- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 8 - ดีล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้ว!
บทที่ 8 - ดีล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้ว!
บทที่ 8 - ดีล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้ว!
บทที่ 8 - ดีล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้ว!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฟีลด์ถึงกับอึ้ง นี่มันคนประเภทไหนกันวะเนี่ย!
"เวรเอ๊ย!" ฟีลด์อารมณ์เสียสุดๆ
พ่อบ้านคาออสหดคอลง ตอนนั้นที่เขาทำท่าอึกอักอยากจะพูด ก็คือเรื่องนี้นี่แหละ บารอนบูลกับลูกชายไม่ใช่คนดีอะไรเลย
"เดี๋ยวก่อน! แกคือบารอนแห่งดินแดนแห่งรัตติกาลสินะ เยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็มีคนมาเป็นกันชนให้ป้อมปราการของข้าเสียที หวังว่าแกจะอยู่รอดไปได้อีกหลายวันนะ! แต่ถ้าแกถูกพวกซากศพไล่ล่า ก็อย่ามาทำตัวน่ารำคาญแถวนี้ ข้าไม่มีทางเปิดประตูให้แกหรอก"
ผู้ชายบนกำแพงเมืองได้ยินคำเตือนจากที่ปรึกษา ก็นึกถึงฟีลด์ขึ้นมาได้ แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาคิดออก ก็มีแค่การให้ฟีลด์เป็นโล่กันชนทางยุทธศาสตร์ให้กับป้อมปราการคาชานเท่านั้น
พ่อบ้านทนไม่ไหว ขยับเข้ามาซุบซิบ "ริชาร์ด บูล ลูกชายคนเดียวของบารอนบูล มีฉายาว่าไอ้ขี้ขลาด พวกเราอย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาเลยขอรับ"
"พูดถูกของนาย ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเถียงกับพวกงี่เง่า" เส้นเลือดดำบนขมับฟีลด์ปูดโปน เขาค่อยๆ ถอยร่นกลับมา "เล่นกันแบบนี้ทุกคนเลยใช่ไหม ได้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน"
"ประตูที่มุ่งหน้าไปดินแดนแห่งรัตติกาล พวกแกก็ไปเปิดกันเอาเองก็แล้วกัน! ที่นั่นปลอดภัยมาก" ริชาร์ดพูดจบก็หดหัวกลับเข้าไปในปราสาท "ตอนนี้ไสหัวไปให้พ้นสายตาข้าได้แล้ว! ไอ้พวกบ้านนอก"
ที่ปรึกษาที่อยู่ข้างๆ ปาดเหงื่อเย็นพลางเอ่ยกับริชาร์ด "นายน้อย การไปหลอกพวกเขากลับแบบนี้ มันจะ..."
"หุบปาก!"
หลังจากถอยออกมาได้ระยะหนึ่ง ฟีลด์ก็สั่งให้ทุกคนหยุดพัก
"ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ว่าทำไมถึงมีซากศพโผล่มาแถวนี้" มุมปากของฟีลด์กระตุกถี่ เขาขยับดาบยาวข้างเอวให้เข้าที่ "โชคดีที่พวกออร์คก็ถูกหมอกสีเทากีดกันเอาไว้ ประกอบกับมีสนธิสัญญาสันติภาพคอยควบคุมอยู่ ไม่อย่างนั้นแนวป้องกันที่จักรวรรดิภาคภูมิใจหนักหนา คงกลายเป็นเรื่องตลกแน่"
"เอ่อ นายท่านผู้สูงส่ง... พวกเราคงไม่รบกวนแล้วล่ะขอรับ" พวกชาวบ้านพากันเดินเข้ามาหา ผลักกันไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ พวกเขาไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวหรอกนะ ดูเหมือนท่านบารอนฟีลด์กำลังโกรธจัด แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าวิ่งหนีไปดื้อๆ จึงดันตัวแทนคนหนึ่งออกมาบอกลา "พวกเราจะไปแล้วขอรับ ขอบพระคุณสำหรับความช่วยเหลือของท่าน"
ฟีลด์กำลังหัวเสียสุดๆ ถึงแม้เขาจะเติบโตมาในสังคมยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้ใครมาทำรังแกได้ง่ายๆ เขาหรี่ตาลง จ้องมองราวกับหมาป่าหิวโซ ก่อนจะตวาดเสียงเย็น "ฉันอนุญาตให้พวกเจ้าไปแล้วหรือ ท่านลอร์ดของพวกเจ้าทอดทิ้งพวกเจ้าแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าไม่มีเจ้านาย ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของฉัน"
ถือโอกาสเพิ่มแรงงานฟรีซะเลย
"หา ไม่ได้นะขอรับนายท่าน ปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราเป็นเสรีชนนะขอรับ" พวกชาวบ้านไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ฟังจากที่ริชาร์ดพูดเมื่อกี้ ฟีลด์กำลังจะไปดินแดนแห่งรัตติกาล ซึ่งเป็นดินแดนต้องสาปที่เต็มไปด้วยความตาย ไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น
"จะให้ปล่อยไปก็ได้ เอาเงินค่าไถ่ตัวมาห้าเหรียญทอง ฉันช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ นี่คือสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ" ฟีลด์ชักดาบยาวออกมาอย่างไม่เกรงใจ "จะตามฉันไปที่ดินแดนแห่งรัตติกาล หรือจะจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นก็โดนฉันสับเป็นชิ้นๆ โยนให้หมากินซะ ได้ยินไหม!"
"ฟู่ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นขุนนางจริงๆ สินะ"
อาชิน่าที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับถอนหายใจอย่างโล่งอก หลายวันที่ผ่านมาความอ่อนโยนและใจดีของฟีลด์ ทำให้เธอรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย มักจะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป พอเห็นฟีลด์แสดงท่าทีร้ายกาจและใช้อำนาจบาตรใหญ่แบบขุนนาง เธอกลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที
เช่นเดียวกับอาชิน่า พอถูกข่มขู่ พวกชาวบ้านกลับสงบเสงี่ยมลงทันที พากันคุกเข่าขอตามไปดินแดนแห่งรัตติกาลด้วย ยังไงซะไปก็ตาย ไม่ไปก็ตาย สู้ไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้าดีกว่า
"ไอ้พวกกระดูกสันหลังยาวเอ๊ย"
ฟีลด์เก็บดาบยาว ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างอ่อนใจ พลางคิดในใจว่า กำปั้นมักจะมีเหตุผลมากกว่าคำพูดเสมอ
"นายท่าน อย่าเพิ่งยอมแพ้นะเจ้าคะ!" อาชิน่าเห็นฟีลด์อารมณ์ไม่ดี ก็รีบเดินเข้าไปปลอบใจ
ฟีลด์เหลือบมองเธอ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง จนอาชิน่าถูกจ้องจนเริ่มทำหน้าหวาดหวั่น ฟีลด์ถึงได้สติกลับมา เขารีบยิ้มและตอบ "ฉันไม่เป็นไร เมื่อกี้แค่เหม่อไปหน่อยน่ะ"
เดินทางกันต่อ เมื่อฟีลด์เข้าใกล้ประตูเมืองของป้อมปราการ เขาก็ต้องตกใจกับสัญลักษณ์หัวกะโหลกสีแดงจำนวนมากที่ปรากฏบนแผนที่ย่อ
"นี่น่ะหรือที่ริชาร์ดบอกว่าประตูเมืองปลอดภัยมาก"
ไอ้คนงี่เง่าสารเลวเอ๊ย รับเงินไปแล้วแต่ไม่ยอมทำงาน แถมยังคิดจะใช้พวกซากศพมาลอบกัดฉันอีก ถ้าขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในประตูเมืองล่ะก็ มีหวังถูกพวกซากศพที่ซ่อนอยู่ข้างในโจมตีจนตั้งตัวไม่ติดแน่ๆ
ฟีลด์หงุดหงิดมาก แต่ไม่นานเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นิ้วมือของเขาลูบปลายคางไปมา "ในเมื่อลูกชายโง่ๆ ของบารอนบูลหนีไปหลบอยู่ในปราสาทชั้นใน แล้วทิ้งป้อมรอบนอกไว้แบบนี้ ก็แปลว่าฉันสามารถกอบโกยของพวกนั้นมาได้เป็นกอบเป็นกำเลยน่ะสิ ยังไงซะก็ไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว"
คิดได้ดังนั้นเขาก็เตรียมลงมือทันที ฟีลด์ไม่ใช่พวกพ่อพระใจบุญเสียหน่อย
เรื่องศีลธรรมจรรยาอะไรนั่น ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเกรงใจพวกเศษสวะพวกนี้เลย! ต้องปล้นเงิน เสบียง และผู้หญิงของพวกมันมาให้หมด
ฟีลด์สะบัดเสื้อคลุม "คาออส นายยังจำพวกที่กล้าหยิบอาวุธขึ้นมาสู้กับซากศพได้ไหม ไปเรียกพวกนั้นมารวมตัวกันให้หมด ถ้าไม่ถึงสามสิบคน ก็เอาพวกผู้ชายล่ำๆ มาเติมให้เต็ม"
คาออสถึงจะขี้ขลาด แต่เรื่องทำงานถือว่ารวดเร็วทันใจ ไม่นานนักทาสเผ่าพันธุ์ต่างๆ จำนวนสามสิบคนก็มารวมตัวกัน
"ก่อนอื่น มีบางคนที่น่ารำคาญขวางหูขวางตาอยู่" ฟีลด์ปรายตามองคอนเนอร์ที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ไกลๆ
"อัศวินคอนเนอร์ผู้กล้าหาญ ถึงแม้ที่นี่จะไม่ใช่ดินแดนของฉัน แต่ในฐานะขุนนางผู้มีเกียรติ ฉันจะไปช่วยชาวนาที่นี่กำจัดพวกซากศพ นายจะไปด้วยกันไหม" ฟีลด์หาข้ออ้างแบบส่งเดช
ประสาทบ้าอะไรเนี่ย! คอนเนอร์อึ้งกิมกี่ เขาเพิ่งจะเสียลูกน้องไปคนหนึ่งจากการต่อสู้กับซากศพ
เขายังคงหงุดหงิดเรื่องเงินชดเชยไม่หาย ตอนนี้พอได้ยินบารอนหน้าโง่บอกว่าจะไปช่วยคนอื่นกวาดล้างซากศพ เขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
"ไม่ล่ะ ข้ามาส่งท่านถึงชายแดนดินแดนแห่งรัตติกาลแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ระยะทางอีกแค่ประตูเดียว ข้าต้องกลับไปรายงานท่านเอิร์ล" คอนเนอร์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พูดไปพูดมาเขาก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ จนระเบิดเสียงหัวเราะออกมายกใหญ่ "ขออภัยด้วย แต่ข้าคิดว่า การพาพวกจับกังพวกนี้ไปโจมตีซากศพ สู้พาหมูไปดียังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันกินจนอิ่มท้องได้"
ฟีลด์ทำหน้าเสียดาย "งั้นก็ช่างเถอะ ฉันนึกว่านายจะมาร่วมแบ่งปันเกียรติยศกันเสียอีก"
"อย่าลืมกฎของจักรวรรดิและคำสอนของตระกูลล่ะ ไปรับตำแหน่งให้ตรงเวลาด้วย"
คอนเนอร์ทิ้งท้ายคำเตือนไว้ ก่อนจะควบม้านำกองทหารม้าจากไปอย่างรวดเร็ว ฟีลด์ยังไม่ทันได้เตือนให้เขากินขี้ม้าเลยด้วยซ้ำ
"พวกเราจะไปหาเรื่องพวกซากศพจริงๆ หรือขอรับ" พ่อบ้านคาออสถามเสียงสั่น
ฟีลด์ไม่ได้หวังให้พ่อบ้านไปช่วยฆ่าศัตรูอยู่แล้ว เขาโบกมือปัด "นายอยู่ที่นี่คอยเฝ้าพวกทาสเอาไว้ก็พอ อย่าให้พวกมันหนีไปได้ ใครคิดจะหนีก็ใช้สัญญาพันธะวิญญาณเผามันให้เป็นเถ้าถ่านไปเลย"
ฟีลด์จงใจพูดเสียงดัง ทำเอาพวกทาสอกสั่นขวัญแขวนกันเป็นแถว
ส่วนคาออสกลับรู้สึกเหมือนได้รับความเมตตาอย่างล้นพ้น
หลังจากบังคับให้ทาสทั้งสามสิบคนสวมใส่อาวุธไม่ว่าจะเป็นเคียว คราด และขวานตัดไม้เรียบร้อยแล้ว ฟีลด์ก็พาอาชิน่าและพวกทาสเดินแยกออกไป
เดินไปได้ราวสิบนาที ฟีลด์ก็เลี้ยวเข้าไปในป่าทึบไร้ผู้คน เขาตรวจสอบแผนที่ย่อของลอร์ดอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ จากนั้นก็หยิบลูกแก้วคริสตัลแสนสวยออกมาจากห่อสัมภาระด้านขวาของม้าศึก
สถานะของอาชิน่าเปลี่ยนไปแล้ว ที่เขาเหม่อลอยเมื่อกี้ ก็เพื่อดูให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด
[จบแล้ว]