- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 45 - เทพธิดาผีเสื้อ คุกเข่าลงสิ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า
บทที่ 45 - เทพธิดาผีเสื้อ คุกเข่าลงสิ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า
บทที่ 45 - เทพธิดาผีเสื้อ คุกเข่าลงสิ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า
บทที่ 45 - เทพธิดาผีเสื้อ คุกเข่าลงสิ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า
บ่อน้ำพุสุริยันที่เดิมทีเงียบสงบราวกับน้ำนิ่งกลับเดือดพล่านขึ้นมาในทันที
ฟองอากาศสีแดงเพลิงผุดขึ้นมาเสียงดังปุดปุด จากนั้นพวกมันก็ราวกับมีชีวิตจิตใจ พากันพุ่งเข้าไปรวมตัวกันรอบกายของเป้ยเป้ยอย่างต่อเนื่อง
อักขระสีทองปรากฏขึ้นทีละตัว ทว่าก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานของฟองอากาศอันร้อนระอุเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์
บ่อน้ำพุสุริยันแห่งนี้ไม่ใช่ธาตุไฟขั้นสุดยอดแต่อย่างใด มิเช่นนั้นหากเขาลงไปแช่เพียงครึ่งชั่วยาม ร่างกายคงถูกหลอมละลายไปนานแล้ว
แต่ถึงกระนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ตู๋ปู้สื่อก็ยังต้องลงมือลากตัวเขาขึ้นมาจากบ่อน้ำพุสุริยันอยู่ดี
ในเวลานี้แสงสีทองบนผิวหนังของเป้ยเป้ยหม่นแสงลงจนถูกสีแดงเพลิงกลืนกินจนหมดสิ้น ตุ่มเนื้อสีแดงคล้ำผุดขึ้นมาตามผิวหนังจนดูน่ากลัว
ตู๋ปู้สื่อตบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อปลดผนึกพลังวิญญาณ แล้วกล่าวว่า "ตอนนี้แหละ โคจรเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดซะ"
แม้สติจะยังพร่าเลือน ทว่าเป้ยเป้ยก็ยังสามารถรับรู้คำสั่งพื้นฐานได้
เขารีบนั่งขัดสมาธิทันที เลือดลมอันทรงพลังที่ถูกรีดเร้นออกมาพร้อมกับปราณแท้แต่กำเนิดอันเบาบาง หลั่งไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงทุกอณูในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม การฝึกฝนของเป้ยเป้ยก็เสร็จสิ้น เขาเก็บซ่อนพลังและผ่อนลมหายใจ ไอความร้อนสีแดงคล้ำถูกพ่นออกมาจากทุกรูขุมขนบนร่างกาย เมื่อไอความร้อนถูกขับออกจนหมด ผิวพรรณก็กลับมาเป็นสีแดงระเรื่อตามปกติ
สติที่เคยพร่าเลือนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง เมื่อหันกลับไปมองบ่อน้ำพุสุริยัน เขาก็พึมพำออกมาสองคำ
"พิษอัคคี!"
"ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าเหตุใดข้าถึงประเมินให้บ่อน้ำพุสุริยันเป็นดินแดนล้ำค่าที่สุดแสนจะอันตราย" ตู๋ปู้สื่อกล่าวไปพลาง สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเป้ยเป้ยไปพลาง
"บ่อน้ำพุสุริยันช่วยในการหล่อหลอมร่างกายและช่วยยกระดับพลังได้ไม่น้อย ทว่าพิษอัคคีที่ถือกำเนิดขึ้นในนั้นก็ไม่ใช่ของธรรมดา"
"พิษอัคคีจะเกาะกินกระดูกและกัดกร่อนร่างกาย หากมีปริมาณน้อยก็ยังพอทนได้ ทว่าเมื่อสะสมจนมีปริมาณมาก มันจะส่งผลกระทบต่อสติปัญญา กัดกินอวัยวะภายใน มิหนำซ้ำยังขับออกได้ยากยิ่ง"
"หากยังฝึกเคล็ดวิชาลับกายาไม่ถึงขั้นพื้นฐาน ก็ห้ามก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว"
"ต่อให้ฝึกจนถึงขั้นพื้นฐานแล้ว ก็ยังไม่อาจอยู่ในบ่อน้ำพุสุริยันได้นานนัก ผลลัพธ์ในการหล่อหลอมร่างกายจึงไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ"
ตู๋ปู้สื่อหยุดพักครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า "แต่เคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดนั้นเป็นข้อยกเว้น มันทรงพลังกว่าเคล็ดวิชาลับกายาทั่วไป เพียงแค่ฝึกฝนเคล็ดวิชาลับทั่วไปจนถึงจุดสูงสุดของขั้นพื้นฐาน ก็สามารถใช้สถานที่แห่งนี้ฝึกฝนจนได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว"
"และเมื่อเคล็ดวิชาลับกายาบรรลุถึงขั้นต้น ที่นี่จะกลายเป็นดินแดนล้ำค่าสำหรับการฝึกฝนชั้นยอดเลยทีเดียว"
"ทว่าเมื่อเคล็ดวิชาลับกายาบรรลุถึงขั้นสูง ผลลัพธ์ในการหล่อหลอมร่างกายของบ่อน้ำพุสุริยันก็จะลดน้อยถอยลงจนแทบไม่เห็นผล ซ้ำยังมีพิษอัคคีคอยกัดกร่อน เรียกได้ว่าเป็นของที่จืดชืดไร้รสชาติไปเลย"
"ดังนั้นก่อนที่เคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดจะบรรลุถึงขั้นสูง เจ้าก็สามารถใช้สถานที่แห่งนี้ฝึกฝนได้ตลอด"
"ทว่าต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่าจงทำตามกำลังของตนเอง"
"หลังจากนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความรู้สึกของตัวเจ้าเอง เมื่อใดที่สัมผัสได้ว่าพิษอัคคีสะสมในร่างกายจนถึงจุดวิกฤต ก็จงรีบขึ้นมาโคจรพลังฝึกฝนทันที ทำเช่นนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงยามเย็น"
"ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว" เป้ยเป้ยพยักหน้ารับ
จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า กระโดดลงไปในบ่อน้ำพุสุริยันอีกครั้ง
ขีดจำกัดในการแช่น้ำก่อนหน้านี้คือหนึ่งชั่วยาม การโคจรพลังฝึกฝนใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อคำนวณดูแล้วเขาน่าจะฝึกได้ประมาณสองรอบก่อนค่ำ
ต้องรีบฝึกให้เสร็จโดยเร็ว มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะไปกินข้าวมื้อเย็นไม่ทัน!
ส่วนตู๋ปู้สื่อก็คอยเฝ้าอยู่ด้านข้าง เขาทำสมาธิไปพร้อมกับสัมผัสความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเป้ยเป้ยเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
นับตั้งแต่รับหน้าที่สอนเป้ยเป้ยและหลงอ้าวเทียนฝึกเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิด ตารางชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืนของเขาก็สลับสับเปลี่ยนกันไปหมด
ตอนกลางคืนต้องวุ่นวายอยู่กับการฝึกฝน ควบแน่นพิษร้ายที่เป็นรากฐานของร่างกายให้กลายเป็นอวัยวะเสริมภายนอกอย่างกายาทองคำไร้ช่องโหว่
ส่วนตอนกลางวันก็ต้องคอยชี้แนะการฝึกฝนของทั้งสองคนไปพร้อมๆ กับการทำสมาธิพักผ่อน
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตการฝึกฝนอันแสนมีระเบียบในขั้นที่สามของเป้ยเป้ยจึงเริ่มต้นขึ้น
ชีวิตการฝึกฝนที่เป็นระบบระเบียบนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งร้อยหกสิบวัน
ผ่านการปรับตัวมาร้อยกว่าวัน เป้ยเป้ยก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากการฝึกฝนวันละสองครั้งมาเป็นวันละครั้งแทน
ไม่ใช่ว่าเขาขี้เกียจหรือหาทางเอาเปรียบแต่อย่างใด ทว่าเมื่อความสามารถในการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น การลงไปแช่ในบ่อน้ำพุสุริยันเพียงครั้งเดียวก็กินเวลาไปถึงสี่ชั่วยาม เมื่อรวมกับเวลาที่ใช้โคจรพลังฝึกฝนอีกหนึ่งชั่วยาม ก็แทบจะไม่เหลือเวลาให้ฝึกรอบที่สองแล้ว
เมื่อการฝึกฝนครั้งสุดท้ายของวันสุดท้ายสิ้นสุดลง ตู๋ปู้สื่อที่เงียบปากมานานก็เอ่ยขึ้น
"อักขระสีทองหม่นหมอง แสงสว่างถูกซ่อนเร้น ห่างจากขั้นต้นของเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น"
"ตามปกติแล้วเมื่อมาถึงขั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณยุทธ์ร่างกายที่ทรงพลัง หรือวิญญาณยุทธ์ระดับทั่วไป ก็มักจะมีสัญญาณของการตื่นครั้งที่สองปรากฏให้เห็น"
"ดูจากตอนนี้แล้ว วิญญาณยุทธ์ของเจ้าคงยากที่จะตื่นขึ้นเป็นครั้งที่สอง"
"แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงก็คือวิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่ามังกรอัสนีบาตทรราชอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะกระตุ้นให้มันตื่นขึ้นเป็นรูปแบบที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้ได้"
จากนั้นเขาก็รำพึงรำพันกับตัวเองว่า
"ไม่รู้ว่าเป็นเพราะข้าติดเชื้อความคิดอันแสนจะหลุดโลกมาจากเจ้าหรือเปล่า บางครั้งข้าก็เผลอคิดไปว่า หากเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดไม่สามารถทำให้วิญญาณยุทธ์ของเจ้าตื่นครั้งที่สองได้ แล้วมันจะช่วยให้เจ้าปลุกวิญญาณยุทธ์ที่สองขึ้นมาได้หรือไม่"
"หึหึ...ความคิดนี้มันช่างไร้สาระดีแท้ ว่าไหม"
การได้ใช้เวลาฝึกฝนร่วมกันเช้าจรดเย็นตลอดหนึ่งปีกว่า แม้จะไม่มีนามของศิษย์อาจารย์ ทว่าก็มีความผูกพันฉันศิษย์อาจารย์อย่างแท้จริง
แม้ตู๋ปู้สื่อจะเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย
เป้ยเป้ย "..."
สำหรับคำรำพึงรำพันของตู๋ปู้สื่อ เป้ยเป้ยเลือกที่จะตอบโต้ด้วยความเงียบ
วิญญาณยุทธ์ของเขาแข็งแกร่งพออยู่แล้ว ต่อให้มันตื่นขึ้นเป็นครั้งที่สองได้จริงๆ เกรงว่าคงไม่ใช่ระดับที่มิติโต้วหลัวจะสามารถหล่อเลี้ยงเอาไว้ได้
ส่วนเรื่องวิญญาณยุทธ์ที่สองน่ะหรือ สำหรับตู๋ปู้สื่อมันอาจเป็นแค่ความคิดที่หลุดโลก ทว่าสำหรับเป้ยเป้ยแล้ว มันคือแผนการที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ต่างหาก
กรณีศึกษา: เศษเสี้ยวบุตรีแห่งเทพองค์หนึ่ง มีวิญญาณยุทธ์กระต่ายและวิญญาณยุทธ์หญ้า แล้วดันคลอดลูกออกมามีวิญญาณยุทธ์ผีเสื้อแสนสวยได้อย่างไร
เขาสามารถจินตนาการภาพนั้นออกเลยทีเดียว เทพธิดาผีเสื้อเดินตัวสั่นงันงกเข้าไปในคณะกรรมการแดนเทพ ยืนอยู่ตรงตำแหน่งรั้งท้ายสุดของเหล่าทวยเทพ จู่ๆ ราชันเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ประทับอยู่เบื้องบนก็เอ่ยเรียกชื่อนางขึ้นมา
เขามองลงมายังเทพธิดาผีเสื้อที่กำลังโค้งคำนับอย่างนอบน้อม แล้วออกคำสั่งว่า "ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้าหน่อย กระต่ายกับหญ้าน่ะ ลูกสาวข้าบอกว่ามันดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เจ้าคงเข้าใจความหมายของข้านะ"
...
พักเรื่องของพลังที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของมิติเอาไว้ก่อน หากมองแค่ฮั่วอวี่เฮ่าผู้เป็นบุตรแห่งโชคชะตา หรือแม้แต่เซี่ยวหงเฉินที่เป็นเพียงบอสรองบนเส้นทางแห่งการเติบโตของเขา ทั้งคู่ก็ล้วนมีความคิดที่จะปลุกวิญญาณยุทธ์ที่สองขึ้นมาในภายหลังกันทั้งนั้น
เพียงแต่คนหนึ่งทำสำเร็จ ส่วนอีกคนทำไม่สำเร็จก็เท่านั้นเอง
ในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับห้วงความคิดอันสับสนวุ่นวาย ความคิดเหล่านั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นภาพวาดแห่งความเป็นจริงที่สะท้อนให้เห็นในดินแดนอันเป็นบ้านเกิดของเหล่าทวยเทพ
ณ แดนเทพ
ปราณเซียนอันบริสุทธิ์หลั่งไหลเอ่อล้นไปทั่วทุกหนแห่ง
เทพธิดาผีเสื้อที่สวมใส่เครื่องประดับรูปผีเสื้อเต็มตัวเดินโซเซออกมาจากคณะกรรมการแดนเทพด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่พอใจ
นางเป็นเพียงเทพชั้นสอง ทั้งยังไม่ได้มีความสนิทสนมกับราชันเทพองค์ใดเป็นพิเศษ โดยพื้นฐานแล้วนางย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในคณะกรรมการแดนเทพได้เลย
วันนี้พอได้รับคำสั่งจากราชันเทพให้เข้าไปในคณะกรรมการแดนเทพ ในใจของนางก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงไปหมด
พอมาถึงก็เป็นไปตามคาด ไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเลยจริงๆ
"นี่หรือราชันเทพ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง มีใครเขาขอร้องคนอื่นแบบนี้บ้าง!"
หลังจากบ่นพึมพำระบายความอัดอั้นตันใจจนจบ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจขึ้นมาอีก
"ขืนลูกกระต๊อยของไอ้เฒ่าหน้าไม่อายนั่นเอ่ยปากอีกประโยค ตำแหน่งเทพธิดาผีเสื้อของข้ามิถูก 'ขอร้อง' เอาไปหรอกหรือ!"
ช่างน่ากลุ้มใจนัก!
นางไม่เคยมีความคิดที่จะสืบทอดตำแหน่งเทพให้ใครเลย ในบรรดาเทพชั้นสองด้วยกัน พลังของนางนับว่าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ลำพังเพียงพลังของตนเอง นางก็มีโอกาสที่จะบำเพ็ญเพียรจนเลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นหนึ่งได้
ทว่าหากส่งมอบตำแหน่งเทพออกไปแล้วล่ะก็ การจะบำเพ็ญเพียรจนเลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นหนึ่งได้นั้น คงต้องรอคอยจนถึงชาติหน้ากระมัง
"เฮ้อ"
[จบแล้ว]