- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 15 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (3)
บทที่ 15 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (3)
บทที่ 15 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (3)
บทที่ 15 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (3)
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฟีลด์เผยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิพลางเอ่ย "งั้นพวกท่านก็น่าจะมาคุ้มกันพวกเราใช่ไหมล่ะ ช่างสมกับความเป็นอัศวินที่น่ายกย่องจริงๆ ขอเทพีวาลคิรีจงคุ้มครอง"
คอนเนอร์ดีใจสุดขีด แอบคิดในใจว่าฟีลด์คงไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา จึงรีบสวมรอยตามน้ำไปทันที "อ๊ะ ใช่แล้ว ใช่แล้ว"
"ดีเยี่ยมไปเลย รีบลงจากม้ามากินเบียร์ข้าวสาลีกันเถอะ พวกเรากำลังจะออกเดินทางพอดี ตลอดทางนี้ท่านคงมีโอกาสได้แสดงความเป็นอัศวินอีกเยอะเลยล่ะ" ฟีลด์ยกมือส่งสัญญาณให้อาชิน่าถอยไป ก่อนจะทำทีเป็นชวนกองทหารม้าดื่มเหล้าหน้าตาเฉย
กองทหารม้าพากันอิดออด ทั้งรู้สึกผิดและแอบหวังลมๆ แล้งๆ
ถ้าขืนไปงัดกับผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าตอนนี้ มีหวังโดนกวาดล้างจนตายเกลี้ยงแน่ จะหนีก็หนีไม่ได้ อาชิน่าแย่งตะเกียงขับไล่หมอกไปตั้งแต่ตอนที่ซัดคอนเนอร์ร่วงแล้ว ขืนวิ่งฝ่าหมอกแห่งความตายไปโดยไม่มีตะเกียงก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ
"ดูเหมือนท่านบารอนจะจับไม่ได้ว่าพวกเรากำลังวางแผนอะไรอยู่นะ"
"ก็แหงล่ะ ฟีลด์โง่เง่าเต่าตุ่นจะตายไป"
เมื่อเห็นฟีลด์ทำหน้าตาจริงใจ ประกอบกับความใจอ่อนที่เคยมีมาแต่ก่อน ทุกคนก็เริ่มวาดฝันกันไปต่างๆ นานา
หลังจากถูกฟีลด์คะยั้นคะยอให้ลงจากม้า พวกเขาก็กระดกเบียร์ข้าวสาลีด้วยความประหม่าไปสองสามอึก ความหวาดระแวงในใจถึงได้บรรเทาลง
"นายท่าน ข้าคิดว่าพวกเราควรจะกลับไปรายงานตัวได้แล้วล่ะ" คอนเนอร์หาข้ออ้างเตรียมชิ่ง
ฟีลด์แทบจะหลุดขำ ไอ้พวกหน้าโง่นี่คิดว่าเขาเป็นควายหรือไง ถึงได้มาหลอกกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้
"ม้าของพวกนาย ฉันขอยึดไปใช้ลากของก่อนก็แล้วกัน พอไปถึงดินแดนแห่งรัตติกาลแล้วค่อยคืนให้" ฟีลด์ปฏิเสธแบบส่งเดช ก่อนจะชี้ไปข้างหน้า "เมื่อกี้พวกนายบอกว่าจะช่วยเคลียร์ทางให้ไม่ใช่หรือ ไปสิ ไปเปิดทางนำหน้าเลย"
คอนเนอร์สังหรณ์ใจไม่ดี รีบปฏิเสธอย่างร้อนรน "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ขออภัยด้วย แต่ข้าต้องรีบกลับไปรายงานตัว ข้าเกรงว่าท่านเอิร์ลคงจะรอนานแล้ว"
"หึหึ ดูเหมือนพวกแกจะไม่เข้าใจสถานการณ์เลยสินะ" ฟีลด์ส่งเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าให้อาชิน่า
"ฉัวะ!"
หมาป่าร่างยักษ์ของอาชิน่าอ้าปากงับหัวทหารม้าคนหนึ่งเข้าอย่างจัง กร๊อบ กร๊อบ เสียงเคี้ยวกร้วมๆ ดังบาดหูจนกลบเสียงหายใจของทุกคน ทหารไร้หัวเลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ล้มลงกองกับพื้น ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรงจากการถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน
ทุกคนในที่นั้น แม้แต่ชาวเมืองของฟีลด์เอง ก็ยังเผลอกลั้นหายใจด้วยความหวาดผวา
ภาพตรงหน้ามันช่างโหดเหี้ยมอำมหิตเกินไปแล้ว
"ข้าผิดไปแล้ว! ท่านบารอนฟีลด์!" คอนเนอร์รีบยอมจำนน หมอบราบลงกับพื้นทันที "ลิซ พี่สาวคนรองของท่านเป็นคนสั่งให้ข้าทำแบบนี้"
"ยังต้องให้ฉันพูดซ้ำอีกไหม หัวหน้ากองทหารม้าคอนเนอร์" ฟีลด์ยิ้มแย้มตอบ "จะไปเคลียร์ทาง หรือจะตายซะตรงนี้"
หนาว! คอนเนอร์สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วไปถึงกระดูกดำ
ไอ้ความอ่อนโยนที่ฝังอยู่ในสายเลือดบ้าบออะไรกัน ไร้สาระทั้งเพ! ก่อนหน้านี้เคยได้ยินพวกขุนนางนินทากันว่าฟีลด์อ่อนแอเหมือนลูกแกะ
ถุย! พวกตอแหลทั้งนั้น! คอนเนอร์แอบสาปแช่งพวกที่ปล่อยข่าวลืออยู่ในใจ
ภายใต้การข่มขู่จากง้าวของหน่วยคุ้มกัน ทหารม้าสิบแปดนายที่ไร้ม้าศึกก็ต้องจัดขบวนทัพเดินนำหน้าขบวนไปอย่างจำใจ
ขณะเดียวกัน บนแผนที่ย่อของฟีลด์ก็แสดงให้เห็นว่า มีฝูงซากศพจำนวนมหาศาลกำลังพุ่งตรงมาทางนี้
ฟีลด์ถอนหายใจยาว กัดฟันสั่ง "ออกเดินทาง!"
ดินแดนแห่งรัตติกาลตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลแดนเหนือ
ด้วยความช่วยเหลือจากแผนที่ย่อ ฟีลด์สามารถหลบเลี่ยงสัตว์ประหลาดส่วนใหญ่ไปได้ และต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ กว่าจะมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ได้สำเร็จ ซากศพในดินแดนแห่งรัตติกาลราวกับจะฆ่าไม่มีวันหมด ดูได้จากมือที่สั่นเทาของคอนเนอร์ คมดาบที่บิ่นงอ และสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกราวกับหุ่นกระบอก
การต่อสู้ที่ยืดเยื้อและต่อเนื่อง ทำให้เขาสติแตกไปแล้ว
ทหารม้าที่รับหน้าที่เบิกทางเหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ต้องยอมรับเลยว่าการเป็นหัวหน้าหน่วยได้ก็ต้องมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เขาก็ถูกซากศพฉีกทึ้งจนเกิดแผลเหวอะหวะหลายแห่ง เนื้อร้ายเริ่มดิ้นขยุกขยิก เขาเองก็ติดเชื้อไปบางส่วนแล้ว และคงอยู่ได้อีกไม่นาน
"สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ"
สิ้นคำสั่งของฟีลด์ อาชิน่าก็ปล่อยสายธนู ลูกศรพุ่งทะยานปลิดชีพคอนเนอร์ในพริบตา จากนั้นพวกทาสก็กรูเข้าไปปลดทรัพย์สินบนตัวเขาอย่างชำนาญ
"พวกเรามาถึงคฤหาสน์สตาร์ไนท์แล้ว! กว่าจะมาถึงได้เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่" เมื่อฟีลด์เห็นทางเข้าคฤหาสน์ เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ทุกคนต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
โชคดีที่มีอาชิน่ากับแผนที่ย่อ
หากไม่มีแผนที่ย่อคอยระบุตำแหน่งศัตรูให้ ฟีลด์กล้าพูดได้เลยว่าพวกเขาไม่มีทางอ้อมเข้ามาได้แน่ๆ ฝูงซากศพที่แห่กันมาไม่ขาดสายตามรายทาง คงได้กลืนกินพวกเขาจนหมดสิ้นไปนานแล้ว
"ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีคนเป็นย่างกรายเข้ามานานแล้วนะเจ้าคะ" อาชิน่าเดินเข้าไปกระชากเถาวัลย์หนามที่พันเกลียวแน่นอยู่บนประตูเหล็กดัดของคฤหาสน์ออก เสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหูดังขึ้น ประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมกรังก็พังครืนลงมา อาชิน่ากระโดดหลบอย่างว่องไวราวกับแมว เธอหรี่ตาลงแล้วยิ้มแห้งๆ "เอ่อ ดูเหมือนประตูคงต้องซ่อมแซมสักหน่อยแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
ประตูเหล็กสไตล์ยุโรปที่ทั้งสูงและโอ่อ่า งานก่อหินและรูปปั้นแกะสลักที่ประณีตงดงาม รวมถึงสวนดอกไม้ประดับขนาดใหญ่ ถึงแม้ตอนนี้จะถูกหมอกมรณะกัดกร่อนจนดูน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ยังพอให้เห็นถึงความหรูหราอลังการในอดีตได้
ทหารทาสสองคนช่วยกันยกประตูเหล็กที่ล้มลงออก ฟีลด์มองลอดผ่านพืชที่กลายพันธุ์ไปแล้ว ก็เห็นโครงกระดูกของมนุษย์ ซากศพ และสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักชื่อปะปนกันอยู่
คฤหาสน์สตาร์ไนท์ครอบคลุมพื้นที่ถึงสามสิบเฮกตาร์ หรือประมาณสี่สิบสนามฟุตบอล ภายในประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำ สวนดอกไม้ บ้านพักชาวนา พื้นที่ป่า โรงนา ห้องเก็บไวน์ คอกม้า บ้านพักตากอากาศ และอาคารหลักที่ตั้งอยู่ตรงกลาง
ช่างหรูหราอลังการจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของมนุษย์ ก็อย่างว่าแหละ บารอนเนสโซเฟียเป็นถึงผู้ปกครองเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ย่อมไม่ธรรมดาเหมือนพวกขุนนางที่มีแต่ชื่อเสียงเรียงนามอยู่แล้ว ทรัพย์สินที่ตระกูลสั่งสมมานานนม หากเป็นเรื่องอสังหาริมทรัพย์ล่ะก็ รับรองว่าไม่มีใครเทียบติดแน่
นี่เป็นแค่ดินแดนศักดินาของบารอนเท่านั้นนะ ว่ากันว่าจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิกริฟฟิน ทรงครอบครองคฤหาสน์ที่ใหญ่โตถึงห้าร้อยเฮกตาร์เชียวล่ะ ในนิยายแนวแมรี่ซู เรื่องที่นางเอกตื่นขึ้นมาบนเตียงขนาดเท่าสนามฟุตบอล อาจจะเกิดขึ้นจริงกับองค์จักรพรรดินีก็ได้
พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ จำนวนสัตว์ประหลาดที่ซ่อนอยู่ก็คงไม่ใช่น้อยๆ เหมือนกัน
"สถานที่ที่ถูกปล่อยให้ผุพังมาเป็นสิบปีอย่างโรงนาหรือคอกม้า ไม่มีค่าอะไรให้ค้นหาหรอก" ฟีลด์หยิบแผนที่คฤหาสน์ออกมา กางเทียบกับแผนที่ย่อของตัวเองแล้วชี้ชวน "เช่นเดียวกัน สวนดอกไม้ที่มีไว้เพื่อความสวยงามก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
"งั้นพวกเราบุกเข้าไปกวาดล้างอาคารหลักเลยดีไหมเจ้าคะ หรือจะยึดบ้านพักตากอากาศสักหลังไว้ก่อนดี"
ภายในคฤหาสน์นอกจากอาคารหลักแล้ว ยังมีบ้านพักตากอากาศหลังเล็กอีกสามหลัง ไว้สำหรับให้เครือญาติหรือแขกของท่านลอร์ดพักอาศัย
อาชิน่าดูตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับสถานที่หรูหรามีระดับอย่างบ้านพักตากอากาศ
พวกทาสยิ่งเว่อร์เข้าไปใหญ่ พวกเขากระซิบกระซาบกัน สีหน้าบ่งบอกถึงความดีใจอย่างปิดไม่มิด
สำหรับคนชนชั้นล่าง การได้ทำงานในบ้านพักตากอากาศของขุนนาง ต่อให้เป็นแค่คนกวาดขยะ ก็มีเรื่องให้เอาไปคุยโวได้ทั้งชีวิตแล้ว แถมยังเอาไปเล่าให้ลูกหลานฟังตอนใกล้ตายได้อีกด้วย ว่าปู่เคยทำเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ฟีลด์จ้องมองอาคารหลักที่อยู่ไกลออกไปครู่หนึ่ง ภายในหน้าต่างที่แตกหักมีเงาดำวูบวาบไปมา ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่เขา ราวกับมีของหนักมากดทับหน้าอกจนหายใจแทบไม่ออก
"ในอาคารหลักอาจจะมีตัวอันตรายซ่อนอยู่ ทางที่ดีอย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเลย" ฟีลด์รีบเบือนหน้าหนี ยกมือนวดขมับ พลางเหลือบมองแผนที่ย่อ บนนั้นมีสัญลักษณ์หัวกะโหลกปรากฏอยู่เต็มไปหมด แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือจุดสีแดงขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณห้องใต้ดินของอาคารหลัก "สัญลักษณ์หัวกะโหลกหมายถึงสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ แล้วจุดสีแดงนั่นล่ะหมายถึงอะไร เดาว่าคงจะเป็นมอนสเตอร์เหมือนกันนั่นแหละ"
[จบแล้ว]