เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (2)

บทที่ 14 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (2)

บทที่ 14 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (2)


บทที่ 14 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (2)

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ปีกที่กระพือทำให้ก้อนเนื้อเน่าๆ สองก้อนบนหน้าอกของมนุษย์ค้างคาวสาวแกว่งไปมาด้วย ช่างไร้ซึ่งความงดงามและน่าสะอิดสะเอียนที่สุด

เธอพุ่งถลาลงมาเพียงครั้งเดียว ก็โฉบเอาทาสหญิงคนหนึ่งขึ้นไป ทาสอมนุษย์ผู้โชคร้ายดิ้นรนกรีดร้อง แต่ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้เลย เพียงชั่วพริบตา ทาสคนนั้นก็ถูกมนุษย์ค้างคาวสาวฉีกร่างออกเป็นสองท่อน เลือดสาดกระเซ็นร่วงหล่นลงมา เรียกเสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว มนุษย์ค้างคาวสาวส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างน่าขนลุก

"ยิงไอ้ตัวอัปลักษณ์นั่นให้พรุนเลย!" ฟีลด์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า

ไม่ต้องให้ฟีลด์สั่งซ้ำ พลหน้าไม้ที่กำลังโกรธแค้นก็ยกหน้าไม้ขึ้น เล็งยิงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ห่าลูกศรและหน้าไม้พาดสาดเข้าใส่ มนุษย์ค้างคาวสาวไม่คาดคิดว่าพวกมนุษย์จะมีอาวุธโจมตีระยะไกล จึงโดนดีเข้าให้ ร่างของเธอถูกศรเสียบสามสี่ดอก ร่วงหล่นกระแทกพื้นหัวทิ่มราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว

"ไอ้ตัวอัปลักษณ์ กล้าดีมารังแกประชาชนของฉันเรอะ ทุกชีวิตฉันใช้เงินซื้อมาทั้งนั้นเว้ย!"

ฟีลด์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คลุ้มคลั่งหยิบง้าวมาจากรถม้า ไม่สนมาดขรึมอะไรอีกแล้ว เงื้อสุดแขนฟาดเข้าที่หัวของมนุษย์ค้างคาวสาวจนเละเทะไม่มีชิ้นดี

เพื่อจัดการกับมนุษย์ค้างคาวสาว ปีกด้านข้างจึงเกิดความปั่นป่วน ฝูงซากศพที่ปราศจากการสกัดกั้นจากหน้าไม้ ก็พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว

"ทุกคนหลบไป!"

อาชิน่ารีบเร่งพลัง เกล็ดสีดำตรงคอของหมาป่ามังกรเริ่มมีควันลอยกรุ่น พลังงานมหาศาลรวมตัวกันจนทำให้อากาศรอบๆ บิดเบี้ยว

"ตูม!"

เปลวเพลิงสีฟ้าอมม่วงระเบิดออกจากปากหมาป่า คลื่นความร้อนพวยพุ่งราวกับเขื่อนแตก เปลวไฟสีฟ้ากลืนกินพื้นที่กว้างใหญ่เบื้องหน้าของฟีลด์ ร่างที่บิดเบี้ยวเหล่านั้นถูกแผดเผาจนมอดไหม้ในพริบตา ฟีลด์ถึงกับรู้สึกได้ว่าหมอกสีเทารอบๆ จางลงไปไม่น้อย

"ร้อนโว้ย!" พวกหน่วยคุ้มกันต่างก็สวมชุดเกราะ พออยู่ใกล้ก็เลยถูกย่างจนแทบจะเป็นเตาถ่าน แต่ละคนแหกปากร้องโอดโอย เลือดเน่าของซากศพก็ถูกความร้อนจนแห้งกรังติดหนึบอยู่บนชุดเกราะ

อาชิน่าแลบลิ้น "ขอโทษทีเจ้าค่ะ"

เปลวเพลิงที่พ่นออกมาอย่างต่อเนื่องกวาดล้างฝูงซากศพไปกลุ่มใหญ่ พวกที่เหลือก็ไม่คณามือแล้ว ทุกคนสามารถรับมือกับฝูงซากศพระลอกแรกได้สำเร็จ เสียทาสไปสามคนกับหน่วยคุ้มกันอีกหนึ่งคน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

"พักตรงนี้ครึ่งชั่วโมง พวกผู้หญิงไปตามเก็บลูกศรกลับมา"

ฟีลด์รับกระติกน้ำมาจากพ่อบ้าน ยกขึ้นซดอึกใหญ่ น้ำเย็นเฉียบกระตุ้นลำคอให้ฟีลด์ได้สติกลับมาและรู้ตัวว่ายังอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง

"โชคดีที่มีเธอนะ อาชิน่า" ฟีลด์ยื่นมือไปลูบหัวอาชิน่า ทำเอาเธอหน้าแดงแจ๋ หางหมาป่าสะบัดรัวราวกับใบพัดเฮลิคอปเตอร์ แทบจะบินขึ้นฟ้าอยู่แล้ว

อาชิน่าส่ายหัวไปมา แกล้งทำเป็นถ่อมตัว "นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ"

แต่สีหน้ากลับฟ้องว่า (˵¯͒〰¯͒˵) ชมข้าอีกสิ อย่าหยุดนะ!

มณฑลแดนเหนือมิน่าล่ะถึงถูกเรียกว่าดินแดนต้องสาป ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมมาล่ะก็ ไม่สิ ถ้าไม่มีอาชิน่าคอยช่วย ฉันก็คงทนอยู่ได้ไม่นานเหมือนกัน

ฟีลด์รู้สึกหวาดผวา แต่ก็สลัดอารมณ์ด้านลบออกไปอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์ใหม่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ มันคือเครื่องหมายอัศเจรีย์สีแดงกลุ่มใหญ่

"สัญลักษณ์นี่ หรือว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดอีก ไม่ใช่สิ พวกมันจัดแถวมาอย่างเป็นระเบียบ แถมยังมีสิบเก้าคนพอดิบพอดี" ฟีลด์ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เรียกอาชิน่ามาหา ชี้ไปข้างหน้าแล้วสั่งการ "เธอไปดักซุ่มอยู่ในหมอกสีเทาก่อน เตรียมรับมือให้ดี"

กองทหารม้าของคอนเนอร์และพรรคพวกก็กำลังเดินทัพท่ามกลางหมอกสีเทาเช่นกัน

"ตะเกียงขับไล่หมอกดวงนี้เหมือนใกล้จะดับแล้ว บ้าเอ๊ย ทำไมตะเกียงของไอ้บารอนปัญญาอ่อนนั่นถึงได้ดวงใหญ่เบ้อเริ่ม แต่ของพวกเรากลับดวงนิดเดียว คุณหนูรองนี่ขี้งกชะมัด อยากให้ลากเกวียนแต่ไม่ยอมให้แครอท"

"หุบปากนะไอ้ลาโง่! ระวังเสียงดังของแกจะล่อพวกซากศพมาหรอก" คนข้างๆ ดุเสียงเครียด

"ข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งตามหลังพวกเรามา" ทหารม้าที่หูไวตาไวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เขาจับหอกยาวไว้แน่น ท่าทางดูกระสับกระส่าย "พวกเราน่าจะหาโอกาสฆ่าบารอนฟีลด์ก่อนที่จะเข้ามาในแดนเหนือ ไม่ใช่มาทำตอนนี้"

คอนเนอร์ตอบอย่างจนใจ "แกคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือไง แต่การฆ่าขุนนางอย่างโจ่งแจ้ง มันก็มากพอที่จะส่งพวกเราทุกคนขึ้นตะแลงแกงแล้ว"

นี่ก็เป็นเหตุผลที่ก่อนหน้านี้พวกเขาบอกลาฟีลด์ แล้วค่อยวกกลับมา ก็เพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่ว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุนั่นแหละ

ไม่นานกองทหารม้าของคอนเนอร์ก็แกะรอยฟีลด์จนพบ รอยเลือดที่ยังสดใหม่กับศพบนพื้น คือเบาะแสชั้นดีในการแกะรอย

ร่องรอยของคนสองร้อยกว่าคน ไม่มีทางปิดมิดอยู่แล้ว

"พี่น้องทั้งหลาย เดี๋ยวพวกเราเน้นฆ่าฟีลด์ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยควบม้าฝ่าวงล้อมพวกทาสไปชิงตะเกียงขับไล่หมอกมา ไม่นานหมอกสีเทากก็จะฆ่าพวกมันทุกคนเอง"

แผนการของคอนเนอร์ช่างไร้ที่ติ

หลังจากจัดขบวนทัพสำหรับพุ่งชาร์จเสร็จ พวกเขาก็เริ่มบังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆ

"ข้านึกภาพตอนที่ฟีลด์หวาดกลัวจนร้องขอชีวิตออกเลยล่ะ!" คอนเนอร์เลียริมฝีปาก หัวเราะร่วนอย่างได้ใจ

ทว่าเมื่อเขาเห็นฟีลด์ รอยยิ้มก็แข็งค้างไปทันที

กองกำลังองครักษ์สวมเกราะเต็มยศสามสิบคน ยืนตั้งโล่ชูง้าว จัดค่ายกลตั้งรับอย่างแน่นหนา ง้าวที่สะท้อนแสงวาบวับ คราบเลือดและเครื่องในซากศพบนชุดเกราะ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขานั้นไม่ใช่หมูให้เชือดง่ายๆ

ส่วนฟีลด์ก็หลบอยู่หลังแนวรถม้า พลหน้าไม้สองแถวก็ขึ้นสายเตรียมพร้อมแล้ว ขอเพียงสั่งคำเดียว พวกเขาก็พร้อมสาดกระสุนใส่ทหารม้าของคอนเนอร์ ถึงแม้จะไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แต่ของแบบนี้เด็กสามขวบก็ยังยิงเป็น แถมยังทะลวงร่างผู้ใหญ่ได้อย่างสบายๆ

"บ้าเอ๊ย! พวกเราถูกจับได้แล้ว" คอนเนอร์อึ้งกิมกี่ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก

"เป็นไปได้ยังไงกัน ฟีลด์ไม่ใช่ไอ้ขี้ขลาดที่ไม่มีอำนาจอะไรเลยหรือไง แล้วกองกำลังองครักษ์พวกนี้มาจากไหน"

กองทหารม้าเกิดความโกลาหล การซุ่มโจมตีที่สูญเสียความได้เปรียบไปแล้ว ก็กลายเป็นแค่เรื่องตลก

จะให้ใช้ม้าศึกพุ่งชนค่ายกลทหารหุ้มเกราะหนักที่ถือหอกยาวน่ะหรือ หรือจะให้ไปชนแนวรถม้านั่น

"พวกเราถอย!"

คอนเนอร์กระชากบังเหียนอย่างแรง ม้าศึกส่งเสียงร้องแหลม ย่ำเท้าเตรียมหันหลังกลับ

"โฮก!"

หมาป่าดำร่างยักษ์สูงกว่าสองเมตร กำยำราวกับหมี ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังม้าศึก ทำเอาม้าของคอนเนอร์ตกใจจนสะดุดล้ม

คอนเนอร์ถูกม้าศึกสะบัดตกลงมา เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ

"บ้าเอ๊ย!"

ยังไม่ทันได้ก้มเก็บอาวุธ คอนเนอร์ก็ถูกหอกยาวจ่อเข้าที่คอหอย อมนุษย์หมาป่าสาวรูปโงามจ้องมองเขาด้วยแววตากึ่งยิ้มกึ่งเยาะ คอนเนอร์รู้ดีว่าแค่เขาขยับตัวนิดเดียว ก็ต้องตายสถานเดียว

ที่ซวยไปกว่านั้นก็คือ ตะเกียงขับไล่หมอกของเขาก็ถูกเธอแย่งไปแล้วด้วย

"ไอ้เวรเอ๊ย นี่มันทาสที่ฟีลด์ดึงดันจะซื้อมาให้ได้นี่หว่า!"

คอนเนอร์นึกถึงทาสที่ฟีลด์ยืนกรานจะซื้อมาทันที

ไม่มีตะเกียงขับไล่หมอก แต่กลับเดินเหินไปมาท่ามกลางหมอกสีเทาได้อย่างอิสระ

ทุกคนถึงกับอึ้งกิมกี่ คุณพระคุณเจ้าช่วย! นี่พวกเขากำลังดวงตกสุดขีด ถึงขั้นมาเจอผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าเลยงั้นหรือ

ใครจะไปตรัสรู้ได้ล่ะว่าฟีลด์จะครอบครองผู้ถูกเลือกจากพระเจ้า ขืนรู้ล่วงหน้าล่ะก็ ต่อให้เอาเงินมาประเคนให้หมื่นเหรียญทอง พวกเขาก็ไม่กล้าโผล่หัวมาหรอก

"เอ๊ะ หัวหน้ากองทหารม้าคอนเนอร์ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ ตกใจหมดเลยนะเนี่ย" ฟีลด์ไม่ได้สั่งฆ่าพวกเขาทันที เขากลอกตาไปมาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองราวกับเจอเพื่อนเก่า "ท่านเป็นห่วงว่าฉันจะไปรับตำแหน่งไม่ตรงเวลาใช่ไหมล่ะ วางใจเถอะ การบุกเบิกดินแดนให้ครอบครัวเป็นหน้าที่ของขุนนางอยู่แล้ว"

"เอ่อ..." คอนเนอร์พูดไม่ออก เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายทำเอาเขาสมองรวนไปหมด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - ท่ามกลางหมอกมรณะ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว