- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 30 - คำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายา
บทที่ 30 - คำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายา
บทที่ 30 - คำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายา
บทที่ 30 - คำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายา
เมื่อเห็นมู่เอินมีท่าทียอมรับ ตู๋ปู้สื่อที่คลายความสงสัยในใจไปจนหมดสิ้นก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"เขาคือคนที่แกจะส่งมาฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักกายาใช่ไหม การที่เขาสามารถรองรับร่างอวตารพลังวิญญาณของแกได้ เขาคงจะเป็นทายาทสายตรงของแกสินะ"
มู่เอินพยักหน้าและกล่าวว่า
"เขาชื่อเป้ยเป้ย เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของข้าที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ และเป็นที่พึ่งทางใจในการมีชีวิตอยู่ของข้าด้วย คงต้องรบกวนท่านเจ้าสำนักตู๋ช่วยดูแลเขาให้ดีด้วย"
ตู๋ปู้สื่อสีหน้าไม่เปลี่ยนแต่ในใจก่นด่าบรรพบุรุษไปแล้ว
นี่มันรับลูกศิษย์ที่ไหนกัน นี่มันรับเอาบรรพบุรุษมาบูชาชัดๆ!
"สำนักนี้จะไม่รับเขาเป็นศิษย์!"
ทันทีที่คำปฏิเสธหลุดออกจากปาก ซวนจื่อก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ทันที เขาโพล่งขึ้นมาว่า
"ไอ้เฒ่าพิษ ถ้างั้นก็อย่าหาว่าข้าบีบบังคับก็แล้วกัน การมาเหยียบสำนักท้าประลองครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ ตามกฎแล้วข้าสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อสำนักกายาได้"
ตู๋ปู้สื่อปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "มาตรฐานการรับศิษย์ของข้า คือต้องเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์และขึ้นเป็นเจ้าสำนักกายาคนต่อไป"
"จะบอกว่าพวกแกอุตส่าห์ลงแรงตั้งมากมายส่งเป้ยเป้ยมาเรียนที่นี่ แล้ววันข้างหน้าเขาจะไม่จากสำนักกายาไปเพื่อกลับไปประจำการที่สถาบันอย่างนั้นรึ"
"ถ้าหากเขาสามารถอยู่สืบทอดสำนักกายาไปได้ตลอด ข้าก็พอจะพิจารณารับเขาเป็นศิษย์ได้"
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคทำเอาซวนจื่อเถียงไม่ออก ความอึดอัดที่ถูกกดข่มไว้ก่อนหน้านี้ของตู๋ปู้สื่อในที่สุดก็ได้รับการระบายออกบ้าง
แน่นอนว่านอกเหนือจากเหตุผลนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือเป้ยเป้ยเป็นทายาทของมู่เอิน
แม้ว่าเขาจะรู้ต้นสายปลายเหตุในการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายระหว่างพี่ชายและมู่เอินเป็นอย่างดี แต่ปมในใจนั้นก็ยังคงข้ามผ่านไปไม่ได้อยู่ดี
เขาลอบปรายตามองมู่เอินอย่างแนบเนียน เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีอะไรจึงเอ่ยปากต่อ
"ถึงแม้สำนักนี้จะไม่รับเป้ยเป้ยเป็นศิษย์ แต่วิชาที่เขาต้องการจะเรียน ข้าจะลงมือชี้แนะด้วยตัวเอง"
"ข้าขอสาบานเลยว่า นอกเหนือจากเมล็ดพันธุ์สืบทอดของสำนักกายาแล้ว ข้าจะไม่ปิดบังอำพรางวิชาใดๆ อย่างเด็ดขาด"
"มู่เอิน แกคิดว่ายังไง"
"ตกลง" มู่เอินกล่าวต่อทันที "มีอะไรจะพูดอีกก็พูดมาให้หมดในคราวเดียวเลยเถอะ"
"นอกจากนี้ยังมีอีกสองข้อที่ข้าต้องเตือนพวกแกไว้ก่อน"
"ข้อแรก สำนักกายาแม้จะเปิดรับศิษย์ที่วิญญาณยุทธ์ไม่ใช่ร่างกาย แต่เวลาที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาลับและทักษะการต่อสู้ หากพลังลมปราณไม่เพียงพอก็จะทำให้เหนื่อยฟรีและได้ผลลัพธ์แค่ครึ่งเดียว"
"แต่ก็คิดซะว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกแกหรอก ในเมื่อสื่อไหลเค่อย่อมไม่ขาดแคลนสมุนไพรล้ำค่าและวิธีการกระตุ้นสายเลือดเพื่อสร้างพลังลมปราณให้เพียงพออยู่แล้ว"
"แต่สิ่งที่ข้าต้องบอกไว้ก่อนก็คือ เคล็ดวิชาลับของสำนักกายาเรายากที่จะทำให้วิญญาณยุทธ์ที่ไม่ใช่ร่างกายสามารถตื่นขึ้นครั้งที่สองได้"
"ข้อสอง ข้าจะคัดเลือกศิษย์สำนักกายาที่มีอายุและระดับพลังเท่ากับเป้ยเป้ยจำนวนสิบคนมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันต่อสู้"
"หากเอาชนะพวกเขาได้ เป้ยเป้ยถึงจะได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักและได้รับการชี้แนะจากข้าโดยตรง"
"มิฉะนั้นก็ต้องทำตามกฎของสำนัก คือเลื่อนขั้นจากศิษย์สายนอกไปเป็นศิษย์สายใน แล้วค่อยเลื่อนเป็นศิษย์สืบทอดวิชาตามลำดับ"
ข้อที่สองนี้คือความหยิ่งทะนงที่สงวนไว้สำหรับยอดฝีมือเท่านั้น ไม่มียอดฝีมือคนไหนอยากจะเสียเวลาสั่งสอนคนธรรมดาหรอก ตู๋ปู้สื่อเองก็เช่นกัน ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นทายาทของมู่เอินก็ตาม
มู่เอินหันไปมองเป้ยเป้ย
ตู๋ปู้สื่อที่อ่านสายตานั้นออกจึงหันไปถามเป้ยเป้ย
"ไอ้หนู คิดดูดีๆ จะเอายังไง"
"ไม่ต้องหรอกครับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วสีเขียวเข้มของตู๋ปู้สื่อก็เลิกขึ้น
ทายาทของมู่เอินไม่มีความกล้าแม้แต่น้อยเลยหรือ
เขาจึงกล่าวต่อว่า "ถ้าเจ้าคิดว่ามันยากเกินไป ข้าจะเห็นแก่หน้ามู่เอินช่วยลดความยากลงให้สักหน่อยก็ได้"
"ไม่ใช่ครับ ข้าหมายความว่า ไม่ต้องรบกวนท่านเจ้าสำนักตู๋ให้เสียเวลาคัดเลือกหรอกครับ"
"ข้าค่อนข้างมีความมั่นใจในฝีมือของตัวเองอยู่นิดหน่อย"
"ในระดับอัคราจารย์วิญญาณข้าไร้พ่าย ข้ามระดับข้าก็ยังไร้พ่าย"
"ดังนั้น ขอแค่ส่งอัคราจารย์วิญญาณที่เก่งที่สุดและปรมาจารย์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักกายามาสู้กับข้าก็พอแล้วครับ"
ที่เป้ยเป้ยทำเช่นนี้ก็เพราะเขาเข้าใจสำนักกายาเป็นอย่างดี ศิษย์ที่นี่บ้าคลั่งการต่อสู้ พวกเขายึดถือกฎแห่งป่าที่ผู้อ่อนแอต้องตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าสถาบันสื่อไหลเค่อเสียอีก
เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่เขามาฝากตัวเรียนที่สำนักกายา ท่านทวดทวดและผู้อาวุโสซวนจึงได้สร้างแรงกดดันและข่มขวัญตู๋ปู้สื่อไปในระดับหนึ่ง
แต่นี่ก็ถือเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสำนักกายาอย่างไม่ต้องสงสัย บรรดาศิษย์ที่รักสำนักยิ่งชีพจะต้องมาหาเรื่องเขาแน่
ในจุดนี้ ต่อให้เป็นคำสั่งของเจ้าสำนักก็คงเอาไม่อยู่ เพราะสิ่งที่คาดเดายากที่สุดก็คือใจคน
เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในภายหลังและเพื่อให้การฝึกฝนเป็นไปอย่างราบรื่น การต่อสู้จนทำให้ศิษย์สำนักกายาทุกคนยอมสยบจึงเป็นหนทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนเหตุผลที่เขาหน้าใหญ่ใจโตมั่นใจได้ขนาดนี้น่ะหรือ
ก็เพราะเขารู้ไส้รู้พุงสำนักกายาดีน่ะสิ!
ตู๋ปู้สื่อในอนาคตเคยยอมรับออกมาจากปากตัวเองเลยว่า สำนักกายาไม่มีคนเก่งๆ หน้าใหม่ปรากฏตัวมาถึงยี่สิบปีแล้ว
และหลงอ้าวเทียน ศิษย์สำนักกายาที่แข็งแกร่งที่สุดในอนาคต ตอนนี้ก็เพิ่งจะเป็นแค่วิญญาจารย์หนึ่งวงแหวนเท่านั้น
ในเหตุการณ์จริง ผู้อาวุโสซ่งและซวนจื่อต่างหันมามองเขาบ่อยครั้งด้วยความกังวลที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
แม้แต่ตู๋ปู้สื่อและพรหมยุทธ์กายาทองคำที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ยังตกตะลึงกับความมั่นใจ หรือจะเรียกให้ถูกคือความโอหังของเขา
ตู๋ปู้สื่อจ้องมองเขาเขม็งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "เจ้าคิดดีแล้วนะ หากพลาดพลั้งพ่ายแพ้ขึ้นมา ต่อให้เป็นมู่เอินก็คงไม่มีหน้ามาพูดอะไรได้อีก"
"แน่นอนครับ"
"แต่ทว่า หากข้าชนะ สำนักกายาจะต้องไม่มีสถานที่ลับใดที่ห้ามข้าเข้า"
"นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์สืบทอดของสำนักกายานั้นข้าจะไม่รับสืบทอด แต่ข้าขอดูมันหน่อย"
"แค่ดูแต่ไม่รับสืบทอดอย่างนั้นรึ..." เมื่อเผชิญกับข้อเรียกร้องที่เพิ่มขึ้นของเป้ยเป้ย ตู๋ปู้สื่อใช้เวลาครุ่นคิดเพียงสองวินาทีก็ตอบตกลง
"ตกลง!"
"เหล่าจิน พาเขาไปที่ลานประลองของสำนักที"
พูดตามตรง ความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกกระตุ้นด้วยความโอหังของเป้ยเป้ยเข้าแล้ว
เขาอยากจะเห็นนักว่าทายาทของมู่เอินคนนี้จะมีความสามารถไปได้ถึงขั้นไหนกันเชียว
จินเผิงหรือพรหมยุทธ์กายาทองคำรับคำสั่งและพาเป้ยเป้ยออกจากห้องรับรองไป
ซูเปอร์โต้วหลัวทั้งสี่ที่เหลืออยู่พริบตาเดียวก็เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ศาลากลางเมฆบนป้อมปราการธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้และเหมาะแก่การรับชมมากที่สุด
คำพูดโอหังของเป้ยเป้ยถูกจินเผิงนำไปขยายความจนกลายเป็น "คำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายา"
แฝงไปด้วยเจตนายั่วยุและอยากเห็นเรื่องสนุกจนทนไม่ไหว
มันลุกลามราวกับสายลมพัดผ่านไปทั่วสำนักกายา เข้าหูศิษย์สำนักกายาทุกคน
"ในระดับอัคราจารย์วิญญาณข้าไร้พ่าย ข้ามระดับข้าก็ยังไร้พ่าย!"
"หนอยแน่!"
"ไอ้เด็กนี่มันชักจะกร่างเกินไปแล้ว!"
"คนแก่เพิ่งจะมาเหยียบสำนักเมื่อกี้ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนก็รีบออกหน้าเลยงั้นรึ!"
"ฮึ่ม!"
"หนึ่งส่วนที่ท่านเจ้าสำนักเพิ่งจะเสียเปรียบไป พวกเราจะเป็นคนทวงคืนมาเอง"
"เหลวไหล!"
"ท่านเจ้าสำนักแค่ต้องคอยปกป้องสำนักเลยลงมือได้ไม่เต็มที่ ถึงได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบต่างหาก"
"ขืนเปลี่ยนสถานที่ล่ะก็ ไอ้สามคนจากสื่อไหลเค่อนั่นต่อให้มัดรวมกันก็มีแต่จะโดนท่านเจ้าสำนักอัดยับเท่านั้นแหละ"
"จริงดิ!"
"ก็ใช่น่ะสิ!"
"พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อข้าหรือไง ข้าคือผู้รู้แจ้งแห่งสำนักกายาเชียวนะ"
"แหล่งข่าวมาจากน้องชายของเพื่อนของศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง รับรองว่าชัวร์ป้าบ!"
"เอ่อ..."
ในขณะที่ข่าวสารกำลังแพร่กระจาย ศิษย์จำนวนไม่น้อยก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังลานประลอง
และคนแรกที่มาถึงก็คือคนที่เพิ่งจะถอยออกไปจากลานประลองเป็นคนแรกนั่นเอง
"เจ้าสินะ!"
"เจ้าของคำประกาศกร้าวท้าประลองสำนักกายาที่เขาลือกัน!"
เป้ยเป้ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนลานประลองลืมตาขึ้นมองผู้มาเยือน เป็นเด็กหนุ่มร่างเล็กผิวขาวราวกับหยก
"เจ้าคือ"
"ข้าชื่อหลงอ้าวเทียน!"
[จบแล้ว]