อย่าเพิ่งรีบสิ ร่างกายของแกมีธาตุหยินพร่อง แถมยังกินยาของข้าเข้าไปแล้วด้วย เหมาะเจาะพอดีเชียว”

เขาก้าวเข้าไปหาทีละก้าว ราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์

“พวกข้างนอกนั่นหนวกหูจริงๆ เอามาทำเป็นนักรบหุ่นเชิดของข้า ช่วยขวางพวกแมลงวันน่ารำคาญพวกนั้นหน่อยก็แล้วกัน”

“ไม่... อย่านะ...”

จ้าว เทียนอวี่ ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล เนื้อเน่าๆ บนใบหน้าผสมกับเลือดและน้ำมูก ดูน่าขยะแขยงเหลือทน

เขาสติแตกอย่างสมบูรณ์ โขกศีรษะลงพื้นรัวๆ ไม่หยุด

“อาจารย์... ไม่สิ ปู่! ผมผิดไปแล้ว! ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ... ผมจะเอาเงินให้ท่านทั้งหมด! เงินทั้งหมดของตระกูลจ้าว! ยกให้ท่านหมดเลย!”

สือ พั่วเทียน เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วย่อตัวลง แสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่ถูกเลือดดำย้อมจนดำขลับ

“เงินงั้นรึ”

เขายื่นมืออันแห้งเหี่ยวออกไป กระชากผม จ้าว เทียนอวี่ แล้วเชิดหน้าขึ้น

“ข้าบอกไปแล้วไง ว่าของพรรค์นั้น ข้าไม่สนใจ”

มืออีกข้างล้วงขวดกระเบื้องเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ดึงจุกก๊อกออก กลิ่นเหม็นเน่าสุดจะบรรยายฟุ้งกระจายออกมาทันที

เขาบีบคาง จ้าว เทียนอวี่ บังคับให้อ้าปากออก

“อึก... อึก...”

ยาน้ำสีดำข้นคลั่กที่ไม่อาจบอกได้ว่าผสมจากสิ่งใด ถูกกรอกลงคอ จ้าว เทียนอวี่ อย่างไร้ความปรานี

จ้าว เทียนอวี่ ดิ้นรนอย่างรุนแรง ส่งเสียงครางอู้อี้เหมือนไก่ถูกบีบคอ

กรอกยาเสร็จ สือ พั่วเทียน ก็ปล่อยมือ โยนร่างนั้นทิ้งลงพื้นราวกับเศษขยะ

เขารวบสองนิ้วเข้าด้วยกัน เล็บแหลมคมดุจใบมีด จุ่มเลือดของ จ้าว เซี่ยวเทียน ที่ยังไม่แห้งดีบนพื้น แล้ววาดอักขระลงบนใบหน้า ลำคอ และหน้าอกของ จ้าว เทียนอวี่ อย่างรวดเร็ว

“อ๊ากกกกก—”

ในห้องลับ ดังก้องไปด้วยเสียงแผดร้องที่โหยหวนที่สุดในชีวิตของ จ้าว เทียนอวี่

นั่นไม่ใช่เสียงที่มนุษย์จะเปล่งออกมาได้

ผิวหนังบริเวณที่ถูกวาดอักขระทับ กลายเป็นสีดำและแข็งกระด้างอย่างรวดเร็ว ราวกับแผ่นหนังที่ถูกไฟเผา

กล้ามเนื้อปูดโปนและบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด ขยายตัวจนเสื้อผ้าฉีกขาดวิ่น

เล็บมือยาวขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีดำด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า โค้งงอราวกับตะขอ

เสียงร้องโหยหวนในห้องลับค่อยๆ แผ่วลงและแหบพร่าลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับสัตว์ป่า

ดวงตาของเขาสูญเสียแววแห่งชีวิตไปจนหมดสิ้น กลายเป็นสีเทาซีดเซียวไร้ซึ่งวิญญาณ

…………………………………

ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลจ้าว

ผู้หญิงหลายสิบคนที่ใบหน้าถูกชโลมด้วยยารักษาเพราะหน้าพัง พร้อมกับครอบครัวของพวกเธอ ชูไม้พลองและคบเพลิง ปิดล้อมคฤหาสน์ไว้ทุกทิศทางจนมดตัวเดียวยังรอดไปไม่ได้

เสียงสบถด่าด้วยความโกรธแค้นและเสียงร้องไห้ดังระงม

รถแท็กซี่คันหนึ่งจอดลงไม่ไกลนัก

หลินเฟิง ลงจากรถ เงยหน้ามองคฤหาสน์

เหนือคฤหาสน์ขึ้นไป ในจุดที่คนธรรมดามองไม่เห็น มีกลุ่มควันสีดำทึบกำลังหมุนวนและรวมตัวกัน ราวกับน้ำวนขนาดยักษ์

เขาขมวดคิ้ว

ไอความแค้นรุนแรงขนาดนี้ ซ้ำยังเจือปนไปด้วยกลิ่นที่คุ้นเคยและชวนสะอิดสะเอียน

เขาไม่ได้สนใจฝูงชนที่กำลังเกรี้ยวกราดรอบข้าง เดินตรงดิ่งไปยังประตูเหล็กดัดสลักลวดลายหนักอึ้งของคฤหาสน์

“แกเป็นใคร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

“ไสหัวไป! อย่ามาขวางทาง!”

บางคนสังเกตเห็นเขา จึงตะคอกใส่

หลินเฟิง ไม่พูดอะไร

เขาเดินไปหยุดหน้าประตู แล้วยกเท้าขวาขึ้น

เปรี้ยง—

เสียงดังกัมปนาท

ประตูเหล็กกล้าบานหนาหนัก บิดเบี้ยวผิดรูป แล้วพังครืนล้มพับเข้าไปด้านใน

โลกทั้งใบเงียบสงัดลงทันที

ทุกคนตกตะลึงกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง มองดูผู้ชายในชุดวอร์มธรรมดาๆ ที่ยืนอยู่หน้าประตู

“ใครน่ะ!”

ในลานคฤหาสน์ บอดี้การ์ดเจ็ดแปดคนที่ถือกระบองและกระบองไฟฟ้าพุ่งพรวดออกมา

พวกเขาเป็นกองกำลังคุ้มกันกลุ่มสุดท้ายของตระกูลจ้าว พอเห็นประตูที่พังทลาย และเห็น หลินเฟิง ยืนอยู่เพียงลำพัง จึงทำใจดีสู้เสือตีวงล้อมเข้ามา

หลินเฟิง ปรายตามองพวกเขารอบหนึ่ง

เพียงแค่แวบเดียว

บอดี้การ์ดคนที่พุ่งนำหน้ามา กระบองยางในมือหล่นดังแปะลงพื้น

เขาเข่าอ่อนยวบ

คนอื่นๆ ด้านหลังก็ชะงักฝีเท้า มือที่กำอาวุธสั่นพั่บๆ ราวกับเจ้าเข้า

หลินเฟิง มองพวกเขา ค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่กลับดังก้องเข้าไปในหูของทุกคนอย่างชัดเจน

“ไม่อยากตายก็ไสหัวไป”

บอดี้การ์ดพวกนั้นมองหน้ากัน ก่อนจะรีบทิ้งอาวุธในมือ ล้มลุกคลุกคลานหันหลังวิ่งหนีป่าราบ

หลินเฟิง ไม่มองพวกเขาอีก ก้าวข้ามประตูที่พังทลาย เดินเข้าไปในลานคฤหาสน์

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เจือปนด้วยกลิ่นเน่าเหม็นและกลิ่นน้ำยาโชยมาจากทางเข้าห้องใต้ดินที่ไม่ไกลนัก

จบบทที่ ตอนที่ 43 หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ วิกลจริตสุดขั้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว