- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 43 - การสนทนากับแม่ชี
บทที่ 43 - การสนทนากับแม่ชี
บทที่ 43 - การสนทนากับแม่ชี
บทที่ 43 - การสนทนากับแม่ชี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฟีลด์สังเกตเห็นก่อนหน้านี้แล้วว่า แผนที่ย่อจะไม่แสดงตำแหน่งของผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าที่ทำสัญญาแล้ว ต่อให้อาชิน่าไม่ได้ปกปิดกลิ่นอาย ฟีลด์ก็ไม่สามารถหาสัญลักษณ์ของนางบนแผนที่ย่อได้พบ
ถ้ายังไม่ทำสัญญา แผนที่ย่อจะระบุตำแหน่งให้
แต่หลังจากทำสัญญาแล้ว สัญลักษณ์เหล่านั้นจะหายไป
"มิน่าล่ะฉันถึงดวงดีมาตลอด ที่แท้ก็มีแม่ชีคนสวยคอยสวดภาวนาให้นี่เอง" ฟีลด์หลับตาพูดจาไร้สาระ เขาไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากศาสนจักรเลยตั้งแต่ต้น อาชิน่าก็ไม่ใช่ผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าสายแสงสว่าง แต่เป็นผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าสายเหมันต์ของเผ่าอมนุษย์ ฟีลด์เดินเข้าไปหาและยิ้มอย่างสุภาพ "พวกท่านตั้งใจมาหากลุ่มบุกเบิกของฉันเพื่อเผยแผ่ศาสนาโดยเฉพาะเลยหรือ"
"ไม่เพียงแค่นั้นหรอก ท่านบารอนฟีลด์ผู้สูงศักดิ์ พวกเราหวังว่าจะได้ร่วมมือกับท่าน" อีไลซ่าประสานมือเข้าด้วยกัน ก้อนสำลีนุ่มนิ่มขนาดใหญ่ถูกท่อนแขนเบียดจนกระเพื่อมไปมา ดูทั้งเย้ายวนและบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน
ฟีลด์ตาพร่ามัวไปชั่วขณะ หรี่ตาลงแล้วเอ่ยว่า "โปรดอธิบายให้ละเอียดหน่อย"
"อุดมการณ์ของพวกเราคือการไถ่บาปและการชำระล้างมาโดยตลอด ท่านบารอนฟีลด์ ท่านโดดเดี่ยวไร้คนช่วยเหลือในดินแดนแห่งรัตติกาล ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากคนตายอยู่ตลอดเวลา ประชาชนของท่านก็เป็นเหมือนลูกแกะที่หลงทาง แต่ศาสนจักรสามารถสร้างโบสถ์ในดินแดนแห่งรัตติกาลของท่านได้ รวมถึงสร้างค่ายทหารประจำการของนักรบศาสนจักร ข้าเชื่อว่านี่เป็นข้อเสนอที่ดีทีเดียว มันจะช่วยแบ่งเบาภาระการป้องกันให้ท่านได้"
แม้คำพูดของอีไลซ่าจะฟังดูปลุกปั่นอารมณ์ได้ดี แต่ยิ่งฟีลด์ฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ ถ้าไม่ใช่เพราะมีทักษะการควบคุมสีหน้าที่ดี ฟีลด์คงขมวดคิ้วจนเป็นปมไปแล้ว
นี่มันข้ออ้างส่งทหารมาประจำการชัดๆ อย่างที่เขาว่ากันว่า ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน
เจ้ามีของดีเบ้อเริ่มเทิ่ม ถุย มีผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าขั้นสามตัวเบ้อเริ่มเทิ่มไปปักหลักอยู่ในดินแดนของฉัน ดินแดนนั้นคงได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลของเจ้าในพริบตาแน่
อีกอย่าง ตอนที่ฟีลด์เดินทางไปดินแดนแห่งรัตติกาลครั้งแรก ไม่เห็นจะได้รับการสนับสนุนใดๆ จากศาสนจักรเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้พอเขายึดครองพื้นที่ได้มุมหนึ่ง ศาสนจักรก็จมูกไวตามกลิ่นมาทันที หน้าไม่อายจริงๆ
"ขออภัยที่ต้องปฏิเสธ อันที่จริงพวกเรายังตั้งหลักไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าท่านอยากจะให้ความช่วยเหลือล่ะก็ แค่มอบเหรียญทองกับตะเกียงขับไล่หมอกมาก็พอ ข้ากับประชาชนจะสวดภาวนาและสรรเสริญพระคุณของเทพีทุกค่ำคืนเลย"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ" อีไลซ่าทำหน้าเศร้าสร้อยน่าสงสาร
ดี
เรื่อง วันหลัง ค่อยคุยกันก็ไม่เลวนะ
ฟีลด์ตบหัวตัวเอง ขับไล่ความคิดอกุศลออกไป
"จริงสิ แม่ชีอีไลซ่า พวกท่านจะเดินทางไปไหนหรือ บางทีเราอาจจะเดินทางไปทางเดียวกันได้นะ นั่งรถม้าไปด้วยกันก็ได้" ฟีลด์เสนอหน้าอย่างหน้าไม่อาย ถ้าพวกนางตกลง เขาจะพาพวกนางพุ่งฝ่าเข้าไปในดงซากศพอย่างบ้าคลั่ง ยืมพลังรบของผู้ถูกเลือกจากพระเจ้ามาใช้ฟรีๆ เพื่อกวาดล้างซากศพที่รวมตัวกันอยู่ในดินแดนแห่งรัตติกาลให้หมดสิ้น
แน่นอนว่าถ้าคิดจะไปที่ค่ายของเขาล่ะก็ ฝันไปเถอะ
แค่มองจากปลายนิ้วเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงน่องสีขาวของอีไลซ่า นางก็รู้ทันความคิดของฟีลด์แล้ว นางจึงปฏิเสธทันที "เดินทางไปด้วยกันคงไม่จำเป็นหรอก การชำระล้างมอนสเตอร์ก็เป็นบททดสอบและการบำเพ็ญทุกขกิริยาที่เทพีมอบให้พวกเราอยู่แล้ว ขอบคุณสำหรับความหวังดี"
ฟีลด์เบะปาก "น่าเสียดายจัง ว่าแต่พวกท่านเดินทางไปมณฑลแดนเหนือเพื่อกำจัดมอนสเตอร์เท่านั้นหรือ"
"นั่นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่เป้าหมายหลักคือการตามหาอาวุธเทพที่สูญหายไปต่างหาก" อีไลซ่าทำสัญลักษณ์ประหลาดที่หน้าอก แววตาแฝงไปด้วยความโศกเศร้า "เพื่อต่อต้านการรุกรานของพวกออร์คและช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตที่ถูกบิดเบือน ศาสนจักรได้ส่งกองทัพและผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าไปหลายครั้ง มีพี่น้องหลายคนต้องพลีชีพในมณฑลแดนเหนือ ในฐานะทูตของทวยเทพ พวกเราจำเป็นต้องนำอาวุธเทพของพวกนางกลับคืนมา ไม่ให้ตกไปอยู่ในสถานที่อันโสมม"
หลังจากผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าเสียชีวิต วิญญาณและพลังเทพจะหลงเหลืออยู่ในอาวุธจนกลายเป็นอาวุธเทพ แต่อาวุธเทพก็จะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จนสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงผุยผง
"จุดหมายปลายทางของพวกเราไม่ได้ผ่านดินแดนแห่งรัตติกาล เพราะฉะนั้นขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่าน"
"มณฑลแดนเหนือมีอาวุธเทพเยอะไหม ในดินแดนแห่งรัตติกาลมีบ้างหรือเปล่า" ดวงตาของฟีลด์เป็นประกายระยิบระยับ เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าปั้นยากของอีไลซ่า ฟีลด์ก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นความเมตตากรุณาทันที "โอ้ ข้าหมายความว่า บางทีข้าอาจจะช่วยพวกท่านตามหาด้วยก็ได้ ถ้าหาเจอแล้วก็แค่เอาตะเกียงขับไล่หมอกกับน้ำยาชำระล้างมาแลกเปลี่ยนกันให้มากขึ้นก็พอ"
"ขอบคุณสำหรับความหวังดี แต่คำขอทั้งสองอย่างของท่าน พวกเราคงตอบสนองให้ไม่ได้ อาวุธเทพเป็นของเทพแห่งแสงสว่าง ส่วนตะเกียงขับไล่หมอกกับน้ำยาชำระล้างก็ไม่ได้ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ของพวกนั้นต้องใช้เอ่อของของผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าสายแสงสว่าง ยังไงซะมันก็มีปริมาณน้อยมากอยู่ดี"
ฟีลด์ยังไม่ยอมแพ้ "สรุปว่าพวกท่านมีพิกัดของอาวุธเทพในจักรวรรดิไหม ในดินแดนแห่งรัตติกาลมีหรือเปล่า"
"ไม่รู้สิ ท่านบารอนฟีลด์ ข้ายังคงหวังว่าจะได้สร้างโบสถ์ในดินแดนแห่งรัตติกาลนะ" อีไลซ่าสัมผัสได้ถึงความหัวรั้นของฟีลด์ นางเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน สองมืออันอ่อนโยนของนางคว้าแขนฟีลด์เอาไว้ จากนั้นก็มีสิ่งอ่อนนุ่มยิ่งกว่าแนบชิดเข้ามา ราวกับสายลมต้านทานอันมหาศาลพัดผ่าน ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม
"ต้องมีวันนั้นแน่นอน รอให้กลุ่มบุกเบิกของข้าตั้งหลักได้ และพอจะพึ่งพาตัวเองได้เมื่อไหร่ ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันที"
ฟีลด์ฉวยโอกาสเสพความสุขอย่างหน้าไม่อาย แต่กลับวาดวิมานในอากาศหลอกล่ออีไลซ่าอย่างเลือดเย็น ถ้าปฏิเสธแข็งกร้าวเกินไป ฟีลด์ก็กลัวว่าจะโดนฆ่าทิ้ง แม้ความน่าจะเป็นจะเท่ากับศูนย์ก็ตาม
อิทธิพลของศาสนจักรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง อาณาจักรใหญ่ๆ ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสลัดให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของศาสนจักร ถ้าพวกเขากล้าลงมือกับขุนนางอีกล่ะก็ คงได้พินาศกันหมดแน่
ทั้งสองคนคุยกันอยู่ตั้งนาน แต่กลับไม่บรรลุข้อตกลงใดๆ เลย
"เลือกทาสที่แข็งแรงมาห้าสิบคน แจกหอกยาวให้พวกเขา พวกเรากำลังจะเข้าไปในหมอกสีเทาแล้ว" หลังจากประกาศคำสั่งเสียงดัง ฟีลด์ก็กระโดดขึ้นหลังม้าศึกอีกครั้ง นั่งอยู่บนหลังม้าแล้วค้อมศีรษะให้อีไลซ่าเล็กน้อย "ลาก่อน แม่ชีคนสวย"
"ลาก่อน" อีไลซ่าอาศัยช่วงขายาวก้าวขึ้นม้าศึกอย่างสบายๆ "ขอให้แสงสว่างคุ้มครองท่าน"
การเดินทางกลับดินแดนแห่งรัตติกาลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อรวมทาสกับเชลยศึกเข้าด้วยกันแล้ว ขบวนเดินทางมีคนถึงสามร้อยห้าสิบคน ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสสูงมากที่จะถูกฝูงซากศพโจมตี
เรื่องราวเป็นไปตามที่ฟีลด์คาดไว้ เพิ่งจะก้าวเข้าสู่มณฑลแดนเหนือ ขบวนขนส่งที่เทอะทะก็ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องทันที
ซากศพเน่าเปื่อยส่งเสียงคำราม พากันมุดออกมาจากซากปรักหักพัง ป่าที่ปนเปื้อน และใต้ผืนดิน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
"เทพีช่วยด้วย ข้าเห็นอะไรเนี่ย ปีศาจตัวเป็นๆ" เทย์ตและพวกทาสมีสีหน้าเหมือนกันเป๊ะ พวกเขาหันกลับไปมองข้างหลังอย่างลุกลี้ลุกลน พยายามมองหาทางกลับไป แต่กลับเห็นเพียงม่านหมอกสีเทาที่บดบังท้องฟ้าจนมิด
เทย์ตเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ว่าตัวเองโดนหลอกเข้าให้แล้ว
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าแดนเหนือเต็มไปด้วยมอนสเตอร์และความตาย เทย์ตยังไม่ค่อยใส่ใจนัก เพราะมันเป็นแค่นามธรรมที่นึกภาพไม่ออก การไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองย่อมไม่รู้สึกตื่นตะลึงเท่า
ทว่าเทย์ตก็ต้องหุบปากฉับ ไม่ใช่เพราะเขามีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งหรอกนะ
"ฉับ"
อัศวินดำ ข้างกายฟีลด์ชักดาบยาวทหารม้าออกมาพร้อมเพรียงกัน สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ ดาบยาวเหล่านั้นไม่ได้ส่องประกายเงางาม แต่มันเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังสีน้ำตาลแดง และคราบไขมันสีเหลืองปนขาว
ดูจากการแข็งตัวของคราบเลือดแล้ว คงเพิ่งฟันคนมาไม่เกินสองวันแน่ๆ
ด้วยประสบการณ์การดูแลนักโทษประหารมาหลายปี เทย์ตมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าดาบพวกนั้นเพิ่งจะสับคนมาหมาดๆ แถมพวกมันก็ดูไม่รังเกียจที่จะสับใครเพิ่มอีกสักคนสองคนด้วย
"พวกทาส ห้ามแตกแถว ห้ามวิ่งพล่าน" เทย์ตไม่กล้าทำตัวเด่น เขาพยายามปลอบโยนพวกทาส พร้อมกับเหลือบมองรถม้าของครอบครัวตัวเองด้วยความเป็นห่วง
[จบแล้ว]