- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 32 - อาณาจักรในกำมือ
บทที่ 32 - อาณาจักรในกำมือ
บทที่ 32 - อาณาจักรในกำมือ
บทที่ 32 - อาณาจักรในกำมือ
ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ฝ่ามือ หมัด และกรงเล็บมังกรก็ปะทะกันนับสิบครั้ง แม้จินจ่านจะไม่ได้ถอยร่นไปแม้แต่ก้าวเดียว แต่หัวคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
แรงกดดันที่ได้รับจากกรงเล็บมังกรทองข้างซ้ายและข้างขวาของเป้ยเป้ยนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
พลังของกรงเล็บมังกรข้างซ้ายนั้นสูสีกับเขา แต่กรงเล็บมังกรข้างขวากลับแตกต่างออกไป ทั้งพละกำลังและความคมกริบล้วนยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ทุกครั้งที่รับการโจมตีจากกรงเล็บมังกรข้างขวา จินจ่านจะรู้สึกชาไปทั้งท่อนแขน จนต้องจำใจใช้ทั้งสองมือเข้าต้านรับ
ต่อให้สองมือจะต้านทานพละกำลังนั้นไว้ได้ แต่ความคมกริบของกรงเล็บมังกรข้างขวาก็ยังคงฝากรอยแผลทางยาวไว้บนเนื้อหนังมังสาของเขาอยู่ดี
"กระดูกวิญญาณ!"
"ต้องเป็นกระดูกวิญญาณแน่ๆ"
เขารวบรวมลมปราณไว้ในช่องท้องแล้วตวาดเสียงต่ำ
วงแหวนวิญญาณสีม่วงวงที่สี่สว่างวาบขึ้น อายุวงแหวนของมันสูงถึงแปดพันปีเลยทีเดียว
แม้ศิษย์สำนักกายาจะเชี่ยวชาญด้านเคล็ดวิชาลับทางร่างกาย การเรียนรู้และคิดค้นทักษะการต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีทักษะวิญญาณที่ทรงพลัง
แรงกดดันจากทุกสารทิศเริ่มหลั่งไหลมารวมกันที่หมัดของจินจ่าน เขาฉวยจังหวะเพียงเสี้ยววินาที รวบรวมพลังทั้งหมดแล้วชกออกไปเพื่อผลักเป้ยเป้ยให้ถอยห่าง
จากนั้น นัยน์ตาของจินจ่านก็หรี่ลง สองมือวาดเป็นรูปวงกลมที่บริเวณหน้าอก
ด้านหลังรูป "วงกลม" นั้น ผิวทองคำบนลำตัวค่อยๆ หลุดลอกออก เผยให้เห็นแสงเรืองรองที่เปล่งประกายออกมา
เศษทองคำเหล่านั้นกลายเป็นจุดแสงสีทองลอยไปรวมตัวกันที่ด้านหลัง ก่อตัวเป็นเงาร่างลำตัวสีทองสัมฤทธิ์ นี่คือการตื่นครั้งที่สองระดับทองสัมฤทธิ์ของวิญญาณยุทธ์ร่างกาย
ทันใดนั้น สภาวะฟ้าดินเป็นหนึ่งที่จินจ่านใช้ก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ห่างจากการบรรลุสภาวะนี้อย่างสมบูรณ์เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น
บนลานประลอง ความสมดุลของสนามพลังทั้งสองที่บดขยี้กันเริ่มมีแนวโน้มที่จะเอนเอียง
เป้ยเป้ยที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงขยับแขนเตรียมพร้อมที่จะจู่โจม
ดวงตามังกรสีทองจ้องมองไปที่เงาร่างลำตัวสีทองสัมฤทธิ์ด้วยสายตาที่พยายามประเมินขุมกำลัง
การตื่นครั้งที่สองของวิญญาณยุทธ์ร่างกายย่อมมีการแบ่งแยกสูงต่ำอย่างแน่นอน
ตามที่ตำราได้บันทึกไว้ หลังจากวิญญาณยุทธ์ร่างกายตื่นขึ้นครั้งที่สอง เมื่อผู้ใช้สำแดงพลังของวิญญาณยุทธ์ ด้านหลังของพวกเขาจะปรากฏเงาร่างจำลองที่เกิดจากการควบแน่นของวิญญาณยุทธ์
สีของเงาร่างนั้นคือตัวบ่งชี้ระดับของการตื่นครั้งที่สอง
สำนักกายาแบ่งการตื่นครั้งที่สองของวิญญาณยุทธ์ออกเป็นสี่ระดับ
การตื่นครั้งที่สองระดับเหล็กดำ จะเพิ่มพลังต่อสู้ของวิญญาณยุทธ์ขึ้นร้อยละสามสิบ ส่วนการตื่นครั้งที่สองระดับทองสัมฤทธิ์ จะเพิ่มพลังต่อสู้ของวิญญาณยุทธ์ขึ้นร้อยละหกสิบ
จากนั้นก็คือการตื่นครั้งที่สองระดับเงิน ซึ่งหาได้ยากยิ่ง มีเพียงอวัยวะส่วนที่สำคัญมากๆ ของร่างกายเท่านั้นที่สามารถตื่นขึ้นในระดับนี้ได้ เมื่อตื่นขึ้นแล้ว พลังต่อสู้ของวิญญาณยุทธ์จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละหนึ่งร้อย
และสุดท้าย ซึ่งเป็นระดับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือการตื่นครั้งที่สองระดับทอง เมื่อใช้ออกมาแล้ว พลังต่อสู้ของวิญญาณยุทธ์จะสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ตั้งแต่หนึ่งเท่าจนถึงสามเท่าเลยทีเดียว
ณ ศาลากลางเมฆบนป้อมปราการธรรมชาติ ตู๋ปู้สื่อถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่ง "แค่สามวงแหวนก็มีสองม่วงหนึ่งดำแล้ว การจัดเรียงวงแหวนวิญญาณแบบนี้มันก้าวข้ามคนรุ่นก่อนไปไกลลิบเลยทีเดียว"
ต่อให้เป็นศิษย์สำนักกายาอย่างพวกเขาที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายเป็นเลิศ และมักจะดูดซับวงแหวนวิญญาณที่ก้าวข้ามขีดจำกัดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังถูกจำกัดด้วยระดับพลัง ทำให้ส่วนใหญ่ไปแสดงผลลัพธ์เอาในช่วงหลังๆ
ตัวอย่างเช่นตัวเขาเอง ช่วงก่อนระดับเจ็ดวงแหวน การจัดเรียงวงแหวนวิญญาณก็ยังถือว่าปกติ แต่หลังจากระดับเจ็ดวงแหวนเป็นต้นไป ล้วนเป็นวงแหวนวิญญาณสีแดงระดับแสนปีทั้งหมด
เขาคาดเดาไปเรื่อยเปื่อย "วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงเหมือนกับแก อายุสิบสองปี พลังวิญญาณระดับสามสิบสาม"
"สามวงแหวนแรกยังเป็นสุดยอดวงแหวนวิญญาณขนาดนี้ อีกหกวงแหวนที่เหลือถ้าอยากจะให้ตามกันทันก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย มิน่าล่ะถึงต้องส่งมาที่สำนักกายาของข้า"
"ดูท่าพวกแกคงจะทุ่มเทกับเขาไปไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งใจจะปั้นราชทินนามพรหมยุทธ์เทพมังกรขึ้นมาอีกคนล่ะสิ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เอินก็คราง "อืม" ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "เป้าหมายแค่พรหมยุทธ์เทพมังกรในตอนนี้น่ะ มันไม่ดีพอหรอกนะ"
"เป้าหมายที่พวกเราตั้งไว้ให้เขา หรือเป้าหมายของเขาเอง ควรจะเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของทวีป เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ขีดสุดที่เก่งกาจที่สุดต่างหากล่ะ"
"ด้วยสายตาอันแหลมคมของแก ก็น่าจะดูออกนะว่าวิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของเป้ยเป้ยนั้นมีความแตกต่างจากของข้าอยู่เล็กน้อย"
"นั่นก็จริง" ตู๋ปู้สื่อพยักหน้าเห็นด้วย
"พอได้ฟังที่แกพูด ความรู้สึกแปลกๆ ของข้าก็เริ่มจะกระจ่างขึ้นมาแล้ว"
"วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของไอ้หนูนี่มีรูปลักษณ์เหมือนกับของแกเปี๊ยบ แต่ธาตุแสงกลับแข็งแกร่งกว่าแกในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด"
"ถ้าความรู้สึกและการตัดสินใจของข้าไม่ผิดพลาดล่ะก็ ธาตุแสงของไอ้หนูนี่น่าจะวิวัฒนาการไปเป็นธาตุแสงขั้นสุดยอดแล้วสินะ"
ส่วนสาเหตุนั้น เขาได้มโนเอาเองเสร็จสรรพในหัวเรียบร้อยแล้ว เพราะในตระกูลหม่าที่สืบทอดสายเลือดจากเทพฟีนิกซ์ ซึ่งมีวิญญาณยุทธ์สัตว์เทวะ ฟีนิกซ์เพลิงปีศาจ เหมือนกัน ก็เคยมีคนได้รับวาสนาจนสามารถขจัดเพลิงปีศาจออกไปได้ และวิวัฒนาการกลายเป็นคุณสมบัติธาตุไฟขั้นสุดยอดมาแล้ว
แน่นอนว่าอนาคตที่เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้ก็คือ ในอีกไม่ช้า จะมีวิญญาจารย์ฟีนิกซ์ธาตุไฟขั้นสุดยอดถือกำเนิดขึ้นที่สื่อไหลเค่ออีกคน
นอกเหนือจากสองคนที่กำลังสนทนากันแล้ว ผู้อาวุโสซ่งและซวนจื่อต่างก็เงียบกริบ
ผู้อาวุโสซ่งไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ส่วนซวนจื่อน่ะหรือ
...เขากำลังจิบชา เอาแต่จิบชาไม่หยุด แถมยังคอยวิจารณ์รสชาติของชาใบหิมะเสื้อเงินที่ปลูกในป้อมปราการธรรมชาตินี้เป็นระยะๆ
สาเหตุหลักก็คือ มู่เอินได้กำชับเขาไว้เป็นพิเศษว่า ให้รูดซิปปากให้สนิทในประเด็นสำคัญๆ
ขืนปล่อยให้คนนิสัยสะเพร่าอย่างเขาพูดออกไป มีหวังได้หลุดปากพูดอะไรไม่เข้าท่าออกมาแน่ๆ
ตู๋ปู้สื่อจับจ้องไปที่เป้ยเป้ยบนลานประลอง พลางหันไปถามมู่เอินที่อยู่ข้างๆ
"ดูจากท่าทางเตรียมพร้อมจู่โจมของไอ้หนูนั่นแล้ว ทักษะราชันครองหล้าของแก เขาคงไม่ได้บรรลุแค่นี้หรอกใช่ไหม"
มู่เอินที่นั่งอยู่ข้างๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วตอบว่า
"ก็จริงที่ไม่ได้มีแค่นี้ เขาบรรลุวิชาของข้าไปได้แค่หนึ่งหรือสองส่วนเท่านั้น"
"พูดให้ถูกคือ เป้ยเป้ยเรียนรู้วิชาของข้าไปได้หนึ่งถึงสองส่วน แล้วเขาก็คิดค้นและต่อยอดขึ้นมาเองอีกหนึ่งถึงสองส่วน"
แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ตู๋ปู้สื่อก็สัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจที่แฝงอยู่ในนั้น
เมื่อเขาตั้งใจจะถามให้ละเอียดลงไปอีก สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือผายมือเชื้อเชิญให้ "ชมด้วยตัวเอง"
ตู๋ปู้สื่อ "..."
บนลานประลอง ท่าทีเตรียมพร้อมจู่โจมของเป้ยเป้ยได้ปะทุขึ้นแล้ว
ทักษะราชันครองหล้าแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน สภาวะและเจตนารมณ์แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
บรรยากาศบนลานประลองเปลี่ยนไปในพริบตา ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นขนาดยักษ์คอยควบคุมอยู่ ทั้งพลังจิต พลังวิญญาณ และพลังโจมตีธาตุผสมผสานกันอย่างลงตัว ราวกับฝ่ามือของพระผู้เป็นเจ้าที่เอื้อมลงมากุมลานประลองแห่งนี้ไว้ทั้งหมด
ขอบเขตสภาวะฟ้าดินเป็นหนึ่งที่จินจ่านใช้ออกมาถูกบีบอัดให้หดเล็กลงเรื่อยๆ
ทักษะการต่อสู้ชนิดเดียวกัน เมื่อใช้โดยคนที่ต่างกัน ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต่อให้เป้ยเป้ยกับมู่เอินจะสืบทอดวิชามาจากแหล่งเดียวกันและเป็นสายเลือดเดียวกันก็ตาม
อย่างเช่นทักษะราชันครองหล้าที่ฮั่วอวี่เฮ่าเรียนรู้ จะเน้นไปที่ความเฉียบขาดและการรุกคืบ ส่วนทักษะราชันครองหล้าของมู่เอิน จะเน้นไปที่อำนาจบารมีอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
ส่วนทักษะราชันครองหล้าของเป้ยเป้ย จะเน้นไปที่การควบคุมกุมชะตาใต้หล้า จึงเข้าถึงแก่นแท้ที่เรียกว่า อาณาจักรในกำมือ!
การถูกโต้กลับและสะกดข่มในชั่วพริบตา ทำให้จินจ่านต้องร้องโอดโอยในใจ เขาแทบจะรับมือไม่ทันเลยทีเดียว
ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถยืมพลังจากฟ้าดินได้ เขาจึงทำได้เพียงพึ่งพาการเพิ่มพลังต่อสู้จากการตื่นครั้งที่สองของวิญญาณยุทธ์ร่างกาย เพื่อกรุยทางสู่ชัยชนะ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็เปล่งเสียงตวาดลั่น ฝืนเร่งเร้าอานุภาพพลังขึ้นสู่จุดสูงสุดท่ามกลางสภาวะถูกสะกดข่มจากอาณาจักรในกำมือ
เขาทะลวงฝ่ากรงขังของอาณาจักรในกำมือ ลำตัวเปล่งประกายเจิดจ้า เงาร่างสีทองสัมฤทธิ์คอยหนุนเสริม เขาพุ่งทะยานเข้าโจมตีเป้ยเป้ยอย่างสุดกำลัง หมายจะเผด็จศึกให้จบในคราเดียว
ในทางกลับกัน เป้ยเป้ยไม่ได้ดูรีบร้อนอะไรนัก แต่เขาก็ได้รีดเร้นพลังวิญญาณทั่วร่างให้ไหลไปรวมกันที่กรงเล็บมังกรทรราช ยกระดับพลังโจมตีของกระดูกวิญญาณส่วนนอกขึ้นจนถึงขีดสุด กรงเล็บมังกรที่แขนขวาขยายใหญ่ขึ้นจนมีความยาวถึงสามฉื่อสามชุ่น
[จบแล้ว]