- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 1405 - ทั่วหล้าสั่นสะเทือน
บทที่ 1405 - ทั่วหล้าสั่นสะเทือน
บทที่ 1405 - ทั่วหล้าสั่นสะเทือน
บทที่ 1405 - ทั่วหล้าสั่นสะเทือน
ระบบเงินตราพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
แม้ว่าเงินตราที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดจะมากกว่าแต่ก่อนเพียงเท่าตัวเดียว
ทว่าส่วนต่างเพียงเท่าตัวนี้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เงินที่ล้นตลาดอย่างกะทันหันส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ผู้คนก็เริ่มพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะใช้จ่ายเงินในมือออกไปให้หมด
ยิ่งผู้คนใช้จ่ายมากเท่าไหร่ เงินตราก็ยิ่งล้นตลาดมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อถึงวันที่สิบ เริ่มมีผู้คนแบกห่อผ้าและถุงที่เต็มไปด้วยเหรียญทองแดงออกไป โดยหวังว่าจะใช้เงินเหล่านี้แลกกับสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันได้บ้าง ทว่าส่วนใหญ่มักจะกลับมาด้วยมือเปล่า
ความเชื่อมั่นได้พังทลายลง ประดุจหิมะที่ถล่มลงจากยอดเขา ไม่มีผู้ใดสามารถรอดพ้นไปได้
เมื่อถึงวันที่สิบเอ็ด
ไม่มีผู้ใดเต็มใจยอมรับเงินตราอีกต่อไป
แม้จะเป็นเงินตราที่มีคุณภาพดีเหมือนแต่ก่อน ก็ไม่มีใครอยากรับไว้
เงินเลวระบาดไปทั่วตลาด จนส่งผลกระทบไปถึงเงินดีด้วย
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ทั้งสองสิ่งนี้ไม่มีความแตกต่างกันเลย
การซื้อขายที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดได้แปรเปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า
และการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้าหมายถึงต้นทุนการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ข้าเอาวัวตัวหนึ่งไปแลกไก่ร้อยตัวของเจ้า ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่ย่อมไม่อาจหาไก่ร้อยตัวมาได้ในทันที และเป็นการยากที่จะหาสินค้าที่อีกฝ่ายต้องการและมีมูลค่าเท่ากับวัวมาแลกเปลี่ยนได้
ร้านค้าต่างๆ จำต้องทยอยปิดตัวลง
การค้าขายไม่อาจดำเนินต่อไปได้ การรับเงินตราหมายถึงการขาดทุน ทว่าการแลกเปลี่ยนสินค้านั้นเหมาะสำหรับการค้าในตลาดมืดขนาดเล็กเท่านั้น
ผู้คนเริ่มทวีความโกรธแค้น
ข่าวคราวภัยพิบัติที่นครวัดดูเหมือนจะแพร่กระจายมาถึงพนมเปญแล้ว
หลังจากนั้น ทั่วทั้งอาณาจักรเจินละก็ตกอยู่ในความโกลาหล
กษัตริย์แห่งเจินละเพิ่งจะทรงตระหนักได้ว่าปัญหาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
กองทัพหลวงเริ่มก่อความวุ่นวายเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากเบี้ยหวัดที่กษัตริย์ประทานให้ก็คือเงินตราเหล่านั้น และยังมีจำนวนเท่าเดิมเหมือนแต่ก่อน เบี้ยหวัดในอดีตยังพอให้ซื้อหาอาหารจนอิ่มท้องได้ ทว่าในยามนี้ เงินตราที่ได้รับมากลับไม่พอซื้อไข่เพียงฟองเดียวเสียด้วยซ้ำ
ไข่เพียงฟองเดียวไม่อาจทำให้อิ่มท้องได้แม้แต่วันเดียว แล้วอีกยี่สิบเก้าวันที่เหลือของเดือนเล่า จะให้ผู้คนกินลมกินแล้งหรืออย่างไร?
กษัตริย์เจินละทรงได้รับข่าวการก่อความวุ่นวายของกองทัพ พระพักตร์ก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นทันที
หลายวันที่ผ่านมานี้ พระองค์ย่อมทรงทราบดีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เพียงแต่... พระองค์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะเลวร้ายลงถึงเพียงนี้
ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่ย่ำแย่ที่สุด
แม้พระองค์จะมีพระราชบัญชาให้เสนาบดีทั้งห้าควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงหลายต่อหลายครั้ง ทว่ากลับไม่เป็นผล
เรียกได้ว่าจนปัญญาโดยสิ้นเชิง
ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ เป็นผู้กำหนดความเป็นตายของคนนับหมื่น เมื่อมีพระราชโองการลงไปย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน
ทว่าดูเหมือนว่าในความมืดมิดนั้น ราวกับมีศัตรูที่มองไม่เห็นกำลังต่อต้านพระองค์อยู่ พระราชโองการที่ประกาศออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว เรื่องราวกลับยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
ในยามนี้ พระองค์เริ่มทรงพระวิตกแล้ว
กองทัพหลวงเริ่มคลอนแคลน ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้เลย แม้จะฝืนกดทับเรื่องราวเอาไว้ได้ชั่วคราว ทว่าไม่รู้ว่าจะกดไว้ได้นานเพียงใด
ไม่เพียงเท่านั้น ที่นครวัด โจรป่าที่เคยปรากฏตัวก่อนหน้านี้กลับชูธงก่อกบฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน และมีกำลังพลมหาศาล
ในยามนี้ ทั่วทั้งเจินละประดุจตกอยู่ในกองฟืนที่กำลังลุกโชน
และตรงหน้าพระองค์ ศัตรูที่น่ารังเกียจคือเงินตราที่ลดค่าลงเรื่อยๆ ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่ากองทัพกบฏเสียอีก
เพราะในการรับมือกองทัพกบฏ ผู้คนยังพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ทว่าในการรับมือกับเงินตราที่เสื่อมค่าลงทุกวัน กลับไม่มีวิธีแก้ไขเลย
พระพักตร์ของกษัตริย์เจินละเริ่มดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
แววตาของพระองค์วาวโรจน์ประดุจสายฟ้า ทรงกริ้วใส่เสนาบดีทั้งห้า "ควรทำอย่างไรดี ควรทำอย่างไรดี! หรือว่าจะไม่มีวิธีเลยหรือ? เหตุใดเหล่าทหารและราษฎรถึงไม่ยอมรับเงินตรา เหตุใด..."
"ฝ่าบาท" หรั่นตัวเหลามีสีหน้าขมขื่น
วิธีการที่ควรใช้ล้วนใช้ไปหมดแล้ว
ทว่าความพินาศประดุจหิมะถล่มนี้ยังคงไม่อาจยับยั้งได้
นี่คือภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต
ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างหรั่นตัวเหลาที่ยังติดอยู่ในยุคกสิกรรมจะแก้ไขได้
ต่อให้เป็นปราชญ์อย่างหลิวเหวินซั่น เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ก็เกรงว่าจะไร้หนทางแก้ไขเช่นกัน
เขาเหลือบมองกษัตริย์เจินละอย่างระมัดระวัง
ก่อนจะกล่าวว่า "ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้กระหม่อมเคยคิดหาวิธีไว้แล้ว นั่นคือการรวบรวมเงินตราจำนวนหนึ่งแล้วรีบไปยังท่าเรือจี๋เป่า เพื่อกว้านซื้อสินค้าล้ำค่าจำนวนมหาศาล แม้เงินเหล่านี้จะไร้ค่าในบ้านเมืองของเรา ทว่าหากร้านค้าสี่คาบสมุทรยอมรับเงินเหล่านี้... มันก็จะยังคงแสดงมูลค่าของมันได้ ทว่า... ทว่า..."
"ทว่าสิ่งใด?" กษัตริย์เจินละตรัสเสียงเข้ม ทรงจ้องมองหรั่นตัวเหลาด้วยสายตาอำมหิต
"
หรั่นตัวเหลากล่าวด้วยสีหน้าขมขื่นว่า "ทว่าทางร้านค้าสี่คาบสมุทรแจ้งมาว่า ในยามนี้เรือมหาสมบัติขนส่งเพียงยารักษาโรคและเสบียงอาหารบรรเทาทุกข์เท่านั้น สินค้าล้ำค่าเหล่านั้นขาดตลาดมานานแล้ว ต่อให้มีเงินตราก็ไม่อาจซื้อได้... ทว่า... กระหม่อมได้ยินมาว่าในตลาดมืด สินค้าล้ำค่าเหล่านั้นราคากระโดดพุ่งสูงขึ้นมาก กระหม่อมคิดว่า... ต่อให้เรือของพวกเขาขนสินค้ามาถึง เกรงว่า... เกรงว่า... พวกเขาก็คงไม่ยอมให้เราใช้เงินตราซื้อสินค้าล้ำค่านั้นได้โดยง่าย ในยามนี้... ในยามนี้... ไม่มีหนทางอื่นแล้ว ฝ่าบาท... นี่... นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นแผนการของร้านค้าสี่คาบสมุทรพ่ะยี่ห้อ ในตอนแรกพวกเขายอมรับเงินตรา จนเป็นเหตุให้บ้านเมืองเริ่มพิมพ์เงินออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในยามนี้... ในยามนี้..."
แผนการ...
นี่คือแผนการอย่างนั้นหรือ?
นี่คือกลยุทธ์ที่เปิดเผยอย่างเที่ยงธรรมต่างหาก
การยอมรับเงินตราเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว เงินตราที่แต่ละประเทศให้การรับรอง ร้านค้าสี่คาบสมุทรจะไม่ยอมรับได้อย่างไร?
การกระทำของร้านค้าสี่คาบสมุทรแทบไม่มีสิ่งใดให้ตำหนิได้เลย
และเรื่องราวที่ย่ำแย่ก็เป็นเพราะราชสำนักและพ่อค้าของเจินละเอง ที่หวังจะกอบโกยผลกำไร โดยคิดว่าตนเองได้เปรียบร้านค้าสี่คาบสมุทร จึงได้ผลิตเงินตราออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในยามนี้... ผลกรรมนั้นได้ย้อนกลับมาหาตัวเองในที่สุด
พระพักตร์ของกษัตริย์เจินละเปลี่ยนจากโกรธเกรี้ยวเป็นเศร้าสลด พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงพลางตรัสว่า "ชาวต้าหมิงพวกนี้ช่างน่ารังเกียจนัก"
หรั่นตัวเหลาและคนอื่นๆ ต่างนิ่งเงียบ
"หรือว่าจะไม่มีวิธีแล้วจริงๆ?" กษัตริย์เจินละทรงประทับอยู่บนพระราชอาสน์พลางตรัสพึมพำกับพระองค์เอง
หรั่นตัวเหลาเงยหน้าขึ้นมองกษัตริย์เจินละก่อนจะกล่าวทีละคำว่า "ฝ่าบาท ไม่มีหนทางใดอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเรา... พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงที่สุด ในยามนี้โจรป่าชุกชุมไปทั่วบ้านเมือง ทหารและราษฎรต่างขุ่นเคืองใจ ไม่ช้าไม่นาน ความโกรธแค้นเหล่านี้จะลามมาถึงพระองค์ หากถึงวันพรุ่งนี้ถ้าราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอีก... ต่อไป แม้แต่ในเมืองหลวงก็คงจะมีโจรผู้ร้ายเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ"
กษัตริย์เจินละทรงทรุดพระวรกายลงบนพระราชอาสน์อย่างไร้สีหน้า
พระองค์ทรงสั่นสะท้าน
นี่คือผลลัพธ์ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ความโกรธแค้นของสามัญชนประกอบกับการสั่นคลอนของกองทัพหลวง ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิต
พระองค์ย่อมทรงล่วงรู้ถึงความหมายนี้ดี
ไม่มีผู้ใดกล้ารับรองว่า วันพรุ่งนี้หรือวันมะรืน จะมีกลุ่มคนบุกเข้ามาในวังหลวงหรือไม่
พระองค์ทรงเม้มพระโอษฐ์ หลับพระเนตรลง และนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น เราควรทำอย่างไร?"
"ฝ่าบาท!" หรั่นตัวเหลากล่าวอย่างจริงจังว่า "ชาวต้าหมิงมีคำกล่าวที่ว่า ผูกกระพรวนไว้ที่ใดก็ต้องให้คนผู้นั้นเป็นคนแก้ ในยามนี้เรื่องเร่งด่วนคือต้องเชิญคนของร้านค้าสี่คาบสมุทรมาในทันที พระองค์ต้องทรงเจรจากับพวกเขาด้วยพระองค์เอง ในยามนี้... มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่มีวิธี ไม่เช่นนั้น..."
เจรจา...
แววตาของกษัตริย์เจินละฉายแววไม่ยอมรับ พระองค์ทรงพระสรวลอย่างเย็นชา "ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มพ่อค้าชาวต้าหมิง จะมีสิทธิ์อันใด... มาเจรจากับข้า"
หรั่นตัวเหลาและคนอื่นๆ ต่างมีใบหน้าที่ขมขื่น ตกอยู่ในความเงียบงันประดุจความตาย
กษัตริย์เจินละทรงด่าทอออกมาอย่างรุนแรง ทว่าจู่ๆ ก็กลับกลายเป็นเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก ในที่สุดก็ตรัสว่า "เชิญพวกเขามาเถิด เชิญพวกเขามา!"
ดวงตาของพระองค์แดงก่ำด้วยความกริ้ว พระพักตร์ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา จากนั้นจึงทรงลุกขึ้นยืน
ทรงกำพระหัตถ์แน่นแล้วชกลงไปบนที่วางพระกรของพระราชอาสน์อย่างแรง
โอ๊ย...
พระองค์ทรงรู้สึกเจ็บปวด
วรกายขดตัวลงด้วยความเจ็บปวดจนพระเสโทไหลซึม
............
จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งถึงมือหลิวเหวินซั่น
หลิวเหวินซั่นกำลังสอนหลิวจิ่นเดินหมาก
ทว่าฝีมือการเดินหมากของหลิวจิ่นนั้นย่ำแย่เกินบรรยาย ทำให้หลิวเหวินซั่นรู้สึกเบื่อหน่าย
เมื่อได้ยินว่ามีจดหมายเร่งด่วนมาจากเจินละ หลิวเหวินซั่นราวกับหาทางออกได้ในทันที ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ เขาเลื่อนกระดานหมากออก รับจดหมายมาเปิดอ่านพลางนิ่งเงียบไป
"ท่านพ่อ เกิดสิ่งใดขึ้นหรือครับ?" หลิวจิ่นจ้องมองหลิวเหวินซั่นพลางถาม
หลิวเหวินซั่นกล่าวอย่างใจเย็นว่า "กษัตริย์เจินละทรงเขียนจดหมายมาด้วยพระองค์เอง ทรงอยากให้ร้านค้าสี่คาบสมุทรไปเจรจาที่เจินละ"
"เจรจา" หลิวจิ่นแยกเขี้ยวกล่าว "ถ้าอย่างนั้นก็ส่งหลงจู๊โจวไปก็พอแล้วนี่ครับ"
"
"ไม่ได้" แววตาของหลิวเหวินซั่นล้ำลึก เขาส่ายหน้า "นี่คือคนแรกที่เชิญเราถึงบ้าน ในยามนี้ทุกประเทศต่างกำลังลำบากจนหัวหมุน ข้าคิดว่าพวกเขากำลังพยายามอดทนอยู่ ทว่าหลิวจิ่นเอย เจ้าเคยคิดไหมว่า การที่เจินละเป็นฝ่ายเริ่มขอเจรจาเป็นคนแรกนั้นหมายความว่าอย่างไร?"
"เอ่อ..." หลิวจิ่นขมวดคิ้วใช้ความคิด
หลิวเหวินซั่นกล่าวต่อทันทีว่า "นั่นหมายความว่า เราสามารถสร้างเจินละให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ชาติต่างๆ ที่กำลังรอดูท่าทีได้เข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป และยิ่งต้องให้พวกเขารู้ว่า มีเพียงการทำตามเจินละเท่านั้น พวกเขาถึงจะพ้นจากวิกฤตได้ ไม่เช่นนั้น... บ้านแตกสาแหรกขาดก็อยู่เพียงชั่วข้ามคืน"
หลิวเหวินซั่นกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาอย่างราบเรียบ แววตาฉายแววความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
สิ่งนี้ทำให้หลิวจิ่นรู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย
บอกตามตรง พ่อของเขาคนนี้ดูจะเดาใจได้ยากยิ่งนัก
บางครั้งก็มีใจเมตตาประดุจพระโพธิสัตว์ ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็กลับมีวิธีการที่เด็ดขาดปานสายฟ้าแลบ
คนที่เรียนรู้มาจากท่านปู่... ล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่ควรไปตอแยด้วยจริงๆ
หลิวจิ่นกล่าวด้วยความเลื่อมใสว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อจะไปพร้อมกับลูกไหมครับ?"
"ไปสิ ทำไมจะไม่ไปเล่า" หลิวเหวินซั่นอารมณ์ดีขึ้นมาก เขายิ้มพลางกล่าวว่า "ได้ยินว่าเจินละมีทัศนียภาพที่งดงาม มีวัดวาอารามนับไม่ถ้วน ถือเสียว่าไปท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ก็นับว่าไม่เลว"
"ทว่า..." หลิวจิ่นนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้ เขาขมวดคิ้วดูไม่สบายใจ "ทว่าท่านพ่อ ท่านไม่ห่วงหรือว่าพวกเขาจะทำอันตรายท่าน? นี่เป็นการบุกถ้ำเสือเพียงลำพัง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา..."
สีหน้าของหลิวเหวินซั่นเรียบเฉยดุจน้ำนิ่ง ในอดีตเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง
ทว่าเมื่อท่านอาจารย์เปิดประตูบานหนึ่งให้เขาได้เห็นโลกใบใหม่ จากนั้นจึงให้เขาค่อยๆ ฝึกฝน ประสบการณ์ของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น
ระดับความสูงของคนเราเป็นตัวกำหนดวิสัยทัศน์ และวิสัยทัศน์ก็เป็นตัวกำหนดความคิด
หลิวเหวินซั่นกล่าวอย่างสงบว่า "เหตุใดเราต้องกลัวกษัตริย์เจินละเพียงคนเดียว? ในยามนี้คนที่กำลังหวาดกลัวคือพวกเขาต่างหาก บัดนี้ ความเป็นตายเกียรติยศของพวกเขาอยู่ในกำมือเจ้าและข้า ประดุจดังมือกระบี่ในบทกวีของตู้ฟู่ที่ว่า 'ระบำดาบของศิษย์ท่านหญิงกงซุน' มีดาบคมอยู่ในกาย ร่ายรำเพียงครั้งสั่นสะเทือนสี่ทิศ เรียกได้ว่าทำสิ่งใดก็สำเร็จลุล่วง มีสิ่งใดน่าเกรงกลัวกัน?"
(จบแล้ว)