- หน้าแรก
- ในโลกโอเวอร์ลอร์ด ผมขอไม่ประคองใครอีกต่อไป
- บทที่ 17 วิหารมนตราทมิฬ
บทที่ 17 วิหารมนตราทมิฬ
บทที่ 17 วิหารมนตราทมิฬ
บ้าเอ๊ย!
ไอ้สวะเอ๊ย!
แชลเทียร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางสบถคำราม ป่าที่หนาทึบบดบังทัศนวิสัยของเธอจนมืดมิด อีกทั้งเธอยังไม่มีความสามารถด้านการตรวจจับหรือเวทมนตร์สอดแนมติดตัวเลย
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แม้เดิมทีเธอจะอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียว แต่เธอก็ไม่อยากให้ภารกิจล้มเหลวป่นปี้จนต้องถูกตำหนิกลับมา
"จงออกมา ข้ารับใช้ หมาป่าวัมไพร์ไดร์วูล์ฟ"
เงาสีดำใต้เท้าของแชลเทียร์เริ่มสั่นไหว ก่อนที่อสูรกายรูปร่างคล้ายหมาป่าหลายตัวจะกระโจนออกมา พวกมันคือข้ารับใช้ที่มีความสามารถด้านการแกะรอยดีที่สุดในบรรดาสิ่งอัญเชิญของเธอ
"ฆ่าทุกคนที่อยู่ในป่านี้ให้สิ้น!"
แชลเทียร์แผดเสียงสั่งการอย่างเกรี้ยวกราด
หากเดมิเอิร์จอยู่ที่นี่ เขาคงได้แต่เอามือกุมขมับแล้วทอดถอนใจ ทว่าในยามนี้แชลเทียร์ที่ถูกครอบงำด้วยจิตสังหารกลับไม่หลงเหลือความเยือกเย็นพอที่จะไตร่ตรองสิ่งใด
ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ทั้งที่ความจริงแล้วเธอควรจะทำภารกิจให้สำเร็จอย่างง่ายดาย แล้วกลับไปยังนาซาริกเพื่อรอรับคำชมเชยจากผู้เป็นที่รักไม่ใช่หรือไง?
ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เล็บที่เคยแข็งแกร่งจนสามารถรับดาบของเบรน อังเกลาส์ได้สบายๆ บัดนี้กลับบิ่นหักเพราะแรงกัดของเธอเอง
"หืม?"
แชลเทียร์หยุดชะงักการกัดเล็บ เธอเบนสายตาไปทางทิศเหนือของผืนป่า ลึกเข้าไปในทิศทางนั้น สัมผัสทางจิตที่เชื่อมต่อกับหมาป่าวัมไพร์ไดร์วูล์ฟสองตัวขาดหายไปกะทันหัน คำอธิบายมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือพวกมันถูกอะไรบางอย่างฆ่าตาย
มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยงั้นหรือ?
แชลเทียร์มั่นใจว่าพวกมนุษย์ที่กำลังหลบหนีไม่มีพละกำลังพอที่จะสังหารหมาป่าของเธอได้
เพราะฉะนั้น...
"สุดท้ายก็มีคนนอกที่ไม่ใช่เป้าหมายถูกลากเข้ามาพัวพันจนได้สินะ"
แชลเทียร์รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอไม่มีเวลามานั่งครุ่นคิดอะไรให้มากความ
เธอแค่ต้องฆ่าทุกคนทิ้งให้หมดก็พอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น แชลเทียร์ก็พุ่งทะยานไปยังตำแหน่งที่สัมผัสของหมาป่าขาดหายไปในทันที
...
อีกด้านหนึ่งของผืนป่า มีกลุ่มคนสิบสองคนที่สวมยุทโธปกรณ์ครบครันยืนคุมเชิงอยู่
เบื้องหน้าของพวกเขาคือกลุ่มควันสีดำสองสายที่ค่อยๆ จางหายไป ซึ่งนั่นคือซากของหมาป่าวัมไพร์ไดร์วูล์ฟ
"เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าจะมีสัตว์ประหลาดแบบนี้อยู่ในป่าด้วย แบบนี้แสดงว่าพวกเรากำลังเข้าใกล้จอมราชันมังกรหายนะตามคำทำนายแล้วใช่ไหม?" ชายร่างกำยำเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ เขาถือโล่ขนาดมหึมาและครอบคลุมด้วยทักษะวิชาการต่อสู้เสริมพลังป้องกัน ผู้มีสมญานามว่า โล่ยักษ์หมื่นกำแพง ลำดับที่แปดแห่งวิหารมนตราทมิฬ
"จะเป็นจอมราชันมังกรหายนะจริงหรือเปล่ายังต้องถกกันอีกยาว แค่จะมาทึกทักว่าจอมราชันมังกรคืนชีพเพียงเพราะการสอดแนมถูกปิดกั้นมันออกจะดูเพ้อเจ้อไปหน่อย ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ป่านนี้หน่วยมนตราสุริยันจะกลับไปได้ครบสามสิบสองประการโดยไร้รอยขีดข่วนได้ยังไง?" ชายผู้ถือโซ่ตรวนเอ่ยขัด เขาคือ โซ่ตรวนสยบเทพ ลำดับที่เก้าแห่งวิหารมนตราทมิฬ
"นี่นายกำลังกังขาในวิชาพยากรณ์ของฉันงั้นเหรอ?" เสียงที่ควรจะฟังดูสดใสกลับเจือไปด้วยความหงุดหงิด ตัวเธอไม่ได้อยู่ที่นี่แต่คอยติดตามกลุ่มผ่านเวทมนตร์สอดแนม หญิงสาวผู้มีสมญานามว่า โหราศาสตร์พันลี้ ลำดับที่เจ็ดแห่งวิหารมนตราทมิฬ
"แน่นอนว่าผมเชื่อคุณ แต่ครั้งนี้มันดูปุบปับไปหน่อยไม่ใช่หรือไง? ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจอมราชันมังกรหายนะจะใช้สัตว์เวทมนตร์ประเภทหมาป่าเป็นข้ารับใช้น่ะ" โซ่ตรวนสยบเทพพยายามอธิบาย
"คำพยากรณ์ไม่ได้ระบุว่าเป็นจอมราชันมังกรหายนะ บอกแค่ว่าจะเกิดสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังขึ้นในแถบนี้ ส่วนสาเหตุที่สงสัยว่าเป็นจอมราชันมังกร ก็เพียงเพราะตอนที่ฉันกำลังเฝ้าติดตามกาเซฟ การสอดแนมของฉันกลับถูกสกัดกั้น ซึ่งในบรรดาสัตว์ประหลาดที่มีความสามารถระดับนั้น โอกาสที่จะเป็นการคืนชีพของจอมราชันมังกรหายนะย่อมมีมากที่สุด" โหราศาสตร์พันลี้กล่าว
ไม่ใช่ว่าศาสนจักรหรือโหราศาสตร์พันลี้จะเป็นพวกสายตาสั้น แต่ใครจะไปจินตนาการออกว่า สิ่งที่ปิดกั้นการสอดแนมของเธอได้อย่างสมบูรณ์แท้จริงแล้วคือกระจกสอดแนมที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไกลโพ้น
แม้ว่ากระจกสอดแนมนั้นจะเป็นเพียงไอเทมระดับต่ำ แต่ด้วยพลังของม้วนคัมภีร์เวทมนตร์และการเสริมพลังจากมานาของโมมอนกะ เวทมนตร์สอดแนมธรรมดาๆ ของโหราศาสตร์พันลี้จึงถูกกลบฝังอย่างสิ้นเชิง
"เอาเถอะ จะใช่จอมราชันมังกรหายนะหรือไม่ ตราบใดที่เป็นสัตว์ประหลาดที่ทรงพลัง การที่พวกเรารวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว"
ชายที่เดินนำหน้าสุดเอ่ยขึ้น ดูจากรูปลักษณ์แล้วเขายังดูเยาว์วัยมาก มีเรือนผมยาวสลวยและใบหน้าที่ประณีตจนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
คุโระ หัวหน้าหน่วยวิหารมนตราทมิฬ เขาคือหนึ่งในสาม 'บุตรแห่งพระเจ้า' ของศาสนจักรที่มีสายเลือดเทพเจ้าตื่นขึ้นในกาย ก่อนที่จะได้พบกับบุตรแห่งพระเจ้าคนอื่นที่แข็งแกร่งกว่า เขาเคยมั่นใจมาตลอดว่าตนเองคือผู้ที่ไร้เทียมทานที่สุด ทว่าแม้จะเคยพ่ายแพ้อย่างยับเยินมาแล้ว ศาสนจักรก็ยังคงให้การยอมรับในความแข็งแกร่งของเขา
"คุณท่านไคริ มีปัญหาอะไรไหมครับ?"
คุโระหันไปมองหญิงชราที่ถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง เธอชราภาพมากเสียจนริ้วรอยบนใบหน้าทับซ้อนกันราวกับทิวเขา ทว่าสิ่งที่ดูขัดกับวัยของเธอก็คือชุดกี่เพ้าที่เผยให้เห็นผิวพรรณ ปักลวดลายมังกรทะยานห้าเล็บอย่างประณีต
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขากล้าเผชิญหน้ากับจอมราชันมังกรหายนะด้วยจำนวนคนเพียงสิบกว่าคน แม้คุโระจะแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะปกป้องทุกคนได้เมื่อต้องสู้กับสัตว์ประหลาดในตำนาน ทว่าด้วยชุดกี่เพ้าชุดนี้ คนอื่นๆ จะไม่เป็นภาระอีกต่อไป พวกเขาเพียงแค่ต้องช่วยถ่วงเวลาให้คุโระเพื่อให้ไอเทมทำงานได้สำเร็จ
ล่มเมืองสยบแคว้น
ไอเทมระดับโลกที่ตกทอดมาจากหกมหาเทพ ตราบใดที่เป้าหมายไม่ได้ครอบครองเวทมนตร์ต้นกำเนิด พวกเขาก็จะสามารถควบคุมเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ด้วยไอเทมชิ้นนี้
สัตว์เวทระดับราชันมังกร
นั่นมีค่าคู่ควรพอที่จะให้วิหารมนตราทมิฬระดมสมาชิกส่วนใหญ่มารวมตัวกัน
และในตอนนี้ ไคริคือบุคคลเพียงคนเดียวในศาสนจักรที่สามารถใช้งาน 'ล่มเมืองสยบแคว้น' ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมแม้เธอจะไร้ซึ่งพละกำลังในการต่อสู้ แต่เธอก็ยังคงได้รับความเคารพยำเกรงจากทุกคน
"ไม่มีปัญหา" ไคริตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าตามวัย
"อีกไกลแค่ไหนจะถึงจุดที่คำพยากรณ์ระบุไว้?" คุโระถาม
"คำพยากรณ์บอกว่าอยู่แถวๆ นี้แหละ" โหราศาสตร์พันลี้ตอบกลับ
ทุกคนกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่แน่นอนว่าไม่พบสิ่งใด
"หรือเป็นเพราะพวกเราฆ่าหมาป่าพวกนั้นไป เจ้านั่นก็เลยรู้ตัวว่าลูกน้องถูกกำจัด แล้วกำลังจะออกมาหาเราเอง?" โซ่ตรวนสยบเทพคาดการณ์
นั่นก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
กลุ่มคนที่กำลังสับสนต่างแลกเปลี่ยนสายตากัน ก่อนที่คุโระจะออกคำสั่งให้ทุกคนรออยู่กับที่
เพียงไม่นาน เมื่อร่างหนึ่งกระโจนออกมาจากชายป่าด้วยความเร็วที่เหนือคณา สติสัมปชัญญะของทุกคนก็พลันตึงเครียดขึ้นในทันที
หลังจากนั้น...
"คุณท่านไคริ ใช้ไอเทมชิ้นนั้นเลยครับ" คุโระตัดสินใจในทันที
ไม่ว่าจะเป็นจิตสังหารอันน่าหวาดหวั่นที่แผ่ออกมาจากเด็กสาวคนนั้น หรือออร่าเย็นเยียบที่ทำให้ขนหัวลุก ทุกอย่างล้วนบ่งบอกว่าเธอไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มาดี
ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องสังเกตการณ์ เพียงแค่สบตาและสัญชาตญาณเพียงแวบเดียว คุโระก็ตัดสินใจใช้ 'ล่มเมืองสยบแคว้น' ทันที
ในป่าแห่งนี้ ในพื้นที่แถบนี้ คงไม่มีตัวตนใดจะแข็งแกร่งไปกว่าเธออีกแล้ว
คุโระชักหอกออกมา และรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ เข้าขวางเส้นทางของแชลเทียร์ ไคริเริ่มเปิดใช้งานไอเทมล่มเมืองสยบแคว้นทันที มังกรทะยานห้าเล็บที่ปักอยู่บนชุดกี่เพ้าพลันดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา
จิตใจของแชลเทียร์เกิดความพร่าเลือนไปชั่วครู่ เธอเข้าใจความหมายของความรู้สึกนี้ดี และเพราะเข้าใจนั่นเอง อารมณ์ที่เรียกว่าความตระหนกจึงพวยพุ่งขึ้นมาทันที
การควบคุมจิตใจงั้นเหรอ?
ตัวเธอที่เป็นเผ่าอันเดดเนี่ยนะ จะถูกควบคุมจิตใจได้?
"วิ้ง—"
วินาทีต่อมา ความรู้สึกเย็นวาบสายหนึ่งไหลผ่านใบหูและแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย รูม่านตาของแชลเทียร์ขยับไหว เธอเหลือบมอง 'หยาดน้ำตาแห่งราตาโทสค์' ที่กำลังเปล่งแสงสลัวออกมา
คำตอบนั้นชัดแจ้งอยู่ตรงหน้า
หยาดน้ำตาแห่งราตาโทสค์ไม่ได้มีความสามารถในการต้านทานการควบคุมจิตใจ แต่มันมีเหตุผลเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้
นั่นคือ ไอเทมระดับโลกจะไม่มีผลใดๆ ต่อผู้ที่ครอบครองไอเทมระดับโลกอีกชิ้นอยู่กับตัว
ยัยแก่คนนี้ เพิ่งจะใช้ไอเทมระดับโลกออกมา!