- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 31 - ราชันครองหล้า
บทที่ 31 - ราชันครองหล้า
บทที่ 31 - ราชันครองหล้า
บทที่ 31 - ราชันครองหล้า
"ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของสำนักกายาในปีนี้ ขอเป็นผู้ท้าประลองกับเจ้า!"
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นหูแถมยังฟังดูยิ่งใหญ่อลังการขนาดนี้ เป้ยเป้ยก็พิจารณาเขาด้วยความสนใจ
อืม ไม่เสียชื่อนี้เลย หน้าตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส พลังฝึกตนในอนาคตก็จะถึงระดับมหาปราชญ์วิญญาณเจ็ดวงแหวนในวัยเพียงยี่สิบปี
แต่สำหรับตอนนี้...
เป้ยเป้ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจว่า "ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะมีแค่วงแหวนเดียว พลังวิญญาณก็แค่สิบกว่าระดับ ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขการท้าประลอง"
"รอให้วันไหนระดับพลังของเจ้าตามข้าทัน ค่อยมาท้าประลองก็ยังไม่สาย"
"ฮึ่ม!"
"ศิษย์สำนักกายาอย่างพวกเราไม่เคยมีใครยอมถอยเพียงเพราะระดับพลังที่ด้อยกว่าหรอก"
เป้ยเป้ย "..."
ควรจะชมว่าเขากล้าหาญชาญชัยดีไหมนะ หรือควรจะชมว่าเขาเป็นพวกเด็กหัวดื้อทะลวงฟันดี
หัวแข็งซะขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงได้โดนกองทัพของจักรวรรดิสุริยันจันทราฆ่าตายในท้ายที่สุด
แต่ไม่นานความลังเลของเขาก็ถูกปัดเป่าหายไปโดยมีคนมาช่วยรับช่วงต่อ
"ศิษย์น้องหลง ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า วันข้างหน้าระดับพลังย่อมก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ยังมีโอกาสอีกเยอะ"
"ส่วนตอนนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกศิษย์พี่เถอะ"
เมื่อเห็นผู้คนแห่กันมาเป็นจำนวนมาก เป้ยเป้ยก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งยิ้มอย่างผู้ดีที่ดูเป็นธรรมชาติและสง่างาม
"ในที่สุดก็มากันสักที"
หลังจากกดตัวหลงอ้าวเทียนที่กำลังคันไม้คันมือเอาไว้ได้ ศิษย์สำนักกายาที่ยืนอยู่แถวหน้าก็หันไปสบตากับคนรอบข้าง ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนลานประลองทันที
เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้ได้ปรึกษาหารือกันมาก่อนแล้ว
ศิษย์สำนักกายาแม้จะหยิ่งยโสแต่พวกเขาก็ไม่ได้ทะนงตัวจนเกินเหตุ
คนที่กล้ามาท้าประลองกับอัคราจารย์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดและปรมาจารย์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักกายาได้ ย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาเป็นแน่
"ซ่านเถียน อายุสิบสี่ปี วิญญาณยุทธ์ขาทั้งสองข้าง ระดับสามสิบแปด อัคราจารย์วิญญาณสายโจมตีว่องไว"
"เป้ยเป้ย อายุสิบสองปี วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง ระดับสามสิบสาม อัคราจารย์วิญญาณสายโจมตีหนักหน่วง"
สิ้นเสียงแนะนำตัว ซ่านเถียนก็ใช้ส้นเท้าถีบส่งแรง พุ่งทะยานออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่มนุษย์
วิญญาณยุทธ์ขาทั้งสองข้างมอบความเร็วที่เหนือกว่าคนในระดับเดียวกันอย่างมาก แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือพลังโจมตีที่เบาหวิวเหมือนโดนแมวข่วน
ดูสิ ทักษะการต่อสู้ที่ซ่านเถียนฝึกฝนมา เมื่อปะทะเข้ากับเกราะเบาแห่งแสงที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นคลุมร่างเป้ยเป้ย กลับไม่สามารถทะลวงการป้องกันเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย
"เกราะนี่พลังป้องกันสูงชะมัด!" เมื่อการโจมตีครั้งแรกไม่ได้ผล ซ่านเถียนก็รีบถอยฉากทิ้งระยะห่างทันที
เขาเตรียมพร้อมที่จะใช้กลยุทธ์หลอกล่อและก่อกวน เขาไม่ใช่อัคราจารย์วิญญาณที่มีพลังต่อสู้สูงที่สุดในสำนักกายา เป็นเพียงแค่คนที่เร็วที่สุดเท่านั้น
การที่เขาขึ้นมาเป็นคนแรกก็เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีเท่านั้นเอง
อย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปฏิเสธคำท้าของเขา
เป้ยเป้ยยืนหยัดอยู่ตรงกลางลานประลอง เขากำกรงเล็บมังกรที่ว่างเปล่าแน่น สายตากวาดมองเงาร่างที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วรอบตัว
"จิ๊!"
"ลื่นเป็นปลาไหลเลยแฮะ"
ไม่เพียงแต่ลื่นไหลแต่ยังระมัดระวังตัวแจ การโจมตีหยั่งเชิงครั้งแรกก็ยังไม่ยอมเข้าใกล้มากนัก ทำให้รับมือได้ยากทีเดียว
ด้านหลังยังมีปรมาจารย์วิญญาณสี่วงแหวนรออยู่อีก การจะเปิดเผยทักษะวิญญาณประเภทโจมตีเป็นวงกว้างเพียงเพื่อจัดการกับอัคราจารย์วิญญาณคนเดียวถือว่าไม่คุ้มค่า
เมื่อคิดคำนวณในใจเรียบร้อยแล้ว เขาก็หลับตาลง ปลดปล่อยพลังวิญญาณอันเบาบางให้แผ่กระจายออกไปรอบตัวในรัศมีหลายจั้ง
สรรพสิ่งในรัศมีหลายจั้งไม่ได้ถูกมองเห็นด้วยสายตา แต่ถูกรับรู้ผ่านอนุภาคของพลังจิต
นี่คือวิธีการใช้ทักษะราชันครองหล้าที่ผสมผสานพลังจิต พลังวิญญาณ และพลังโจมตีเข้าด้วยกัน
ในตอนนั้นเอง ซ่านเถียนก็เริ่มเคลื่อนไหว
วงแหวนวิญญาณระดับพันปีวงที่สามสว่างวาบ ร่างของเขาพร่ามัวก่อนจะแยกตัวออกเป็นร่างแยก พุ่งเข้าจู่โจมเป้ยเป้ยจากทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน
เขาไม่คิดว่าการที่คู่ต่อสู้หลับตาจะหมายถึงการยอมแพ้ ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ เขาจึงเลือกใช้ท่าไม้ตายสายว่องไวที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเอง
ในบรรดาคนระดับเดียวกันในสำนักกายา ไม่มีใครสามารถทำลายท่านี้ได้เลย
เมื่อเขาพุ่งเข้ามาจนถึงระยะประชิดตัวเป้ยเป้ยภายในหนึ่งจั้ง จู่ๆ เป้ยเป้ยก็ขยับตัว
เขาก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ย่อตัวลงเล็กน้อย ผสานพละกำลังและลมปราณเข้าด้วยกัน กรงเล็บมังกรทองที่มือขวาซึ่งเชื่อมต่อกับกรงเล็บมังกรทรราชกางออก ดวงตามังกรเบิกโพลงเปล่งประกายอานุภาพน่าเกรงขาม
ร่างกายที่เชื่อมต่อกับท่อนแขนตวัดเป็นแนวโค้งแล้วฟาดลงมาอย่างรุนแรง
ในเสี้ยววินาทีที่ซ่านเถียนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็รู้สึกเหมือนมีน้ำหนักหลายพันชั่งกดทับลงมาที่บ่า ร่างกายทั้งร่างถูกบังคับให้ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
"ปัง!"
ร่างของเขากระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง
กว่าสมองจะทันรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วไปถึงเส้นประสาทแล้ว เขารู้สึกหน้ามืดตาลาย ปากเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและทราย
เมื่อเขาพยายามจะลุกขึ้นยืน ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้เลย แม้แต่จะขยับตัวเพียงนิดเดียวยังเป็นเรื่องยากเย็น
ร่างแยกของซ่านเถียนเมื่อร่างหลักถูกเล่นงานจนหมอบไปแล้ว ก็โจมตีเป้ยเป้ยได้เพียงครั้งเดียวก่อนจะไร้พลังและสลายหายไปเอง
ศิษย์สำนักกายาที่อยู่ด้านล่างลานประลองต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนั้น
"ซี้ด~"
"พลังระเบิดมหาศาลอะไรขนาดนี้!"
อัคราจารย์วิญญาณหลายคนที่ยืนอยู่แถวหน้าและเตรียมพร้อมจะขึ้นประลองต่างก็เริ่มรู้สึกลังเล
พวกเขาอาจจะ อาจจะนะ คงสู้ไม่ได้หรอกมั้ง
อัคราจารย์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้ซึ่งหน้าของสำนักกายา คือเด็กสาวผู้มีวิญญาณยุทธ์มือทั้งสองข้างและมีพลังวิญญาณระดับสามสิบเก้า
"ฮึ่ม!"
"พวกเจ้าไม่กล้าขึ้นไป ข้าจัดการเอง!"
ระดับความเย่อหยิ่งของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าหลงอ้าวเทียนเลย เรียกได้ว่าเป็นเวอร์ชันนางพญาหงส์อ้าวเทียนเลยก็ว่าได้
น่าเสียดายที่เธอเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียว ก็ถูกใครบางคนจับตัวเอาไว้
เธอหันขวับกลับมาตวาดเสียงแหลม "ศิษย์พี่!"
คนที่เธอเรียกว่าศิษย์พี่ก็ยังคงไม่ยอมปล่อยมือ
"ศิษย์น้อง เจ้าไม่ใช่คู่มือของเขาหรอก ให้ข้าจัดการเองดีกว่า"
พูดจบเขาก็เดินเบี่ยงตัวผ่านร่างเธอแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปบนลานประลอง
"จินจ่าน อายุสิบห้าปี วิญญาณยุทธ์ลำตัว ระดับสี่สิบแปด ปรมาจารย์วิญญาณสายโจมตีหนักหน่วง"
ทันทีที่เขาก้าวขึ้นไปบนลานประลอง บรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในชั่วพริบตาเดียว ร่างกายของเขาก็ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลานประลอง
จินเผิงผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการดูแลความปลอดภัยซึ่งลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขาหันไปพูดกับเป้ยเป้ยว่า "จินจ่านคือคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาลูกหลานของข้าทั้งหมด"
"วิชาที่เขาใช้อยู่คือสภาวะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสำนักกายา เรียกว่าสภาวะฟ้าดินเป็นหนึ่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับทักษะราชันครองหล้าที่เจ้าเพิ่งใช้ไปนั่นแหละ"
"แต่จินจ่านยังห่างไกลจากการบรรลุวิชานี้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่อีกระยะหนึ่ง"
"ส่วนประสิทธิภาพที่แท้จริงของฟ้าดินเป็นหนึ่งนั้น คงต้องปล่อยให้เจ้าเป็นคนสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะ"
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่พูดอะไรอีก พร้อมกับทำสัญญาณมือให้เริ่มการประลองได้
ครั้งนี้ เป้ยเป้ยเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ทักษะราชันครองหล้าและฟ้าดินเป็นหนึ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
เมื่อเทียบกับทักษะราชันครองหล้าที่ท่านทวดทวดของเขาใช้แล้ว สิ่งที่เป้ยเป้ยใช้อยู่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยมาเจอผู้ใหญ่
ดินแดนใต้หล้าของมู่เอินคืออาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต แต่ดินแดนใต้หล้าของเป้ยเป้ยเป็นเพียงแค่แคว้นเล็กๆ เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เพียงพอที่จะรับมือกับสภาวะฟ้าดินเป็นหนึ่งแบบครึ่งๆ กลางๆ ของอีกฝ่ายได้แล้ว!
วงแหวนวิญญาณที่หนึ่งและที่สองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในพริบตา
หลังจากใช้วงแหวนวิญญาณหมื่นปีเสริมพลังให้กับทักษะทั้งสองแล้ว เขาก็พุ่งเข้าใส่จินจ่านอย่างดุดัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเป้ยเป้ยที่ดูดุดันกว่าเมื่อครู่หลายเท่านัก จินจ่านก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ร่างกายของเขายังคงนิ่งสงบดั่งต้นสน มีเพียงฝ่ามือทั้งสองข้างที่กางออก นิ้วหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า อีกนิ้วชี้ลงดิน ฝ่ามือประสานกัน นิ้วมือขัดสานเป็นมุทราประหลาด
วินาทีต่อมา เคล็ดวิชาลับของสำนักกายาก็สำแดงฤทธิ์ แสงเรืองรองเปล่งประกายออกมาจากร่างของเขาทันที
ท่ามกลางแสงสว่างนั้น ลำตัวของจินจ่านราวกับถูกเคลือบด้วยทองคำบริสุทธิ์และถูกสลักเสลาอย่างประณีต
ลำตัวขับเคลื่อนแขนขาทั้งสี่อย่างสอดประสานกลมกลืน ท่อนแขนและฝ่ามือปะทะเข้ากับกรงเล็บมังกรของเป้ยเป้ยที่พุ่งเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด
ทั่วทั้งลานประลองอบอวลไปด้วยสนามพลังจากราชันครองหล้าและฟ้าดินเป็นหนึ่ง แม้จะไม่ใช่อาณาเขตที่แท้จริง แต่มันก็ทรงพลังยิ่งกว่า
พลังที่มองไม่เห็นสองสายเข้าบดขยี้กันอย่างรุนแรง อากาศบนลานประลองเริ่มบิดเบี้ยวราวกับถูกเปลวไฟแผดเผา
การต่อสู้ของผู้ที่ปลดปล่อยสนามพลังทั้งสองนั้นย่อมดุเดือดเลือดพล่าน พวกเขาอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายและวิญญาณยุทธ์เข้าห้ำหั่นกันในระยะประชิด
[จบแล้ว]