- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 46 - คำสั่งที่ล้มเหลวและปุ๋ยคอก
บทที่ 46 - คำสั่งที่ล้มเหลวและปุ๋ยคอก
บทที่ 46 - คำสั่งที่ล้มเหลวและปุ๋ยคอก
บทที่ 46 - คำสั่งที่ล้มเหลวและปุ๋ยคอก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"นอกจากนี้นายท่าน ข้าคิดว่าดินแดนแห่งรัตติกาลต้องการบ้านเรือนที่เหมาะสมขอรับ พวกทาสต้องเบียดเสียดกันอยู่ในเต็นท์ที่ทำจากไม้ผุและเศษผ้า แต่นี่ยังไม่แย่ที่สุด ที่เลวร้ายกว่าคือแม้แต่อิสระชนก็ไม่มีบ้านให้อยู่ เรื่องนี้อาจสร้างความขุ่นเคืองให้ชาวเมืองได้ หากนายท่านใส่ใจความรู้สึกของพวกเขานะขอรับ"
"ปัญหาเรื่องนี้ต้องใช้เวลาแก้ไข" ฟีลด์ดึงแผนที่สำรองออกมาจากชั้นหนังสือแล้วยื่นให้เทย์ต "รอฉันยึดป่าทางทิศตะวันออกและเหมืองหินกลับคืนมาได้ ปัญหาเรื่องบ้านถึงจะพอมีทางแก้ นอกจากนี้ฉันยังต้องวางแผนเรื่องการเลือกสถานที่ด้วย แผนที่แผ่นนี้ให้นายเอาไป มีความคิดเห็นอะไรก็บอกได้ทันที"
"ขอรับ นายท่าน" เทย์ตสัมผัสได้ถึงความไว้วางใจและการสนับสนุน
แม้ว่าดินแดนแห่งรัตติกาลจะดูแย่ยิ่งกว่าสลัมเมื่อเทียบกับเมืองเมเปิล ทว่าที่นี่กลับดูเหมือนมีบางสิ่งใหม่เอี่ยมกำลังงอกงามขึ้นมา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สาวใช้ยกพุดดิ้ง ขนมปังขาว และนมแพะเข้ามา ในดินแดนไม่มีแม่วัวนม มีเพียงวัวเนื้อ โชคดีที่นมแพะก็รสชาติไม่เลว เพียงแต่มีปริมาณน้อยไปหน่อย
อาชิน่าสวมชุดกระโปรงยาวเข้ารูปแต่งขอบลูกไม้สไตล์ขุนนาง นี่คือชุดที่ฟีลด์ซื้อมาจากเมืองเมเปิลและนำมาปรับแก้เล็กน้อยตามรสนิยมของเขา
แม้ว่าอาชิน่าจะชอบชุดสาวใช้ของเธอมาก แต่ในเมื่อวันนี้เป็นวันหยุด เธอจึงไม่ได้สวมชุดทำงาน
อาชิน่าในชุดกระโปรงตัวติดกันทำให้ฟีลด์แทบจะไม่กล้ามองตรงๆ เขาต้องทำใจอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะกลับมาสงบนิ่งได้ตามปกติ
เส้นผมยาวสยายอย่างอิสระ อาชิน่าใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ดวงตาที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนและดุดันหรี่ลงครึ่งหนึ่งดูเหม่อลอย ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ถุงเท้ายาวผ้าไหมสีขาวแนบสนิทไปกับเรียวขาที่สวยงามสมบูรณ์แบบ ดูสูงส่งและสง่างาม ท่านั่งไขว่ห้างของเธอดันให้เห็นถึงสัดส่วนลึกลับที่ชวนให้หลงใหล
ในยุคสมัยนี้มีถุงเท้าผ้าไหมอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เนื้อผ้าแบบบางเฉียบเหมือนในยุคปัจจุบัน ถุงเท้าผ้าไหมในตอนนี้ค่อนข้างหนา มองเห็นเพียงแสงสะท้อนสีเนื้อจางๆ แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกโป๊เปลือยแต่อย่างใด
ไม่ใช่ท่านั่งที่แข็งทื่อและเคร่งครัดแบบคุณหนูตระกูลขุนนาง นิ้วเท้าของอาชิน่าที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงเท้าผ้าไหมยังคงคีบรองเท้าแตะแกว่งไปมาอย่างยั่วยวน
หากขุนนางคนอื่นมาเห็นคงรู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท แต่ฟีลด์ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้อาชิน่าปลดปล่อยสัญชาตญาณความร่าเริงของอมนุษย์หมาป่าออกมา ดังนั้นเขาจึงสอนแค่ธรรมเนียมขุนนางและมารยาทสมัยใหม่บางส่วนเท่านั้น ไม่ได้สอนกฎเกณฑ์หัวโบราณทั้งหมด
อย่างไรเสียที่นี่ก็คือดินแดนแห่งรัตติกาล ฟีลด์คือผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
"วันนี้ต้องการให้ข้าทำอะไรหรือเจ้าคะ" อาชิน่าใช้ช้อนเงินตักพุดดิ้งเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา หลังจากลิ้มรสความหวานเสร็จ อาชิน่าก็กะพริบตาโตแล้วเสนอว่า "พวกเราไปตามล่าหาสมบัติกันดีไหมเจ้าคะ หากหาของล้ำค่าเจออีกก็คงจะดีไม่น้อย"
การค้นพบไวน์และคัมภีร์เวทมนตร์ก่อนหน้านี้ ทำให้ดินแดนแห่งรัตติกาลได้รับรายได้ก้อนโต อาชิน่าจึงค่อนข้างหมกมุ่นอยู่กับการหาสมบัติ
"วันนี้ไม่ไปหรอก ถ้าเธออยากไปก็ไปลงพื้นที่กับฉันได้นะ" ฟีลด์ขมวดคิ้วดื่มนมแพะจนหมด ของพรรค์นี้คาวมาก พ่อครัวยังใส่เกลือลงไปอีก รสชาติไม่ได้เรื่องเลย
อาชิน่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทวนคำแปลกประหลาดนี้ซ้ำ "ลงพื้นที่หรือเจ้าคะ"
"อะแฮ่ม หมายถึงไปชี้แนะการทำงานของพวกชาวนาและทาสน่ะ"
"ตกลงเจ้าค่ะ ไปด้วยกัน" อาชิน่าตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด
เมื่อเดินออกจากไร่ไวน์ขนาดใหญ่ ก็สามารถมองเห็นค่ายทาสที่วุ่นวายได้อย่างชัดเจน ทว่าตอนนี้ด้านในกลับไม่มีคนอยู่ พวกทาสถูกเทย์ตไล่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ทาสไม่มีอาหารเช้าให้กิน แม้แต่เวลาพักกินข้าวก็ยังถูกตัดออกไป พูดให้ถูกคือแม้แต่อิสระชนก็ยังไม่กินอาหารเช้าด้วยซ้ำ เพราะของแบบนี้มันหรูหราเกินไป
คนธรรมดาในยุคกลางกินอาหารวันละสองมื้อ มื้อกลางวันเรียกว่าการทำลายการถือศีลอด ซึ่งกินกันอย่างเป็นทางการและต้องสวดมนต์ขอบคุณเทพเจ้า ส่วนมื้อเย็นจะกินตามสบาย ฟีลด์เคยสังเกตมาแล้ว ที่บอกว่ากินมื้อเย็น จริงๆ แล้วก็เหมือนเป็นมื้อดึก เพราะพวกอิสระชนจะกินน้อยมากในตอนกลางคืน
ส่วนอาหารเช้าถูกเรียกว่ามื้อเล็กทำลายการถือศีลอด โดยทั่วไปจะมีแค่ขุนนางเท่านั้นที่กิน ทั้งยังต้องใส่ใจมารยาทของขุนนางด้วย เช่น ห้ามยกอาหารเช้ากลับไปกินในห้อง ก่อนกินอาหารแต่ละจานต้องล้างมือด้วยอ่างน้ำตื้นและผ้าขนหนู
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญอะไร ฟีลด์ยังคงกินอาหารตามธรรมเนียมการกินของตัวเอง
"ฉันชักจะเสียใจที่ไม่ได้ขี่ม้ามาแล้วสิ"
เพิ่งเดินไปได้แค่สองก้าว ฟีลด์ก็เอามือกุมขมับด้วยความไร้คำจะพูด ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยกองมูลสัตว์และสิ่งปฏิกูลเรี่ยราดไปหมด ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ได้ แต่มันก็ต้องผ่านการหมักทำปุ๋ยก่อน
"เห็นได้ชัดว่าคำสั่งก่อนหน้านี้ของฉันล้มเหลวไม่เป็นท่า" ฟีลด์มองไปรอบๆ ไม่เห็นวี่แววของคาออส จึงหันไปพูดกับสาวใช้ที่ชื่อซิสเซอร์ว่า "ไปเรียกตาแก่คาออสมา แล้วก็เรียกอิสระชนที่มีปากมีเสียงพูดคุยรู้เรื่องมาด้วย"
ไม่นานนักคาออสก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วนใจ โดยมีชายชราคนหนึ่งเดินตามมาด้วย เขาชื่อผู้เฒ่าพิราบ ผู้เฒ่าพิราบเดิมทีเป็นชาวบ้านจากป้อมปราการคาชาน หลังจากที่ถูกฟีลด์ใช้ลูกไม้ดึงตัวมา เขาก็กลายเป็นหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่ไปโดยปริยาย สามารถช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้กับพวกอิสระชนได้ อย่างเช่น ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้านและปัญหาครอบครัว
"นายท่าน อรุณสวัสดิ์ขอรับ" ทั้งสองคนค้อมตัวทำความเคารพพร้อมกัน
"อรุณสวัสดิ์" ฟีลด์ยิ้มให้พวกเขา ก่อนจะเอ่ยถาม "ปัญหาเรื่องการขับถ่ายเรี่ยราดยังคงแก้ไขได้ยากอยู่หรือ ลองเล่าปัญหาที่นายพบมาให้ฟังหน่อยสิ"
คาออสพูดด้วยความรู้สึกผิด "พวกเขาจำนวนมากเกินไปขอรับ แถมแต่ละคนยังโง่เง่าเหมือนหมู พอคำตักเตือนหลุดออกจากปากข้า สมองทึบๆ ของพวกเขาก็ลืมมันไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ถ้าแค่ตักเตือนด้วยปากเปล่า พวกเขาก็ไม่เห็นหัวข้าเลยสักนิด ซ้ำยังทำตัวหน้าด้านหน้าทน เอาแต่เถียงว่าเป็นความผิดครั้งแรกขอรับ"
ก็จริง ขนาดคนแก่บางคนในยุคปัจจุบันเวลาทำเรื่องแย่ๆ การตักเตือนด้วยปากเปล่าก็ใช้ไม่ได้ผลเหมือนกัน พวกเขาทำเหมือนคำพูดของคุณเป็นแค่เสียงผายลม
แถมก่อนหน้านี้เขายังใจดีให้โอกาสคนละสามครั้ง คนตั้งหลายร้อยคน แต่ละคนได้โอกาสสามครั้ง แค่นี้ก็ทำให้ดินแดนแห่งรัตติกาลเต็มไปด้วยขยะแล้ว
หมดเวลาพูดจาดีๆ แล้ว ถึงเวลาที่ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ฟีลด์แทบอยากจะยึดอุปกรณ์ก่อเหตุของพวกมันมาให้หมด
"ประกาศออกไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครขับถ่ายเรี่ยราด จับได้จะถูกลงโทษทันที อิสระชนปรับหนึ่งเหรียญทองแดง ถ้าไม่มีเงินก็โดนเฆี่ยนหนึ่งที ส่วนพวกทาสลงโทษหนักกว่าสามเท่า ปรับสามเหรียญทองแดงหรือโดนเฆี่ยนสามที ไม่มีคำเตือนอะไรอีกแล้ว" ฟีลด์หน้าดำคร่ำเครียด "นอกจากนี้ ให้จัดตั้งกลุ่มเด็กและผู้หญิงในหมู่ทาส ทำหน้าที่เก็บมูลสัตว์ทุกวัน แล้วเอาไปกองรวมกันไว้"
ช่างเป็นขุนนางที่รักความสะอาดและชอบทำเรื่องวุ่นวายเสียจริง ผู้เฒ่าพิราบคิดในใจ ก็แค่มูลสัตว์ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าจะเสียแรงเอามันมากองรวมกันทำไม หรือว่าจะเอาไปปั้นเป็นรูปปั้นกัน
"พวกเจ้าทำนาเป็นไหม รู้จักการใส่ปุ๋ยและหมักปุ๋ยคอกหรือเปล่า" ฟีลด์หันไปถามผู้เฒ่าพิราบ
"ใส่ปุ๋ยหรือ" ผู้เฒ่าพิราบทำหน้ามึนงง "พวกเราเป็นแค่การรดน้ำ ถอนหญ้า และจับแมลง แน่นอนว่ายังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสวดมนต์ สวดภาวนาต่อเทพีเพื่อขอให้ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์"
"เอ่อ"
ฟีลด์มุมปากกระตุก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนในยุคนี้ถึงมีจำนวนไม่มาก แถมอาหารก็ยังไม่พอประทังชีวิตจนต้องอดตายกันอยู่เสมอ ต่อให้เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์แค่ไหน หากปลูกพืชติดต่อกันบ่อยครั้ง สารอาหารในดินก็ย่อมหมดไปอยู่ดี
"ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าควรจะต้องใส่ปุ๋ย" ฟีลด์ชี้ไปที่พื้นที่เพาะปลูก "นำมูลสัตว์พวกนั้นไปกองรวมกันไว้ รอจนกว่าจะปลูกพืชผล ค่อยเอาไปใช้รดน้ำบำรุงดิน"
"เทพีแห่งการเก็บเกี่ยวอยู่เบื้องบน ข้าได้ยินอะไรเนี่ย ข้าควรจะฉีกหูตัวเองทิ้งไปซะ"
ผู้เฒ่าพิราบเหลือกตาขึ้นบน แทบจะเส้นเลือดในสมองแตกตาย หากคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ท่านลอร์ดฟีลด์ ผู้เฒ่าพิราบคงง้างหมัดพุ่งเข้าไปซัดหน้าแล้ว
[จบแล้ว]