เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - กรงเล็บเทพมังกร

บทที่ 48 - กรงเล็บเทพมังกร

บทที่ 48 - กรงเล็บเทพมังกร


บทที่ 48 - กรงเล็บเทพมังกร

เมื่อมองจากภายนอก แขนขวาของเป้ยเป้ยยังคงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนักในเวลานี้

ทว่าแท้จริงแล้วโครงกระดูกที่อยู่ภายในได้ถูกแสงศักดิ์สิทธิ์เก้าสีบดขยี้จนแหลกเหลวและประกอบขึ้นมาใหม่นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

การดึงพลังจิตกลับเข้าสู่ภายในนั้นเป็นเพียงวิธีพลิกแพลงอย่างหนึ่ง มันไม่ได้ช่วยตัดขาดความเจ็บปวด เพียงแต่ช่วยบรรเทความเจ็บปวดลงได้บ้างเท่านั้น

การต้องคอยควบคุมพลังจิตไปพร้อมๆ กับการอดทนต่อความเจ็บปวด นับว่าเป็นการแบ่งเบาระดับความเจ็บปวดออกเป็นสองส่วน แล้วถ่ายโอนไปเป็นความเหนื่อยล้าจากการควบคุมพลังจิตแทน

หากไม่กังวลว่าการหมดสติไปเพราะความเจ็บปวดจะทำให้การผสานกระดูกวิญญาณทั้งสองชิ้นล้มเหลวและอาจส่งผลให้เขาต้องกลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อนแล้วล่ะก็ เขาคงชิงสลบเหมือดไปนานแล้ว

อย่างไรก็ตาม การผสานรวมระหว่างกระดูกวิญญาณส่วนแขนขวาของมังกรเงินกับกระดูกวิญญาณส่วนกรงเล็บมังกรทรราชเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ช่วงที่รุนแรงที่สุดเท่านั้น

ภายใต้ภาพที่มองเห็นจากภายนอกร่างกายของเป้ยเป้ย บริเวณร่างกายที่เชื่อมต่อระหว่างแขนขวาและฝ่ามือ เกล็ดสีทองบนนั้นค่อยๆ หลุดลอกออกทีละชิ้น เลือดเนื้อที่อยู่ภายในถูกย่อยสลายกลายเป็นแสงสีทอง ส่วนแกนกระดูกของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเนื้อกระดูกที่มีเก้าสีสัน

แม้จะเผยให้เห็นโครงกระดูก ทว่ากลับไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวแต่อย่างใด อย่างน้อยเหล่าราชทินนามพรหมยุทธ์ทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

แม้แต่ผู้อาวุโสซ่งที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของเป้ยเป้ยมากที่สุด ก็ยังถูกแสงเก้าสีที่สะท้อนอยู่ในดวงตาช่วยปลอบประโลมจิตใจให้สงบลงได้บ้าง ทำให้นางไม่บุ่มบ่ามลงมือกระทำการใดๆ

ในตอนนั้นเอง รูปลักษณ์ของแขนขวาของเป้ยเป้ยก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

แสงสีทองที่แปรสภาพมาจากเลือดเนื้อถูกอัดฉีดเข้าไปในโครงกระดูกเก้าสี

จากนั้นแสงเก้าสีก็แปรเปลี่ยนเป็นเส้นด้ายเก้าเส้น โดยมีเส้นด้ายสีทองเป็นผู้นำ และมีอีกแปดเส้นคอยตามหลัง พวกมันเริ่มถักทอเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

เยื่อหุ้มกระดูก เส้นชีพจร เลือดเนื้อ เซลล์ประสาท...ท่ามกลางการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุดเกล็ดมังกรเก้าสีก็ปกคลุมลงบนผิวหนังบริเวณแขนขวาและมือขวาของเป้ยเป้ย

ข้อกระดูกบนฝ่ามือขยายใหญ่ขึ้น ปลายกรงเล็บมังกรทรราชที่เดิมทีเป็นสีขาวขุ่น ได้แปรเปลี่ยนเป็นเนื้อสัมผัสที่มีเก้าสีผสมผสานกัน แผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขามที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

กลิ่นอายความน่าเกรงขามเก้าสีนี้ ถึงกับทำให้เหล่าราชทินนามพรหมยุทธ์หลายท่านที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงระดับวิญญาณเลยทีเดียว

นี่ไม่ใช่เรื่องของความแตกต่างด้านความแข็งแกร่ง เพราะหากต้องต่อสู้กันจริงๆ ราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับเก้าวงแหวนย่อมสามารถสยบเป้ยเป้ยที่เพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นสี่วงแหวนได้อย่างง่ายดาย

ทว่าพวกเขากลับมองทะลุแสงเก้าสีเจิดจรัสนั้นเข้าไปเห็นเงาแผ่นหลังอันยิ่งใหญ่แต่เลือนราง ซึ่งมีรูปร่างและจิตวิญญาณคล้ายคลึงกับมังกร

ทว่ากลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้นี้ กลับคงอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไป

สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือแขนแห่งมังกรทองในสภาวะปกติ

แต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพแขนปกติของมนุษย์

ในเวลานี้ การคงสภาวะดึงพลังจิตกลับเข้าสู่ภายในของเป้ยเป้ยก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน

ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืน ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทางแขนขวาก็ทำให้เขาปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าวินาทีต่อมา คลื่นความเจ็บปวดที่หลงเหลืออยู่ก็กระตุ้นเซลล์ประสาท พุ่งตรงเข้าสู่สมองทันที

ชั่วพริบตานั้น ภาพเบื้องหน้าก็ดำมืด สติสัมปชัญญะเลือนลาง แล้วเขาก็หมดสติไป

ก่อนที่ภาพสุดท้ายจะดับมืดลง เขาเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังยืนล้อมรอบตัวเขาอยู่

เสียงสุดท้ายที่ดังแว่วเข้ามาในหู คือเสียงเรียกชื่อของเขานั่นเอง

แล้วอย่างไรต่อ

หลังจากนั้น ก็ข้ามมาเป็นวันที่สองแล้ว

เขาที่ล้มพับไปกองกับพื้น กลับตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนเสียอย่างนั้น

ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา คำพูดของตู๋ปู้สื่อก็ดังแว่วเข้าหู

"ร้ายกาจนักนะเจ้าหนู!"

"ตั้งแต่หมดสติไปเมื่อคืนจนกระทั่งฟื้นขึ้นมาในตอนนี้ ผ่านไปตั้งหกชั่วยามเต็มๆ เชียวนะ"

"เคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดของสำนักกายาที่ได้ชื่อว่าเป็นวิธีการฝึกฝนที่วิปริตและทรมานจิตใจคนมากที่สุด เจ้ายื่นหยัดผ่านมาได้โดยไม่เคยสลบไปเลยสักครั้ง"

"ข้าชักจะสงสัยเสียแล้วสิ ว่าตอนที่เจ้าผสานกระดูกวิญญาณ มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่"

ต้องยอมรับเลยว่าความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดนั้น ต่อให้เมื่อวานพลังวิญญาณและพลังจิตจะถูกสูบจนเหือดแห้งไปพร้อมกัน ทว่าเพียงแค่นอนหลับพักผ่อนไปคืนเดียวก็ฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้เกือบจะเป็นปกติแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเสียจริงๆ

แม้จะยังปวดหัวตึบๆ อยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยตามปกติ

เป้ยเป้ยยกแขนขวาขึ้นแล้วเอ่ยว่า

"กระดูกวิญญาณส่วนแขนขวาของมังกรเงินได้ผสานเข้ากับกระดูกวิญญาณส่วนนอกของมือขวาขอรับ สายเลือดจากกระดูกวิญญาณประเภทมังกรทั้งสองชนิดได้หลอมรวมกันเป็นสายเลือดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสายเลือดที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสซ่งก็ทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า "เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย นับเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่สมควรได้รับการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของวิญญาจารย์อีกครั้ง"

ทางด้านตู๋ปู้สื่อกลับมีท่าทีที่สงบกว่า "มีอันใดน่าตกใจกัน เรื่องแปลกประหลาดพิสดารเกิดขึ้นกับตัวเขาถือเป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว"

แน่นอนว่าภายในใจเขาคิดอย่างไร ก็คงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

จากนั้นเขาก็เอ่ยถามต่อ "มีทักษะกระดูกวิญญาณกี่ทักษะ แล้วมันคือสิ่งใดบ้าง"

ตามความคิดของเขา ในเมื่อเป็นการผสานกระดูกวิญญาณสองชิ้น อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีสักสองทักษะวิญญาณสิ

ด้วยสถานการณ์ที่ราวกับสร้างโลกเปิดฟ้าเช่นนี้ หากจะบอกว่ามีถึงสามทักษะ เขาก็คงไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

"ทักษะเดียวขอรับ"

ตู๋ปู้สื่อ "??!"

"ทักษะเดียวงั้นรึ!" คิ้วสีเขียวเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเป็นรูปตัวแปดกลับหัว

น้ำเสียงของเขาไม่อาจปกปิดความประหลาดใจและความไม่พอใจเอาไว้ได้

ส่วนเป้ยเป้ยผู้เป็นเจ้าของเรื่องนั้นกลับมีท่าทีตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ความปีติยินดีปรากฏชัดบนใบหน้า

ทักษะไม่ต้องมีเยอะแต่ขอให้เชี่ยวชาญ ทักษะกระดูกวิญญาณก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมีมาก ขอเพียงแค่ทรงพลังก็พอแล้ว

จำนวนลดลงก็จริง แต่คุณภาพกลับเพิ่มสูงขึ้นนี่นา!

"มีเพียงทักษะเดียวจริงๆ ขอรับ มันคือ กรงเล็บเทพมังกร!"

"มันก็คือกรงเล็บมังกรเก้าสีที่ท่านเห็นเมื่อวานนี่แหละขอรับ เมื่อใช้งาน มันจะมองข้ามขอบเขตพลังแล้วช่วยยกระดับพลังต่อสู้ขึ้นไป"

แทนที่จะเรียกว่าทักษะกระดูกวิญญาณ มิสู้เรียกว่าทักษะระดับเทพเสียยังจะเหมาะสมกว่า

มันคือกรงเล็บเทพมังกรแบบเดียวกับที่ราชันสัตว์ร้ายตี้เทียนครอบครอง เมื่อตี้เทียนใช้ออกมา เขาสามารถครอบครองพลังต่อสู้ระดับเทพได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ระดับครึ่งเทพหรือเสมือนเทพในหมู่ราชทินนามพรหมยุทธ์ขีดสุด ทว่ามันคือพลังของเทพเจ้าที่แท้จริง!

แน่นอนว่าหากให้เป้ยเป้ยในตอนนี้เป็นคนใช้งาน อานุภาพของมันย่อมไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับตี้เทียนได้อย่างแน่นอน

คราวนี้ความตกตะลึงที่ไม่อาจปกปิดไว้ได้ฉายชัดออกมาจากหางตาของตู๋ปู้สื่อ

"ถ้าเช่นนั้น หากเจ้าระดับทะลวงผ่านราชทินนามพรหมยุทธ์ขีดสุด ฝึกฝนเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดกายาทองคำไร้ช่องโหว่จนสมบูรณ์แบบ แล้วบวกกับกรงเล็บเทพมังกรที่สามารถมองข้ามขอบเขตพลังเพื่อยกระดับพลังต่อสู้ได้อีก เช่นนั้นมันจะไม่กลายเป็น..."

เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ สีหน้าของตู๋ปู้สื่อก็ดูซับซ้อนขึ้นมาทันที

ราวกับว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้น ไม่ใช่ดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังทอแสงจรัส ทว่ากลับเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคที่จะมาสยบแผ่นดินใหญ่ และใช้ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาเข้าต่อกรกับเทพเจ้า

ทางด้านผู้อาวุโสซ่งที่อยู่ด้านข้าง กลับไม่ได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น

ในระหว่างนั้น นางไม่ได้เอ่ยปากแทรกอันใด เพียงแต่ใช้พลังวิญญาณตรวจสอบสภาพร่างกายของเป้ยเป้ยอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอันใด นางจึงดึงสายใยแห่งพลังวิญญาณที่ใช้ตรวจสอบกลับมา

นางหันไปมองตู๋ปู้สื่อแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ท่านเจ้าสำนักตู๋ เรื่องระยะเวลาในการศึกษาเล่าเรียนที่พวกเราเคยตกลงกันไว้แต่แรกนั้น กำหนดเอาไว้คร่าวๆ ที่สามปี"

"แม้ตอนนี้จะผ่านไปเพียงแค่ปีกว่าๆ ทว่าเป้ยเป้ยก็สามารถฝึกเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดจนบรรลุขั้นต้นได้แล้ว"

"เท่าที่ข้าทราบมา การจะฝึกเคล็ดวิชาลับของสำนักกายาให้บรรลุถึงขั้นสูงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดหรือเคล็ดวิชาลับแบบหลังกำเนิด ก็ล้วนไม่อาจอาศัยเพียงแค่การฝึกฝนตามปกติเพื่อให้บรรลุผลได้"

"ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดว่าน่าจะพาเป้ยเป้ยกลับไปที่สถาบันสื่อไหลเค่อ เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ท่านเจ้าศาลาทราบเสียก่อน"

"ส่วนเรื่องยิบย่อยอื่นๆ ค่อยหารือกันในภายหลังเถิด"

เมื่อเผชิญกับข้อเสนอของนาง ตู๋ปู้สื่อถึงกับไม่ยอมแม้แต่จะปรายตามองนางด้วยซ้ำ

เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับเป้ยเป้ยว่า "ตัวข้ากลับมีความเห็นที่แตกต่างไปจากนางนะ"

"ประการแรก ข้ายอมรับว่าเคล็ดวิชาลับของสำนักกายา ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดหรือแบบหลังกำเนิด การจะบรรลุถึงขั้นสูงและระดับที่เหนือกว่าขั้นสูงขึ้นไปนั้น ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่การฝึกฝนตามปกติได้จริงๆ ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการฝึกฝนตามปกติจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว"

"ยิ่งไปกว่านั้น เคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดของเป้ยเป้ยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นต้นเท่านั้น เขายังคงต้องการการขัดเกลาอีกมาก หากพูดถึงเรื่องสภาพแวดล้อมในการฝึกฝนแล้วล่ะก็ สถาบันสื่อไหลเค่อเทียบกับสำนักกายาของข้าไม่ได้หรอกนะ"

"ประการที่สอง แม้ว่าการฝึกเคล็ดวิชาลับให้บรรลุขั้นสูง จะไม่เหมือนกับการฝึกขั้นพื้นฐานและขั้นต้น ที่สำนักของเรามีทางลัดให้ฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว"

"ทว่าสำหรับกรณีที่ประสบความสำเร็จ สำนักกายาของเราก็ยังคงมีบันทึกเอาไว้อยู่"

"ระดับขั้นสูงของเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดนั้น เป็นขอบเขตพลังที่แปลกประหลาดมาก"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 48 - กรงเล็บเทพมังกร

คัดลอกลิงก์แล้ว