- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 33 - ปล่อยไวน์องุ่นกับนิทานหลอกเด็กของฟีลด์
บทที่ 33 - ปล่อยไวน์องุ่นกับนิทานหลอกเด็กของฟีลด์
บทที่ 33 - ปล่อยไวน์องุ่นกับนิทานหลอกเด็กของฟีลด์
บทที่ 33 - ปล่อยไวน์องุ่นกับนิทานหลอกเด็กของฟีลด์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"บิดาของท่านเป็นขุนนางที่กล้าหาญไร้ความหวาดกลัว ผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าแห่งตระกูลโรสฉายา 'กุหลาบสีเลือด' ยิ่งเป็นที่เลื่องลือทิ้งตำนานไว้ทั่วจักรวรรดิ" ไซมอนกล่าวทักทายตามมารยาท ความจริงแล้วทั้งสองคนไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าคนแรกของท่านเคานต์เฒ่าก็พลีชีพในสงครามกับพวกเอลฟ์ไปตั้งนานแล้ว ไซมอนพูดเสียงดังฟังชัด "ข้าชื่นชมในความกล้าหาญของเขามาก หวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้พบหน้ากัน"
ไซมอนเป็นชายร่างเตี้ยอ้วนผิวขาวซีด บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยกระและเนื้องอก เขานอนเอนกายอยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้ที่เปลือยเปล่าสองคน พอพูดจบก็ยื่นปากไปดูดเชอร์รีจากมือสาวใช้ เคี้ยวอย่างสบายใจเฉิบ แล้วก็บ้วนเมล็ดเชอร์รีพร้อมน้ำลายรดผิวขาวเนียนของนางดัง "ถุย"
สาวใช้ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆ กลับยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดหย่อน
เสื่อมทรามสุดๆ ฟีลด์ไม่ได้แปลกใจอะไร ขุนนางหลายคนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ก็ตั้งแต่เกิดมาอยากได้อะไรก็ต้องได้ ขีดจำกัดความสุขจึงถูกดึงให้สูงลิ่ว ถ้าอยากมีความสุขก็ต้องหาอะไรที่มันเร้าใจกว่าเดิมมาตอบสนอง
ตราบใดที่ไม่มากระตุกหนวดเสือ ฟีลด์ก็ไม่สนหรอก
ฟีลด์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามสัญญาณมือของไซมอน แล้วเอ่ยชมกลับไปว่า "ท่านเป็นขุนนางที่บริหารจัดการดินแดนได้เก่งกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาเลย ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเมเปิลเป็นอะไรที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ"
"ฮ่าฮ่า ข้าชอบความซื่อตรงของท่านนะ"
ทั้งสองคนต่างสาดคำหวานประจบประแจงกันไปมาตามมารยาทขุนนางอยู่นานสองนาน
"พูดกันตามตรงนะฟีลด์ ท่านสืบทอดความกล้าหาญและสติปัญญาของตระกูลมาอย่างเต็มเปี่ยม คนที่สามารถบุกฝ่าเข้าไปในดินแดนต้องสาปแล้วรอดชีวิตกลับมาได้แบบไร้รอยขีดข่วนน่ะมีไม่เยอะหรอกนะ" ไซมอนลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก โบกมือไล่พวกสาวใช้ให้ออกไป นั่นหมายความว่าช่วงเวลาคุยเล่นจบลงแล้ว เขายืนขึ้น "พวกเราไปคุยกันที่ห้องรับรองเถอะ ในเมื่อท่านไม่ถูกใจพวกผู้หญิงธรรมดาๆ พวกนี้ก็ช่างมันเถอะ บางทีท่านอาจจะชอบเอลฟ์หรือนางเงือก หุหุ น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าไม่มีของอยู่ในมือเลย ล็อตก่อนหน้าที่ได้มาก็ถูกนำไปทำเป็นอาหารให้ขุนนางคนอื่นซื้อไปหมดแล้ว"
ฟีลด์รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที แต่ก็ยังคงตีหน้าตายถามกลับไป "ถึงขนาดมีนางเงือกด้วยหรือเนี่ย"
"แน่นอนสิ ครั้งหน้าจะพาท่านไปร่วมงานเลี้ยงใต้ดินสนุกๆ รับรองว่าตอบสนองทุกรสนิยมความชอบของท่านได้แน่" ไซมอนยักคิ้วหลิ่วตา ยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ฮ่าฮ่า ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องตั้งตารอแล้วล่ะ สมกับที่เป็นบารอนเมเปิลจริงๆ" ฟีลด์หัวเราะอย่างร่าเริง เขาไม่ได้สนใจงานเลี้ยงใต้ดินอะไรนั่นหรอก แต่ในฐานะคนขายของ ก็ต้องประจบประแจงเอาใจลูกค้าสักหน่อย จากนั้นฟีลด์ก็แกล้งทำเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก "ที่ข้ารอดออกมาจากดินแดนแห่งรัตติกาลได้ ก็ต้องขอบคุณเหล่าทหารและเทพีที่คอยคุ้มครอง ตัวข้าเองยังตกใจเลยที่รอดชีวิตกลับมาได้ ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะยังเข้าข้างข้าอยู่นะ"
ไซมอนปรบมือชื่นชม "ข้าชอบติดต่อทำธุรกิจกับคนดวงดีแบบนี้แหละ"
เมื่อเดินมาถึงห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหรา สินค้าของฟีลด์ผ่านการตรวจสอบและถูกส่งเข้ามาในคฤหาสน์เรียบร้อยแล้ว มองจากห้องรับรองก็สามารถเห็นถังไม้โอ๊กวางอยู่หน้าประตูได้
"นั่นอะไรน่ะ"
"แฮมเมอร์ เอาหัวมอนสเตอร์มาให้บารอนไซมอนดูหน่อยซิ"
ฟีลด์ไม่ได้รีบร้อนขายของ แต่สั่งให้ทหารยามหยิบหัวกะโหลกเข้ามาให้ดู นี่คือหัวกะโหลกของหนูยักษ์กลายพันธุ์ที่ได้มาจากไร่ไวน์ แค่ขนาดหัวก็ใหญ่พอๆ กับลำตัวของชายหนุ่มแล้ว มันมีเขาและฟันแหลมคม ราวกับปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว
"นี่คือซากศพเหนือธรรมชาติระดับเหนือมนุษย์ตัวแรกที่ข้าเจอในดินแดนแห่งรัตติกาล มันคือหนูยักษ์จอมเวทที่กลายพันธุ์ ขนของมันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟเวทมนตร์สีม่วง กรงเล็บของมันสามารถฉีกเกราะหนาๆ ได้อย่างง่ายดาย แค่มันอ้าปากพ่นไฟ ก็ทำเอาเสียงโหยหวนของวิญญาณอาฆาตดังกึกก้อง กองทหารแนวหน้าของข้า แค่ปะทะกันครั้งเดียวก็ถูกเปลวไฟนรกของมันแผดเผาจนตายไปตั้งเจ็ดคน! ให้ตายเถอะ นั่นคืออัศวินที่ตระกูลโรสปลุกปั้นมาอย่างยากลำบากเชียวนะ สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่เถ้าถ่าน"
"ซี๊ดดด"
ไซมอนสูดปากด้วยความสยดสยอง พลางลูบคาง "ป้อมปราการเมเปิลไม่เคยเจอหนูเวทมนตร์บุกโจมตีมาก่อนเลย ดูท่าทางพวกมันจะอันตรายมากจริงๆ"
พวกขุนนางไม่ได้สนใจความจริงหรอก พวกเขาสนใจหน้าตาและความอลังการมากกว่า
ฟีลด์ชูหัวกะโหลกขึ้น แกล้งทำสีหน้าหวาดผวา แต่งนิทานหลอกเด็กเป็นตุเป็นตะและเล่าต่อว่า "มอนสเตอร์ตัวนี้พุ่งเข้าชนขบวนของข้าไม่หยุดหย่อน ไม่มีใครทนรับกรงเล็บของมันได้แม้แต่ดาบเดียว เราไม่มีวิธีตอบโต้มันเลย ท่านนึกภาพความสิ้นหวังแบบนั้นออกไหม ข้าทำได้เพียงสวดภาวนาขอปาฏิหาริย์จากเทพเจ้า"
ไซมอนพยักหน้ารับ "เหมือนกับความสิ้นหวังตอนที่น้ำผึ้งหมดเกลี้ยงแล้วไม่มีสต็อกเหลือเลยสินะ"
"ในช่วงความเป็นความตาย เทพีก็ตอบรับคำภาวนาของข้า สายฟ้าแห่งเทพฟาดเปรี้ยงลงมากลางหัวไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ อัศวินของข้าถึงสบโอกาสจัดการสังหารมันได้"
"ขอบคุณเทพี!" ไซมอนฟังจนอ้าปากค้าง เขาทำสัญลักษณ์สวดภาวนาถึงเทพแห่งความรักที่หน้าอก ด้วยความตกใจกลัว "มณฑลแดนเหนือเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของขุมนรก ทั้งศาสนจักรและราชวงศ์ส่งกองทัพไปปราบตั้งหลายครั้งก็ไม่เป็นผล การที่ท่านรอดชีวิตกลับมาได้ ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้ว"
"ใช่แล้ว แต่เพื่อความสงบสุขของจักรวรรดิและเพื่อสมบัติล้ำค่า ข้าก็ยินดีที่จะเสี่ยง" ฟีลด์ยักไหล่ ดึงคอเสื้อเพื่อคลายความร้อน "โดยเฉพาะสมบัติล้ำค่า อย่างเช่น ไวน์องุ่นไข่มุกดำรุ่นลิมิเต็ดที่ขาดตลาดไปเป็นสิบปี ไอ้หนูเวทมนตร์จอมตะกละตัวนี้มันก็เป็นมอนสเตอร์ที่ฉลาดเลือกนะ มันเฝ้าไวน์ชั้นเลิศพวกนี้ไว้ไม่ยอมห่างเลย"
"พระเจ้าช่วย เมื่อกี้ข้าได้ยินว่าอะไรนะ ไวน์องุ่นไข่มุกดำงั้นหรือ? ของเมื่อสิบปีก่อน ไวน์สำหรับงานเลี้ยงของราชวงศ์น่ะหรือ" ไซมอนตาลุกวาว "เร็วเข้า รีบเอาสุดยอดไวน์หายากพวกนั้นมาให้ข้าดูหน่อย ข้าทนรอไม่ไหวแล้ว"
พวกขุนนางไม่มีภูมิต้านทานต่อของหายากหรอก แม้ว่าฟีลด์จะได้ไวน์พวกนี้มาอย่างง่ายดาย แต่พอปั้นน้ำเป็นตัวเพิ่มความยากลำบากเข้าไปหน่อย ราคาของไวน์ก็จะพุ่งสูงขึ้น แถมยังดูมีระดับขึ้นอีกเป็นกอง
เมื่อเปิดฝาถังออก กลิ่นหอมละมุนของไวน์ก็ตลบอบอวลไปทั่วห้อง ไซมอนรีบชิมอย่างอดใจไม่อยู่ ก่อนจะแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้ม "รสชาตินี้แหละ ท่านรู้ไหม พ่อของข้าเก็บสะสมไว้ขวดหนึ่ง เพิ่งจะยอมให้ข้าจิบแค่แก้วเดียวตอนวันเกิดข้าปีที่แล้วนี่เอง! รสสัมผัสนุ่มละมุนเหมือนผ้ากำมะหยี่ ข้าพนันได้เลยว่าพ่อข้าต้องอิจฉาจนตาพองแน่ๆ"
ฟีลด์ยิ้มตอบ "แน่นอน หญิงงามผู้สูงศักดิ์ก็ต้องคู่กับขุนนางผู้สูงศักดิ์ สุราชั้นยอดก็ต้องคู่กับผู้มีรสนิยมชั้นเลิศ"
ต่อให้เป็นคนยุคใหม่ตอนไปซื้อของ ก็ยังชอบซื้อสินค้าที่มี "สตอรี่" เลย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างเช่น: พวกเรา ข้ามีของดีมาแจก ปกติราคาเก้าร้อยล้าน ข้าเอามีดจี้คอเจ้าของร้านบังคับให้ลดราคา ตอนนี้เหลือแค่เก้าบาท จะไม่รีบซื้อได้ยังไง!
"ข้ารู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนรู้ใจเลย ข้าขอเหมาไวน์ล้ำค่าพวกนี้ทั้งหมด" ไซมอนตอบตกลงอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็เรียกคนรับใช้มากระซิบสั่งความสองสามประโยค "รอสักครู่นะบารอนฟีลด์ ข้าต้องปรึกษาเรื่องราคากับที่ปรึกษาก่อน นี่ไม่ใช่การค้าขายเล็กๆ"
"ตามสบายเลย"
หลังจากไซมอนปรึกษาหารืออยู่พักหนึ่ง เขาก็เสนอราคามาที่ 500 เหรียญทองต่อหนึ่งถัง
ซึ่งพอดีกับงบประมาณตั้งต้นที่ฟีลด์ต้องการใช้พัฒนาดินแดนแห่งรัตติกาลพอดี
ถังไม้โอ๊กมาตรฐานหนึ่งถังจุได้ประมาณ 500 ลิตร หนึ่งลิตรเท่ากับ 2.1134 ไพน์ ส่วนเหล้าหนึ่งแก้วคือ 1 ไพน์ และไวน์องุ่นที่พวกขุนนางดื่มกันปกติจะอยู่ที่ราคาแก้วละ 25 เหรียญทองแดง ดังนั้น ไวน์ทั่วไปหนึ่งถังจะมีราคาประมาณ 26 เหรียญทอง กับอีก 41 เหรียญเงินเท่านั้น
[จบแล้ว]