- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 7 - ชนตอเข้าอย่างจัง! แนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิกลับไม่มีคนอยู่
บทที่ 7 - ชนตอเข้าอย่างจัง! แนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิกลับไม่มีคนอยู่
บทที่ 7 - ชนตอเข้าอย่างจัง! แนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิกลับไม่มีคนอยู่
บทที่ 7 - ชนตอเข้าอย่างจัง! แนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิกลับไม่มีคนอยู่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ฆ่าซากศพก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนี่นา" ฟีลด์ความมั่นใจเพิ่มขึ้นฮวบฮาบ สะบัดเลือดเน่าๆ บนดาบออกไปอย่างลวกๆ
"นายท่านระวังเจ้าค่ะ!"
ซากศพอีกตัวที่มีร่างกายแค่ครึ่งท่อนอาศัยจังหวะเผลอคลานเข้ามา หวังจะกัดข้อเท้าของฟีลด์ จังหวะหน้าสิ่วหน้าขวาน อาชิน่าก็คว้าคราดตักมูลสัตว์บนรถเข็นไม้ พุ่งเข้ามาแทงทะลุสันหลังของซอมบี้ ตรึงมันไว้กับพื้นอย่างจัง
"ฟู่! ทำได้ดีมาก!"
ฟีลด์ตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก ถอยกรูดไปหลายก้าว หัวใจเต้นโครมคราม เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
ถึงแม้ว่าพิษซากศพจะสามารถให้ผู้เผยแผ่ศาสนาของศาสนจักรรักษาให้ได้ แต่ค่าใช้จ่ายก็แพงหูฉี่ ถ้าไม่มีเงินสักร้อยเหรียญทองก็อย่าหวังเลยว่าจะรักษาหาย
หลังจากฝืนระงับอาการใจสั่นอย่างรุนแรง ฟีลด์ก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา ลูบหัวอาชิน่าเบาๆ แล้วกล่าวขอบคุณ "เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตฉัน ฉันจะให้รางวัลเธอหนึ่งเหรียญทองนะอาชิน่า!"
อาชิน่าดีใจสุดขีด ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน "เอ๋ จริงหรือเจ้าคะ ความจริงนี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว"
พวกซากศพไม่ได้น่ากลัวเหมือนซอมบี้ในหนังสยองขวัญ ขอแค่ใช้อาวุธแทงเข้าไปในร่างกาย ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับพวกมันได้แล้ว
ซากศพจำนวนมากพากันแห่เข้ามา กางกรงเล็บแยกเขี้ยวจู่โจมกำแพงรถเข็นไม้
แต่เมื่อพวกทาสที่อยู่หลังขบวนรถเห็นว่าพวกซากศพไม่ได้แข็งแกร่งอะไร แถมยังไม่สามารถโจมตีข้ามรถเข็นไม้มาได้ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งท่านลอร์ดและเด็กสาวที่ดูบอบบางคนนั้นยังกล้าลุกขึ้นสู้ ผู้ชายหลายคนจึงเริ่มหยิบเครื่องมือการเกษตรขึ้นมา และเปิดฉากตอบโต้ซอมบี้ที่อยู่นอกค่ายกลรถเข็นไม้
ฟีลด์เองก็ไม่รอช้า ชูดาบขึ้นไล่ฟันศัตรูอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็น ซากศพจำนวนมากล้มลงภายใต้คมดาบของฟีลด์และเครื่องมือการเกษตร
"อ๊าก!"
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น อัศวินนายหนึ่งของคอนเนอร์ถูกซากศพในคราบชาวนาหญิงคว้าเสื้อคลุมไว้ได้ตอนที่พุ่งชนค่ายกล เมื่อถูกกระชากอย่างแรง อัศวินนายนั้นก็หงายหลังล้มลงขาทั้งสองข้างชี้ฟ้า
"กร๊อบ~"
การล้มลงอย่างกะทันหัน ทำให้ท้ายทอยของอัศวินกระแทกพื้นอย่างจัง และทำให้เจ้าคนดวงซวยแน่นิ่งไปทันที
คอนเนอร์โกรธจัดจนสบถด่า "เวรเอ๊ย! ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง!"
สิ่งที่ทำให้เขาโมโหมากยิ่งกว่าก็คือ ฟีลด์กลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวจนฉี่ราดอย่างที่คิด แต่กลับกำลังสั่งการพวกทาสอย่างใจเย็น
"ตัดหัวศพทุกศพทิ้งซะ แล้วเอามากองรวมกัน จุดไฟเผาให้หมด" ฟีลด์เพิ่งจะอ่านทบทวนความรู้เกี่ยวกับการกลายพันธุ์มาระหว่างทาง ศพของมนุษย์ที่กลายพันธุ์เหล่านี้ หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก และจะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อแห่งใหม่ในไม่ช้า ฟีลด์ขมวดคิ้ว มองดูหมอกสีเทาที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกลังเล "ขนาดยังไม่ถึงดินแดนแห่งรัตติกาลก็เจอซอมบี้เยอะขนาดนี้แล้ว ท่าทางจะไม่ใช่ลางดีเสียแล้วสิ"
ถึงแม้ว่าตระกูลจะไม่ชอบขี้หน้าและต้องการเนรเทศเขา แต่การส่งเขามาตายในดงซากศพแบบนี้มันก็โหดร้ายเกินไปหน่อย
"ขอบพระคุณที่ช่วยเหลือพวกเราขอรับนายท่าน"
พวกชาวบ้านที่วิ่งหนีตายมา ท่าทางดีใจราวกับได้เจอพ่อบังเกิดเกล้า คุกเข่าคลานเข้ามาหา แล้วก้มลงจูบรองเท้าบูทของฟีลด์
"ขอเทพแห่งสงครามจงส่องสว่างนำทางท่าน!"
ฟีลด์รับคำขอบคุณอย่างเต็มใจ เขากวาดสายตามองพวกชาวบ้านที่สภาพดูระเหินระเห็ดราวกับขอทาน แล้วเอ่ยถาม "พวกเจ้ามาจากไหนกัน ทำไมถึงมีซากศพเยอะขนาดนี้ พวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ไม่น่าจะผ่านกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านของป้อมปราการคาชานมาได้ไม่ใช่หรือ"
"เป็นเพราะหมอกมรณะขอรับ! หมอกสีเทาจากแดนเหนือพวกนั้น มันซึมผ่านกำแพงป้อมปราการเข้ามาปกคลุมหมู่บ้านโอ๊กของพวกเรา เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจึงถูกหมอกสีเทากลืนกินจนกลายเป็นซากศพในขณะที่หลับใหล มีแค่พวกเราที่หนีรอดมาได้" ชาวบ้านหวาดกลัวสุดขีด ราวกับนึกถึงความทรงจำที่แสนเลวร้าย ร่างกายสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า
หมอกสีเทา หรือก็คือหมอกมรณะ ว่ากันว่ามันคือต้นตอของการกลายพันธุ์ พวกมันปะปนอยู่ในอากาศ เมื่อพืชหรือสัตว์สูดดมเข้าไป ก็จะฆ่าโฮสต์อย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์
มีเพียงผู้ที่มีพลังของลอร์ด หรือผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าเท่านั้นที่จะมีภูมิคุ้มกัน
อีกวิธีหนึ่งก็คือการซื้อตะเกียงไถ่บาปจากศาสนจักร ซึ่งสามารถขับไล่หมอกสีเทาได้ แน่นอนว่าราคามันแพงหูฉี่ ฟีลด์จ่ายไปถึงห้าสิบเหรียญทอง กว่าจะได้มาแค่สองดวง แถมยังต้องอาศัยเส้นสายความเป็นขุนนางอีกด้วย
ฟีลด์ตั้งใจฟังพวกเขาระบายจนจบ ก่อนจะขมวดคิ้ว "แล้วท่านลอร์ดของพวกเจ้าล่ะ เท่าที่ฉันรู้ ป้อมปราการชายแดนทุกแห่ง จะต้องมีผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าประจำการอยู่ ไม่มีทางที่จะปล่อยให้หมอกสีเทาซึมเข้ามาได้หรอก"
"ท่านบารอนกับผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าออกไปสืบเรื่องร่องรอยของพวกลัทธินอกรีตขอรับ ในปราสาทมีแค่ลูกชายของท่านบารอนอยู่"
"ไปกันเถอะ พวกเราไปพบเจ้าบ้านที่นี่กันหน่อย" หลังจากทุกคนจัดการธุระเสร็จ ฟีลด์ก็กระโดดขึ้นหลังม้า
การจะเดินทางไปยังดินแดนแห่งรัตติกาล จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากบารอนเจ้าถิ่นเสียก่อน
เมื่อมาถึงป้อมปราการคาชาน ฟีลด์ก็ต้องตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของป้อมปราการแห่งนี้ กำแพงหินที่ทอดยาวและหอคอยทรงกลม สร้างความแข็งแกร่งร่วมกับแนวเทือกเขา กลายเป็นระบบป้องกันที่สูงตระหง่านและมั่นคง บนกำแพงเมืองที่สามารถขี่ม้าลาดตระเวนได้ มีทั้งหน้าไม้ขนาดใหญ่ เครื่องยิงหิน และกระทะต้มน้ำมันวางอยู่เต็มไปหมด ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับนี้ ต่อให้มีกองทัพนับแสนมาล้อมค่าย ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเอาหัวไปชนกำแพงให้เลือดอาบเล่น ธงรูปกริฟฟินปลิวไสวไปทั่ว บ่งบอกถึงความน่าเกรงขามของจักรวรรดิอันเก่าแก่
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ...
"คนหายไปไหนหมด"
ฟีลด์ถึงกับทำหน้างง บนกำแพงเมืองชั้นนอกไม่มีคนอยู่เลยสักคน มองไปทางไหนก็ว่างเปล่า
คอนเนอร์เองก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด "อย่าบอกนะว่าถูกพวกออร์คลอบโจมตี! ถ้าพวกออร์คตีป้อมปราการคาชานแตกได้ ทั้งมณฑลก็คงพินาศในพริบตา"
"ไม่น่าจะใช่ ไม่อย่างนั้นคงไม่เงียบสงบขนาดนี้หรอก"
โชคดีที่หลังจากเดินหน้าต่อไปได้ระยะหนึ่ง ฟีลด์ก็มองเห็นแสงคบเพลิงสว่างไสวอยู่บนกำแพงปราสาทชั้นใน
"อย่าเข้ามา พวกเจ้าเป็นใคร" มีคนตะโกนลงมาจากกำแพง ภายใต้แสงจากคบเพลิง จะเห็นได้ว่ามีคนเดินพลุกพล่าน แสดงว่าในปราสาทยังมีกำลังพลเหลือเฟือ
ทำไมจู่ๆ พวกมันถึงทิ้งจุดยุทธศาสตร์รอบนอกไปล่ะ ฟีลด์เกิดความสงสัยขึ้นมา
"ฉันคือบารอนฟีลด์แห่งตระกูลโรส กำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งที่ดินแดนแห่งรัตติกาล ช่วยเปิดประตูของป้อมปราการคาชานให้พวกเราออกไปที"
นายทหารที่ตะโกนถามเมื่อครู่มีท่าทีลำบากใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ไปเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งมา ซึ่งก็คือลูกชายของบารอนบูลนั่นเอง
"ไม่ได้! พ่อของข้ายังไม่กลับมา ใครก็อย่าหวังจะมาหลอกให้เปิดประตูปราสาทได้! ไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะสั่งยิงธนู"
ได้ยินคำตอบที่เด็ดขาดจากบนกำแพงเมือง มุมปากของฟีลด์ก็กระตุกถี่ เดาว่าไอ้หนุ่มนั่นคงถูกพวกซากศพทำให้กลัวจนหัวหดไปแล้ว เขาจึงรีบตะโกนบอก "ฉันเอง ฟีลด์ไง ฉันเคยบริจาคเงินให้ที่นี่ด้วย จำไม่ได้หรือ ฉันไม่ใช่ศัตรูของนายนะ"
"ก็แค่เศษเงินไม่กี่แดงไม่ใช่หรือไง ทั้งจักรวรรดิต่างก็ต้องส่งเงินมาให้ชายแดนทั้งนั้น แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมีหน้ามาขอให้ข้าจำแก ไอ้พวกบ้านนอก ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้"
"เวรเอ๊ย ขุนนางดีๆ นี่มันหายากจริงๆ" ฟีลด์แทบจะกัดฟันกรอด ความดีครั้งสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกลายเป็นแค่การละลายแม่น้ำไปเสียแล้ว ถ้าฟีลด์มีกองทหารอยู่ในมือล่ะก็ เขาคงสั่งบุกตีปราสาทไปแล้ว แต่เขาก็ยังอดทนพยายามพูดดีๆ ด้วย "ชาวบ้านพวกนี้ ฉันช่วยพวกเขาไว้ระหว่างทาง นาย..."
ฟีลด์ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงด่าทอดังแทรกขึ้นมา
"บ้าเอ๊ย แกคิดว่าปราสาทของข้ามีเสบียงเหลือเฟือนักหรือไง ใครใช้ให้แกไปช่วยไอ้พวกสวะนั่น! ไอ้คนแส่ไม่เข้าเรื่อง ถ้าแกกล้าพาพวกมันเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะสั่งยิงธนูทันที"
[จบแล้ว]