เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: นี่มันเค้กจริงๆ งั้นเหรอ?

บทที่ 12: นี่มันเค้กจริงๆ งั้นเหรอ?

บทที่ 12: นี่มันเค้กจริงๆ งั้นเหรอ?


ห้องครัวชั้นล่างของคาเฟ่แมวกวงเตี้ยน ณ เมืองมิโอ

ชูการ์นั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนเก้าอี้กลมตัวเล็ก นัยน์ตาจับจ้องเข็มนาฬิกาบนเตาอบที่กำลังหมุนไปอย่างไม่วางตา

ทันใดนั้น เสียง "ติ๊ง" ก็ดังขึ้นพร้อมกับเตาอบที่ตัดไฟ หูแมวสีควันบุหรี่สองข้างบนหัวของชูการ์กระดิกตั้งชันขึ้นมาทันที เธอรีบลุกพรวดขึ้นไปดึงประตูเตาอบออก

มวลอากาศร้อนระอุพวยพุ่งออกมา เผยให้เห็นก้อนเค้กรูปร่างประหลาดตาที่ดูคล้ายกับพื้นรองเท้า แถมสีสันของมันยังใกล้เคียงกับอุจจาระแห้งไม่มีผิดเพี้ยน

ชูการ์ "..."

เสิ่นเฉิงที่เดินเข้ามาดู "..."

ขั้นตอนก็ไม่ได้ผิดเพี้ยน แถมยังอบในเตาอบแท้ๆ แล้วเธอไปทำอีท่าไหนถึงได้อบไอ้ก้อนประหลาดนี่ออกมาได้ล่ะเนี่ย?!

เมื่อเห็นหูแมวของชูการ์ลู่ตกลงอย่างหงอยเหงา เสิ่นเฉิงก็ยื่นมือไปลูบหัวเธอเบาๆ พลางเอ่ยปลอบใจด้วยคำพูดที่ขัดกับความรู้สึก "ที่จริง เค้กก้อนแรกที่ฉันทำก็หน้าตาประมาณนี้แหละ..."

เหมือนกันกับผีสิ! ต่อให้มีมืออาชีพคอยชี้แนะ แต่ถ้าทำออกมาได้สภาพนี้ พรสวรรค์ด้านนี้ของเธอคงติดลบไปแล้วกระมัง?!

"ติ๊ง" เตาอบอีกเครื่องตัดไฟลงในตอนนั้นพอดี เสิ่นเฉิงหันไปมองตามสัญชาตญาณ และเห็นชีสสวมถุงมือกันความร้อนยกเค้กออกจากเตาอบ เค้กก้อนนั้นมีสีเหลืองทองอร่าม รูปทรงสมบูรณ์แบบ แค่เห็นก็ชวนให้น้ำลายสอแล้ว

เสิ่นเฉิง "..."

สรุปแล้วคนที่ดูซุ่มซ่ามที่สุด กลับกลายเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดงั้นเหรอ?

ขั้นตอนต่อไปคือการบีบครีมตกแต่ง ในขั้นตอนนี้เองที่ความซุ่มซ่ามของชีสได้เผยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เห็นได้ชัดว่าชีสตั้งใจจะวาดรูปแมว แต่เธอกลับละเลงครีมเปะปะไปทั่วจนเค้กที่อบมาอย่างดีกลายเป็นเค้กครีมลายโมเสกสุดเละเทะ มิหนำซ้ำยังประดับสตรอว์เบอร์รีสองลูกแทนดวงตา ทำให้หน้าตามันดูน่าสะพรึงกลัวสุดๆ

ในทางกลับกัน ชูการ์จัดการปาดครีมลงบนเค้กพื้นรองเท้าเป็นชั้นแรก จากนั้นก็ประดับผลไม้เรียงกันเป็นวงกลมอย่างประณีต ปิดท้ายด้วยการใช้ซอสช็อกโกแลตวาดรูปหัวแมวสุดน่ารักสองหัว เปลี่ยนเค้กหน้าตาพิลึกพิลั่นให้กลายเป็นขนมหวานที่ดูน่าลิ้มลองขึ้นมาทันตาเห็น

ฝีมือระดับนี้จะเรียกว่าชุบชีวิต... ไม่สิ ต้องเรียกว่าปลุกผีขึ้นมาจากหลุมถึงจะถูก!

เสิ่นเฉิงเห็นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "บางทีถ้าพวกเธอสองคนช่วยกันทำ เค้กคงจะออกมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยล่ะ!"

และแล้วก็ถึงเวลาชิมรสชาติ แม้ตอนนี้เค้กของชูการ์จะดูน่ากินมากแค่ไหน แต่เสิ่นเฉิงก็ได้เห็นสภาพเนื้อในของมันมาตั้งแต่แรกแล้วและคงจะไม่มีทางลืมภาพนั้นลง เขาจึงเลือกที่จะชิมเค้กของชีสก่อน

ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของชีส เสิ่นเฉิงตัดเค้กครีมลายโมเสกชิ้นเล็กๆ เข้าปาก เนื้อเค้กนุ่มละมุนลิ้นเกินคาด รสชาตินับว่าดีงามผิดหูผิดตา

ทว่าวินาทีต่อมา ความหวานแสบคอราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้งก็ทุบเปรี้ยงเข้าที่ต่อมรับรสของเสิ่นเฉิง ความหวานเลี่ยนพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง ทำให้ใบหน้าของเสิ่นเฉิงบิดเบี้ยวด้วยความทรมานในพริบตา

เขาคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาสาดน้ำเปล่าลงคอรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง เสิ่นเฉิงหอบแฮก หรี่ตามองชีส "เธอใส่น้ำตาล ลงไปเยอะแค่ไหนเนี่ย?"

ชีสหันหน้าหนีอย่างรู้สึกผิด หางของเธอแกว่งไกวไปมาด้วยความกระวนกระวาย ก่อนจะชูถุงน้ำตาลทรายขาวที่เหลืออยู่เพียงครึ่งถุงในมือขึ้นมาเงียบๆ

เสิ่นเฉิง "..."

ฉันจำได้ว่าน้ำตาลทรายถุงนี้เพิ่งจะแกะถุงใหม่เลยไม่ใช่รึไง?

นี่เธอสาดน้ำตาลทรายลงไปครึ่งถุงรวดเดียวเลยเรอะ?!

สมองของเสิ่นเฉิงเต้นตุบๆ เพราะความหวานของเค้ก ชูการ์ยื่นแก้วน้ำอีกใบส่งให้เสิ่นเฉิง เขารับมันมาแล้วนั่งพักฟื้นอยู่บนเก้าอี้พักใหญ่ กว่าจะรวบรวมความกล้ามาชิมเค้กของชูการ์ต่อได้

เมื่อสบตากับแววตามุ่งมั่นของชูการ์ เสิ่นเฉิงก็ตักเค้กพื้นรองเท้าเข้าปากด้วยมือที่สั่นเทา

และหลังจากนั้น... ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้นอีกเลย

เสิ่นเฉิงรู้สึกเพียงแค่เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทในหัว จากนั้นเขาก็เห็นชูการ์แยกร่างออกเป็นสามคนในลานสายตา ภายในใจมีฝูงม้านับหมื่นตัวควบตะบึงผ่านไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขากินเค้กประหลาดๆ มาแทบจะทุกรูปแบบแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินเค้กที่มาพร้อมกับสกิลติดตัวเป็นเวทมนตร์ภาพลวงตา

เขานั่งนิ่งเงียบอยู่บนเก้าอี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งสถานะภาพหลอนเลือนหายไป ในที่สุดเสิ่นเฉิงก็ยันโต๊ะพยุงตัวลุกขึ้นยืน

ถึงจุดนี้ เสิ่นเฉิงก็ตระหนักได้ว่าชาตินี้เขาก็คงไม่มีทางกินเค้กสองก้อนนี้หมดแน่ๆ เขาจึงปัดมืออย่างไม่ใส่ใจ จัดการตัดแบ่งเค้กออกเป็นหลายๆ ชิ้นแล้วนำไปแจกจ่ายให้ลูกค้า

ยังไงเสีย นี่ก็เป็นเค้กก้อนแรกของชีสและชูการ์ จะให้ทิ้งไปเฉยๆ ก็คงจะโหดร้ายเกินไปหน่อย

เหล่าลูกค้าไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าพวกเขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด รู้เพียงแต่พากันเอ่ยปากชื่นชมในความใจป้ำของเถ้าแก่เสิ่นเสียงเซ็งแซ่ ซึ่งนั่นทำให้เสิ่นเฉิงแทบจะไม่กล้ามองหน้าลูกค้าหลังจากที่พวกเขากินเค้กเข้าไปแล้ว

"นี่คือเค้กก้อนแรกของชีสและชูการ์ครับ มันมีความหมายมากๆ ผมก็เลยอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้ลองชิมกัน"

เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นเฉิง ดวงตาของลูกค้าหลายคนก็ลุกวาวขึ้นมาทันที

โจวต้งเหลียงรีบตั้งกล้องมือถือเตรียมทำโชว์กินจุทันที "พี่น้องทั้งหลาย นี่คือเค้กแห่งความรักที่น้องสาวหูแมวแห่งคาเฟ่แมวกวงเตี้ยนตั้งใจทำขึ้นมาเชียวนะ ผมจะซัดให้หมดเดี๋ยวนี้แหละ ส่วนพวกคุณก็ตามสบายเลย! ลุยเลย !...แหวะ!"

ปฏิกิริยาของลูกค้ารายอื่นก็ไม่ได้ต่างกันนัก ทั่วทั้งคาเฟ่แมวจึงมีแต่เสียงโก่งคออาเจียนดังระงม

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาอาฆาตแค้นของทุกคน เสิ่นเฉิงก็รีบหลบฉากไปอยู่ด้านหลังสาวหูแมวทั้งสองอย่างหน้าตาเฉย

และเมื่อสบตากับดวงตาอันน่าสงสารของสาวหูแมวทั้งสอง ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกัดฟันกลืนเค้กลงคอไปอย่างเงียบๆ

"ไหนๆ ก็กินฟรีแล้ว ทนกินๆ เข้าไปเถอะ!"

"เพื่อรอยยิ้มของน้องสาวหูแมว ฉัน... แหวะ!"

"อุแหวะ! อ่อก! แหวะ!"

นักเลงขาโหดหน้าตาน่ากลัวที่เคยก่อเรื่องฮือฮาตอนที่ก้าวเข้ามาในร้านครั้งแรก ยัดเค้กชิ้นโตเข้าปากไปรวดเดียว เส้นเลือดหลายเส้นปูดโปนขึ้นมาบนหัวล้านเลี่ยนของเขาทันที แต่เขาก็ยังคงฝืนเคี้ยวอย่างยากลำบากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลืนมันลงไปจนหมด

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนที่อยู่รอบๆ ชายหน้าโหดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "อาหาร... ไม่ควรถูกกินทิ้งกินขว้าง!"

ชีสและชูการ์หันขวับกลับมา ชีสส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นเป็นคนแรก "เจ้านาย เจ้านาย! เค้กของพวกเราขายดีเทน้ำเทท่าเลยเหมียว!"

ชูการ์ไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าของเธอก็ดูมีความสุขมากเช่นกัน

คนที่ฮอตฮิตน่ะมันพวกเธอสองคนต่างหากเล่า!

ในที่สุด ด้วยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของทุกคน เค้กทั้งสองก้อนก็ถูกจัดการจนหมดเกลี้ยง

อืม ไม่มีอาหารเหลือทิ้ง น่าชื่นชมจริงๆ

เสิ่นเฉิงหันหน้าไปมองก็เห็นโจวต้งเหลียง ผู้ซึ่งรับเคราะห์กินเค้กเข้าไปมากที่สุด กำลังนอนหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ สองตาเหม่อมองเพดานอย่างเลื่อนลอย น้ำตาใสๆ สองสายไหลรินลงมาเงียบๆ

เอาเถอะ ดูเหมือนว่าหลังจากนี้คงต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เสียแล้ว หากจะปล่อยให้แมวสองตัวนี้เข้ามาวุ่นวายในห้องครัว

และแล้วเวลาปิดร้านก็มาเยือนอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างพากันเดินออกจากคาเฟ่แมวไปอย่างเป็นระเบียบด้วยความอาลัยอาวรณ์

"คุณลูกค้าคะ... คุณลูกค้า..." ชีสเดินเข้าไปหาชายหน้าโหดที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการลูบคลำแมวอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วเอ่ยขึ้น "ร้าน... ร้านเรากำลังจะปิดแล้วค่ะเหมียว..."

"หืม?" ชายหน้าโหดที่กำลังเพลิดเพลินกับการลูบแมวได้ยินเช่นนั้น ก็ตวัดสายตาอันเฉียบคมดุดันราวกับเหยี่ยวมองมาที่ชีส ทำเอาชีสตกใจกลัวจนแทบจะร้องไห้โฮ

จากนั้น ชายหน้าโหดก็ลูบหัวล้านของตัวเองอย่างเก้อเขินพลางฉีกยิ้มกว้าง "ต้องขอโทษด้วยครับ ผมเพลินจนลืมดูเวลาไปเลย"

"เหมียว..." บางทีอาจเป็นเพราะชายหน้าโหดคนนี้เป็นทาสแมวขั้นรุนแรง เขาถึงได้ดูเป็นมิตรกับชีสอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่น่าเสียดาย ที่ชีสไม่ได้ปลื้มรอยยิ้มของชายหน้าโหดคนนี้เลยสักนิด!

น่ากลัวเกินไปแล้วเหมียว...

จบบทที่ บทที่ 12: นี่มันเค้กจริงๆ งั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว