- หน้าแรก
- โต้วหลัว เมื่อไดอารี่ของผมทำปี๋ปี่ตงสติแตก
- บทที่ 28 นี่เจ้าไปอยู่แถวชายทะเลมาหรืออย่างไร?
บทที่ 28 นี่เจ้าไปอยู่แถวชายทะเลมาหรืออย่างไร?
บทที่ 28 นี่เจ้าไปอยู่แถวชายทะเลมาหรืออย่างไร?
หลังจากที่ปี่ปี่ตงได้ระบายความโกรธใส่ผู้โชคร้ายคนนั้นไปแล้ว แม้ว่าโทสะในใจของนางจะยังมีอยู่มาก ทว่าการปฏิบัติต่อคู่ต่อสู้คนต่อๆ มาก็เห็นได้ชัดว่าดีกว่าเจ้าคนดวงซวยก่อนหน้านั้นมาก
จ้าวหลิงผู้ซึ่งรู้ตัวดีว่ากำลังจะร่ำรวย เดิมทีอารมณ์ดีมาก แต่เขากลับรู้สึกอยู่เสมอว่าปี่ปี่ตงที่อยู่บนลานประลองมักจะตวัดสายตาดุดันมาที่เขาเป็นระยะๆ ทำเอาเขาสันหลังวาบ
เขาที่มึนงงไปหมด ยังคงไม่เข้าใจว่ามีอะไรไปกระตุ้นนาง เขารู้สึกเหมือนว่านางในตอนนี้มีเค้าโครงของปี่ปี่ตงที่ 'เข้าสู่ด้านมืด' เหมือนในต้นฉบับเลยทีเดียว
หลังจากต่อสู้มาตลอดช่วงเช้า พลังภายในของปี่ปี่ตงก็ปะทุขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว นางลงประลองไปถึงสิบห้านัดและคว้าชัยชนะมาได้ทั้งหมด
บางทีอาจเป็นเพราะชะตากรรมอันน่าเวทนาของคู่ต่อสู้ในการประลองนัดที่สิบเอ็ด ทำให้คู่ต่อสู้คนต่อๆ มาที่ทางสนามประลองวิญญาณจัดเตรียมไว้ให้ แม้แต่คนที่แข็งแกร่งกว่านาง ก็ยังเผลอสะดุ้งด้วยความหวาดกลัวเมื่อได้เห็นหน้านาง ดังนั้นผลลัพธ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก
หลังจากการประลองนัดสุดท้ายจบลง ขณะที่นางค่อยๆ เดินลงจากลานประลอง เหรียญทอง 300 เหรียญในตอนแรกของจ้าวหลิงก็งอกเงยกลายเป็น 42,000 เหรียญทองไปแล้ว เขาหน้าบานด้วยความปิติยินดีหลังจากได้รับเงินก้อนโตมาไว้ในมือ
อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกเสียดายนิดหน่อย หากอัตราต่อรอง 8:1 ยังคงอยู่ ทางสนามประลองวิญญาณในตอนนี้ก็คงมีเงินไม่พอจ่ายเขาเป็นแน่...
แต่น่าเสียดาย หลังจากประลองนัดแรก เมื่อพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวของปี่ปี่ตงประจักษ์แก่สายตาทุกคน อัตราต่อรองของนางก็ดิ่งฮวบลงตั้งแต่การประลองนัดที่สองเป็นต้นมา
หากไม่ใช่เพราะสนามประลองวิญญาณจัดเตรียมคู่ต่อสู้ที่มีระดับสูสีให้นางหลังจากการประลองนัดที่สิบเอ็ด ซึ่งทำให้อัตราต่อรองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาคงทำเงินไม่ได้ถึง 42,000 เหรียญทองหรอก
ทว่าจ้าวหลิงเข้าใจความหมายของคำว่าความพอใจเป็นอย่างดี และกล่าวแสดงความยินดีกับปี่ปี่ตงด้วยความเบิกบานใจ
"ยินดีด้วยนะแม่นางตงเอ๋อร์ ชนะรวดสิบห้านัด ช่างแข็งแกร่งและน่าเกรงขามจริงๆ"
ปี่ปี่ตงแค่นเสียงด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะถลึงตาใส่อาอิ๋นอย่างดุดัน ซึ่งอาอิ๋นเองก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอและถลึงตาตอบกลับไป หลังจากทั้งคู่แค่นเสียงใส่กัน พวกนางก็สะบัดหน้าหนีไปคนละทาง
จ้าวหลิงสังเกตเห็นความบาดหมางระหว่างนางกับอาอิ๋นแล้วขมวดคิ้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าความเป็นศัตรูกันตามธรรมชาติระหว่างฝ่ายของพวกนาง ทำให้พวกนางเกลียดขี้หน้ากันโดยสัญชาตญาณ?
มิเช่นนั้น เหตุใดหญิงสาวสองคนนี้ถึงต้องตั้งตนเป็นศัตรูกันด้วย? พฤติกรรมของพวกนางไม่ใช่ข่าวดีสำหรับจ้าวหลิงเลย
จ้าวหลิงผู้มุ่งมั่นที่จะดึงตัวพวกนางทั้งสองมาอยู่ข้างกาย จะไม่มีวันยอมให้เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นในอนาคตเป็นอันขาด ไม่ได้การ เขาต้องหาวิธีช่วยให้พวกนางปรองดองกัน แม้ความยากจะค่อนข้างสูงก็ตามที
ท้ายที่สุดแล้ว ฝ่ายหนึ่งมาจากสำนักวิญญาณยุทธ์ ส่วนอีกฝ่ายคือคนที่จะต้องสละชีวิตตนเองภายใต้การบีบบังคับของสำนักวิญญาณยุทธ์ในอนาคต บางทีอาจมีความแค้นฝังลึกตั้งแต่เกิดระหว่างทั้งสองฝ่าย การที่พวกนางจะไม่ชอบหน้ากันจึงเป็นเรื่องธรรมดา
จ้าวหลิงไม่รู้เลยว่าความบาดหมางระหว่างหญิงสาวสองคนนี้เป็นเพราะพวกนางต่างก็มี 'สำเนาบันทึกของจ้าวหลิง' และเขาก็เอาแต่เปรียบเทียบพวกนางในบันทึกอยู่ตลอดเวลา ต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้มาจากเขาล้วนๆ
เบญจมาศพรหมยุทธ์และกลุ่มอัจฉริยะของสำนักวิญญาณยุทธ์รีบวิ่งเข้ามาเมื่อเห็นปี่ปี่ตงลงมาจากลานประลอง
เบญจมาศพรหมยุทธ์พิจารณาทั้งสามคนด้วยสายตาแปลกประหลาด เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เขารู้สึกอยู่เสมอว่าบรรยากาศมันดูพิลึกพิลั่นนิดหน่อย
ทว่าเขาไม่คิดว่าคุณหนูของเขาจะกำลังหึงหวง ราชทินนามพรหมยุทธ์ที่ชื่อจ้าวหลิงผู้นี้คงจะยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้คุณหนูของเขาหึงหวงได้หรอก
ปี่ปี่ตงเห็นเบญจมาศพรหมยุทธ์และกลุ่มอัจฉริยะเดินเข้ามา จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง? คงไม่มีใครแพ้ราบคาบหรอกนะ?"
เบญจมาศพรหมยุทธ์พยักหน้าและตอบกลับอย่างไม่ลังเล "วางใจเถิดขอรับคุณหนู อัจฉริยะที่มายังสนามประลองวิญญาณในครั้งนี้ล้วนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาแต่ละคนลงประลองไปราวสิบครั้งเมื่อเช้านี้ โดยเฉลี่ยแล้วแพ้เพียงแค่หนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้นขอรับ"
"แพ้ตั้งหนึ่งหรือสองครั้งเชียวหรือ? ดูเหมือนว่าการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงที่วิหารศักดิ์สิทธิ์จัดให้พวกเขา จะยังเข้มงวดไม่พอสินะ หึ"
ปี่ปี่ตงแค่นเสียง สำหรับนาง การแพ้ถึงหนึ่งหรือสองครั้งจากสิบครั้งในการแข่งขันระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณเหล็กนั้นเป็นเรื่องที่ต้องนำไปทบทวนตัวเองให้ดี คนพวกนี้กล้าแพ้ถึงหนึ่งหรือสองครั้ง นั่นย่อมหมายความว่าภารกิจการฝึกซ้อมของพวกเขาน้อยเกินไป
เหล่าอัจฉริยะจากสำนักวิญญาณยุทธ์ต่างทำหน้ามุ่ยในทันที จบสิ้นกัน คราวนี้พวกเขาต้องดวงซวยแน่ๆ
เห็นได้ชัดว่าการพ่ายแพ้เพียงหนึ่งหรือสองครั้งจากสิบครั้งนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว แต่คุณหนูกลับยังไม่พอใจ แถมยังคิดว่าภารกิจการฝึกซ้อมของพวกเขานั้นน้อยเกินไปอีก พวกเขาอยากจะโอดครวญ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ
มุมปากของจ้าวหลิงกระตุกเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเอ่ยกับปี่ปี่ตงด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง
"เอ่อ แม่นางตงเอ๋อร์ ความจริงแล้วการพ่ายแพ้เพียงหนึ่งหรือสองครั้งจากสิบครั้งก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้วนะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศอย่างท่าน ที่สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ได้ถึงสิบห้าคนราวกับสัตว์ประหลาด... อัจฉริยะ อันที่จริง คนเก่งกาจแบบท่านไม่ได้มีเยอะนักหรอก..."
สัตว์ประหลาด... อัจฉริยะงั้นหรือ? ปี่ปี่ตงกรอกตาใส่จ้าวหลิง พลางบ่นอุบอิบในใจ นางอยากจะพูดว่า 'ถ้าอยากจะบอกว่าข้าเป็นสัตว์ประหลาด ก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ 'สัตว์ประหลาดอัจฉริยะ' บ้าบออะไรกัน?'
'เมื่อเทียบกับข้าแล้ว เจ้าต่างหากที่ควรจะเป็นสัตว์ประหลาด ไม่ใช่หรือไง? แม้บันทึกจะบอกว่าข้าจะกลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ในวัยสามสิบกว่า แต่ก็เป็นเรื่องของอนาคต และยังไม่รู้เลยว่าข้าจะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่'
'แต่เจ้านี่สิ หน้าตาก็ดูอายุแค่ยี่สิบสามสิบ แต่กลับเป็นถึงยอดฝีมือระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ไปแล้ว จากสถานการณ์ของเจ้า เจ้านี่ยังมีหน้ามาเรียกข้าว่าสัตว์ประหลาดอีกงั้นหรือ?'
แม้ปี่ปี่ตงจะคิดเช่นนี้ แต่นางก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ เพียงแต่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แม้ว่าพวกเขาจะเก่งกาจสู้ข้าไม่ได้จริงๆ แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นบุคลากรที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดีจากสำนักวิญญาณยุทธ์ของข้า พวกเขาต้องไม่ทรยศต่อพระคุณที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ฟูมฟักมา ข้าต้องการจะเพิ่มความยากในการฝึกซ้อมให้พวกเขา ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?
อีกอย่าง ท่านไม่ใช่คนของสำนักวิญญาณยุทธ์ และก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันข้าด้วย นี่ท่านไปอยู่แถวชายทะเลมาหรืออย่างไร? ทำไมถึงได้ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านนัก?"
"เอ่อ..." จ้าวหลิงลูบจมูกตัวเองป้อยๆ รู้สึกหดหู่เล็กน้อย คิดไม่ออกว่ามีสิ่งใดไปกระตุ้นปี่ปี่ตง คำพูดของนางช่างแฝงไปด้วยหนามแหลมคม
เฮ้อ ช่างมันเถอะ พูดให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า ขืนทำให้นางอารมณ์เสียขึ้นมา การจะเอาชนะใจนางในอนาคตคงจะยากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นจ้าวหลิงเงียบไปและดูหดหู่ แววตาแห่งชัยชนะก็พาดผ่านดวงตางดงามของปี่ปี่ตง ใครใช้ให้เจ้าอันธพาลผู้นี้ไปสนิทสนมกับผู้หญิงที่ชื่ออาอิ๋นที่อยู่ข้างๆ เขากันเล่า?
เขาพูดชัดเจนว่าเขารู้สึกอิจฉานางมากกว่า แต่หมอนี่กลับไปจับมือถือแขนกับผู้หญิงที่ชื่ออาอิ๋นเสียแล้ว แถมผู้หญิงคนนั้นยังเกาะติดเขาเป็นปลิงอีก จ้าวหลิงจะสงวนท่าทีบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?
ถ้าไม่สงวนท่าทีก็ช่างเถอะ แต่ทำไมเจ้าไม่พยายามมาหว่านเสน่ห์ใส่ข้าบ้างเล่า? เจ้าไม่ได้ใช้เวลาตั้งสี่วันในหมู่บ้านเล็กๆ นั่นเพื่อพยายามหว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงที่ชื่ออาอิ๋นหรอกหรือ?
ทำไมถึงไม่มาหว่านเสน่ห์ใส่ข้าบ้าง? เป็นเพราะข้าสวยสู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ หรือหอมสู้ไม่ได้งั้นหรือ? ผู้ชายจอมหน้าซื่อใจคดคนนี้น่ารังเกียจจริงๆ!
ในเวลานี้ อาอิ๋นก็สังเกตเห็นแววตาแห่งชัยชนะของปี่ปี่ตงเช่นกัน นางรีบจับมือจ้าวหลิงไว้ แล้วเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง
"พี่หลิง ท่านหิวหรือยัง? ไปกินข้าวกันเถอะ บ่ายนี้ท่านไปเป็นเพื่อนข้าซื้อเสื้อผ้ากับรองเท้าสักหน่อยได้หรือไม่? ข้าเห็นว่าเสื้อผ้าที่ผู้คนในเมืองสั่วทัวใส่มีรูปแบบแปลกใหม่และเนื้อผ้าก็งดงามประณีตนัก"
จ้าวหลิงมองอาอิ๋นตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพยักหน้าเบาๆ แม่นางคนนี้ขาดแคลนเสื้อผ้าจริงๆ นั่นแหละ
ต่อให้เขาจะเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดที่นางเคยใส่ในหมู่บ้านไว้ในช่องเก็บของของระบบอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็มีแค่สามสี่ชุดเท่านั้นที่ดูดีพอจะใส่ได้
สำหรับเด็กสาวที่รักสวยรักงามแล้ว ชุดกระโปรงสวยๆ ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในเมื่อเขาอยากจะตามจีบนาง นี่ก็เป็นโอกาสอันดีไม่ใช่หรือ?