- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 23 - กาลเวลาโบยบินดุจอาชาไนย
บทที่ 23 - กาลเวลาโบยบินดุจอาชาไนย
บทที่ 23 - กาลเวลาโบยบินดุจอาชาไนย
บทที่ 23 - กาลเวลาโบยบินดุจอาชาไนย
"ระดับยี่สิบแปดแล้ว"
สำหรับกระดูกวิญญาณระดับแสนปี การที่มหาวิญญาจารย์สองวงแหวนจะมีระดับพลังเพิ่มขึ้นได้ขนาดนี้ เป้ยเป้ยไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย
อันที่จริง นี่เป็นผลลัพธ์บนพื้นฐานที่ว่า กระดูกวิญญาณเน้นไปที่การชำระล้างไขกระดูกและผลัดเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการเพิ่มพูนพลังวิญญาณอย่างมหาศาลเสียด้วยซ้ำ
หม่าเสี่ยวเถา "???"
ก่อนการทดสอบนักเรียนใหม่ เจ้าเพิ่งจะมีพลังวิญญาณแค่ระดับยี่สิบสี่ไม่ใช่หรือไง
ทำไมจู่ๆ ถึงกระโดดไปเป็นระดับยี่สิบแปดได้ล่ะ
ชั่วข้ามคืน พุ่งพรวดเดียวสี่ระดับ นี่มันตามทันความก้าวหน้าตลอดกว่าครึ่งปีของข้าเลยนะ
กินยาโด๊ปมาหรือไง
แต่ไม่นาน เธอก็ปัดข้อสันนิษฐานสุดท้ายทิ้งไป
การพึ่งพายาคือการดึงศักยภาพในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า เพื่อแลกกับการเลื่อนระดับอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการดึงต้นกล้าให้โตไวๆ เป็นการกระทำที่โง่เขลาสุดๆ
ด้วยสถานะที่เป็นที่จับตามองในศาลาเทพสมุทร หากเป้ยเป้ยกล้าแอบกินยาโด๊ปล่ะก็ เหล่าผู้อาวุโสคงอกแตกตายกระอักเลือดกันเป็นแถว
เมื่อตัดเรื่องการใช้ยาออกไป และยังไม่ถึงคอขวดที่ต้องดูดซับวงแหวนวิญญาณข้ามระดับเพื่อกระตุ้นพลังวิญญาณ ข้อนี้ก็ตกไป
ส่วนสมุนไพรเซียนที่ไม่มีผลข้างเคียง... ตามบันทึกในหอตำราของสถาบันสื่อไหลเค่อ ระบุว่าไม่มีใครพบเห็นมาเกือบหมื่นปีแล้ว จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เหลือเพียงความเป็นไปได้อย่างเดียว... กระดูกวิญญาณ!
ก็สมเหตุสมผลดี เพราะในปฏิบัติการกวาดล้างวิญญาจารย์ชั่วร้ายเมื่อวาน เขาเพิ่งจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่มา
บางครั้งทางสถาบันก็มักจะนำกระดูกวิญญาณมามอบให้เป็นรางวัลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจอยู่แล้ว
"เจ้าหลอมรวมกระดูกวิญญาณมาใช่ไหม"
"ข้าพรสวรรค์ล้ำเลิศ ฝึกฝนได้รวดเร็ว ที่เลื่อนระดับได้ก็เพราะความอุตสาหะล้วนๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับกระดูกวิญญาณพรรค์นั้นสักหน่อย!"
เอาล่ะ จากคำพูดไร้สาระประโยคนี้ หม่าเสี่ยวเถามั่นใจเต็มร้อยเลยว่า เขาต้องหลอมรวมกระดูกวิญญาณมาแน่ๆ
"กระดูกวิญญาณระดับกี่หมื่นปีล่ะ"
"ทักษะของกระดูกวิญญาณคืออะไร"
"เจ้าเคยบอกไว้เองนะ ว่าคราวหน้าจะไม่มีความลับกับข้าอีก"
"เอ่อ" นี่มันเข้าตำรายกหินทุ่มทับเท้าตัวเองชัดๆ
เขาเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ทักษะกระดูกวิญญาณ ประกายแสงสีทอง เป็นทักษะสนับสนุนติดตัวธาตุแสง ช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณแบบองค์รวม สามารถแผ่รัศมีครอบคลุมไปถึงเพื่อนร่วมทีมได้ แต่ประสิทธิภาพจะลดหลั่นลงไปตามระยะทาง"
"ส่วนเรื่องอายุวงแหวน ข้าขอไม่บอกเจ้าก็แล้วกัน"
"เอาเถอะๆ~"
"ข้าไม่คาดคั้นเจ้าแล้วล่ะ เรื่องอายุกระดูกวิญญาณไม่ต้องบอกก็ได้ ระหว่างกระดูกวิญญาณหนึ่งหมื่นปีกับเก้าหมื่นปี สิ่งที่ต่างกันก็แค่คุณภาพเท่านั้นแหละ ยังไงมันก็ไม่ได้มีทักษะเพิ่มขึ้นมาอยู่ดี"
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คิดไกลไปถึงขั้นว่ามันคือกระดูกวิญญาณแสนปี
ก็ถูกของเธอ ในฐานะนักเรียน เธอไม่มีทางล่วงรู้ถึงรายละเอียดของล้ำค่าที่สถาบันเก็บสะสมไว้ได้หรอก
จากนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กๆ
"ตอนแรกข้าคิดว่า เจ้าคงต้องรอจนถึงปีสองเป็นอย่างน้อย ถึงจะทะลวงขึ้นเป็นอัคราจารย์วิญญาณสามวงแหวนได้"
"ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำไป เวลาที่เจ้าจะบรรลุระดับอัคราจารย์วิญญาณ คงจะเกิดขึ้นก่อนจบปีหนึ่งด้วยซ้ำ"
"และมีความเป็นไปได้สูงว่า เจ้าจะเป็นคนที่สามในชั้นเรียนที่ก้าวขึ้นเป็นอัคราจารย์วิญญาณ ตามหลังข้ากับไต้ยั่วเหิงมาติดๆ"
"ฮ่าๆ~"
"ขอให้สมพรปากเจ้าก็แล้วกันนะ"
แต่ใครจะรู้ว่า พอเป้ยเป้ยกำลังยิ้มหน้าระรื่น หม่าเสี่ยวเถาก็พูดขัดขึ้นมาหน้าตาเฉย
"แต่ข้าก็ไม่กลัวเจ้าจะตามทันหรอกนะ"
"วิญญาณยุทธ์ของเจ้ามีคุณสมบัติธาตุขั้นสุดยอด พอขึ้นระดับสามวงแหวนปุ๊บ ความเร็วในการฝึกฝนก็จะตกลงไปอยู่ในระดับเต่าคลานทันที"
"ถึงตอนนั้น แม่นางคนนี้จะทิ้งห่างเจ้าไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยคอยดู"
"หึๆ~"
เป้ยเป้ย "..."
เมื่อมองแผ่นหลังของ 'แม่ฟีนิกซ์น้อย' ผู้เย่อหยิ่งที่เดินนำหน้าไป เป้ยเป้ยก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
จะมาภูมิใจอะไรนักหนาเนี่ย
ถ้าเกิดว่าพลังฝึกตนของเจ้าทิ้งห่างข้าไปแบบไม่เห็นฝุ่น แล้วข้าจะเอาค้อนที่ไหนไปสะกดเปลวเพลิงปีศาจของเจ้าได้ล่ะวะ!
...ฤดูกาลผันผ่าน
เวลาผ่านไปกว่าสามเดือนอย่างรวดเร็ว
คอขวดของระดับอัคราจารย์วิญญาณนั้นช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน แค่ "ฟึ่บ" เดียว ก็ทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
"เป้ยเป้ยเอ๊ย นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะมั้ง ที่เจ้าจะได้หาวงแหวนวิญญาณในสถาบัน"
ผู้อาวุโสกงที่เดินขนาบข้างเป้ยเป้ย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทอดถอนใจ
ก็แน่ล่ะสิ ระยะห่างจากครั้งก่อนที่ช่วยเป้ยเป้ยหาวงแหวนวิญญาณเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งปีเลย!
ไม่แน่ว่า ต่อไปร่างกายยังไม่ทันโตเต็มวัย พลังฝึกตนก็อาจจะทะลวงถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เก้าวงแหวนไปซะก่อนแล้ว!
"ผู้อาวุโสกงไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ สถาบันของเราก็อยู่ติดกับป่าใหญ่ซิงโต่ว การจะหาวงแหวนวิญญาณสักวงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย"
ตามแผนที่เป้ยเป้ยวางไว้ วงแหวนวิญญาณวงที่สามของเขาจะต้องเป็นระดับหมื่นปี
แต่สัตว์วิญญาณหมื่นปีนั้น ไม่เพียงแต่มีพละกำลังแข็งแกร่ง ทว่ายังมีสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา ทำให้ควบคุมได้ยาก
ดังนั้น ต่อให้เป็นสนามประลองสัตว์วิญญาณของสถาบัน อย่างมากก็เลี้ยงไว้แค่สัตว์วิญญาณหมื่นปีที่มีอายุไม่มากนัก
จำนวนก็มีไม่เยอะ แถมสายเลือดก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร
นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วงแหวนวิญญาณวงที่สี่เป็นต้นไป เป้ยเป้ยจะต้องออกไปล่าสัตว์วิญญาณในป่าวิญญาณด้วยตัวเอง
แน่นอนว่า ในบรรดาสัตว์วิญญาณหมื่นปีที่สถาบันเลี้ยงไว้ ย่อมมีข้อยกเว้นอยู่หนึ่งตัว
เป็นสัตว์วิญญาณทรงพลังที่ได้มาจากการชี้แนะของมู่เอิน และซวนจื่อเป็นคนลงมือไปจับมาด้วยตัวเองจากป่าวิญญาณเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก... มังกรทรราช!
แม้มันจะเป็นเพียงมังกรสายเลือดรอง แต่กลับครอบครองสายเลือดของราชันมังกรทองอันบริสุทธิ์สายเดียว จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งมังกรสายเลือดรอง และราชาแห่งมังกรปฐพี
สถานที่ที่พวกเขากำลังก้าวเข้าไป ไม่ใช่ลานประลองสัตว์ที่นักเรียนใช้กันทั่วไป แต่เป็นสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากลานประลองสัตว์ปกติมาก
มันคือสนามประลองสัตว์วิญญาณรูปทรงกระบอกแบนสไตล์โบราณ รัศมีกว้างกว่าร้อยเมตร สร้างขึ้นจากเหล็กกล้าชนิดพิเศษ
ลานเปิดโล่งตรงกลางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางร้อยเมตร ถูกเติมเต็มด้วยร่างอันใหญ่โตของมังกรทรราชหมื่นปี
ความสูงกว่าหกสิบเมตร ร่างกายมหึมาของมันราวกับภูเขาลูกย่อมๆ
ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาสีเทาดำ เกล็ดแต่ละชิ้นมีรูปทรงบิดเบี้ยวไม่สม่ำเสมอ หัวขนาดมหึมาของมันใหญ่จนแทบจะกินพื้นที่ไปถึงหนึ่งในสี่ของร่างกายทั้งหมด
ด้วยระดับพลังฝึกตนหนึ่งหมื่นปี หากมันต้องต่อสู้กับสัตว์วิญญาณแสนปีทั่วไป ใครจะอยู่ใครจะไปก็ยังพูดยาก
แม้แต่ผู้อาวุโสกงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างจากตัวมัน
อาจจะสามารถต่อสู้จนเอาชนะมันได้ แต่การจะจับเป็นมันนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
และในเวลานี้ เป้ยเป้ยได้อัญเชิญวิญญาณยุทธ์ออกมาเรียบร้อยแล้ว เงาร่างของมังกรศักดิ์สิทธิ์สีทองปรากฏขึ้น กรงเล็บมังกรยื่นปลายเล็บที่ห้าซึ่งซ่อนอยู่ออกมา ร่างกายขยายขนาดใหญ่ขึ้น เผชิญหน้ากับมังกรทรราชหมื่นปี
"โฮก——"
มังกรทรราชอ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด ส่งเสียงคำรามกึกก้อง
แม้ว่ามันจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากสายเลือดมังกรชั้นสูงของมดปลวกตัวเล็กจ้อยตรงหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมจำนน มันจึงไม่ยอมหมอบกราบลงกับพื้น
ผู้อาวุโสกงยืนเตรียมพร้อมอยู่ด้านข้าง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
"เป้ยเป้ย จิตวิญญาณของสัตว์วิญญาณระดับหมื่นปีเริ่มเติบโตเต็มที่แล้ว จึงมีพลังโจมตีทางจิตวิญญาณที่รุนแรงมาก ตอนที่ดูดซับวงแหวน มันจะสร้างความสั่นสะเทือนต่อจิตวิญญาณของเจ้า"
"ยิ่งไปกว่านั้น มังกรทรราชหมื่นปีตัวนี้ มีเจตจำนงที่ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด"
"เพราะฉะนั้น ข้าช่วยเจ้าไม่ได้ เจ้าต้องเป็นคนลงมือสังหารมันด้วยตัวเอง"
"ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เจตจำนงที่ไม่ยอมจำนนของมันถึงจะไม่รุนแรงจนเกินไปในตอนที่เจ้าดูดซับวงแหวนวิญญาณ"
เป้ยเป้ยพยักหน้ารับ เขาค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว วิญญาณยุทธ์สถิตร่าง วงแหวนวิญญาณทอแสงวาบวับ กลิ่นอายแห่งราชันมังกรแสงถูกแผ่ขยายออกไปจนถึงขีดสุด
บนร่างอันใหญ่โตของมังกรทรราช มีโซ่เหล็กขนาดใหญ่เท่าเอวคนนับสิบเส้นพันธนาการไว้ ปลายโซ่เชื่อมต่อกับกุญแจผนึกอุปกรณ์วิญญาณระดับแปดที่ถูกติดตั้งไว้บนพื้นอย่างแน่นหนา
อุปสรรคในการเคลื่อนไหว ผนวกกับการถูกสะกดข่มด้วยสายเลือด ทำให้เป้ยเป้ยมีโอกาสที่จะสังหารมังกรทรราชหมื่นปีตัวนี้ได้
เขากระโดดถีบตัวขึ้นไปบนโซ่เหล็กอย่างรวดเร็ว วิ่งไปตามเส้นโซ่ เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าประชิดที่หน้าอกของมังกรทรราช
เกล็ดมังกรสีขาวขนาดเล็กเรียงรายซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น มองแล้วชวนให้รู้สึกขนลุกซู่
แต่ทว่า ดวงตามังกรสีทองของเป้ยเป้ยกลับสามารถมองทะลุเกราะเกล็ดที่หนาแน่นเหล่านั้น และเห็นเกล็ดมังกรทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดโปร่งใสชิ้นหนึ่งได้อย่างชัดเจน
และนั่นก็คือจุดอ่อนของมังกรทรราช เกล็ดมังกรย้อนของมัน!
[จบแล้ว]