- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 22 - กระดูกแขนซ้ายแสนปี
บทที่ 22 - กระดูกแขนซ้ายแสนปี
บทที่ 22 - กระดูกแขนซ้ายแสนปี
บทที่ 22 - กระดูกแขนซ้ายแสนปี
"ตามข้อเสนอของผู้อาวุโสเหยียนเซ่าเจ๋อ จะมีการบันทึกผลงานในครั้งนี้ลงในประวัตินักเรียนของเป้ยเป้ย และทางสถาบันจะเป็นผู้ออกหน้ามอบรางวัลให้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้นักเรียนมีใจมุ่งมั่นในการกำจัดความชั่วร้าย"
"ทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร"
มู่เอินเพิ่งพูดจบ เหยียนเซ่าเจ๋อก็ลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับทำมือส่งสัญญาณให้เป้ยเป้ยวางใจ
"ท่านประธาน"
"พอดีเลยครับ รางวัลชนะเลิศจากการประลองนักเรียนใหม่ของเป้ยเป้ยยังไม่ได้มอบให้"
"ข้าขอเสนอให้เลือกกระดูกวิญญาณล้ำค่าที่สถาบันเก็บสะสมไว้หนึ่งชิ้นมอบให้เป็นรางวัล เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจครับ"
เมื่อเขาพูดจบ ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเล็กน้อย
นี่มันก็แค่อัฐยายซื้อขนมยาย กระดูกวิญญาณตกไปอยู่กับเป้ยเป้ย อนาคตของเป้ยเป้ยก็ยังผูกติดอยู่กับศาลาเทพสมุทรและสถาบันอยู่ดี
การทำเช่นนี้ก็เป็นเพียงการอุดปากผู้คนไม่ให้นินทาเท่านั้น
ตามธรรมเนียมการประชุมของศาลาเทพสมุทร หลังจากประธานศาลากล่าวเปิดประเด็น รองประธานอย่างซวนจื่อจะเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะ จากนั้นผู้อาวุโสทุกท่านจึงจะลงมติอย่างเปิดเผย
แต่ซวนจื่อกำลังทำอะไรอยู่น่ะเหรอ
เขา...กำลังใจลอย!
ใต้โต๊ะที่ทำจากเนื้อไม้พฤกษาทองคำโบราณ มือข้างหนึ่งของซวนจื่อถือห่อกระดาษมันเยิ้มที่ใส่ขาไก่ ส่วนอีกมือถือถ้ำน้ำเต้าบรรจุสุรา
ความหงุดหงิดจากการถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการกวาดล้างวิญญาจารย์ชั่วร้าย มีเพียงอาหารเลิศรสและสุราชั้นดีเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาได้
ผลข้างเคียงจากสายเลือดเทาเที่ยทำให้เขารู้สึกหิวโหยแทบจะตลอดเวลา จำเป็นต้องกินเพื่อเติมเต็ม ซึ่งสิ่งนี้ย่อมทำให้เขาสมาธิหลุดไปบ้าง
แม้แต่เป้ยเป้ยเองก็ยังรู้สึกเอือมระอา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเวลาผู้อาวุโสซวนเป็นคนนำทีม ถึงได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นบ่อยๆ
สมาธิสั้นระดับนี้ ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ
ผู้อาวุโสซ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ ซวนจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว
นางยื่นมือออกไปกระทุ้งเขาเบาๆ เขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว
"อึก~"
เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะรีบพูดขึ้น "ข้าไม่มีความเห็น ข้าขอชูสองมือเห็นด้วยเลย"
ผู้อาวุโสซ่ง "..."
"ในเมื่อซวนจื่อไม่มีความเห็น ข้าเองก็ไม่มีข้อขัดข้องเช่นกัน"
"ข้าก็เหมือนกัน"
"ข้าก็เห็นด้วย"
"..."
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ กระดูกวิญญาณแสนปีที่เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะต้องใช้เวลาถึงสี่ปีจึงจะได้มาครอบครอง กลับตกถึงมือภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ณ ห้องลับแห่งหนึ่งภายในพฤกษาทองคำโบราณ ธาตุแสงหนาแน่นเสียจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
เป้ยเป้ยนั่งขัดสมาธิ มือซ้ายกำกระดูกวิญญาณแขนซ้ายราชันมังกรปฐพีทองคำแสนปีไว้แน่น
กระดูกวิญญาณเปล่งประกายสีทองอร่ามไปทั้งชิ้น ภายในมีสายเลือดเผ่ามังกรแห่งแสงที่เจือจางลงแล้ว ซึ่งเข้ากับตัวของเป้ยเป้ยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ตามที่นักวิชาการด้านทฤษฎีหลายท่านได้คาดเดาและพิสูจน์ ทักษะหนึ่งของกระดูกแขนซ้ายแสนปีชิ้นนี้คือทักษะสายสนับสนุนธาตุแสงที่ช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป้ยเป้ยต้องการอย่างเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน เขาก็หยิบกระดูกวิญญาณขนาดเล็กอีกชิ้นหนึ่งออกมา รูปร่างของมันไม่เหมือนทั้งกระดูกส่วนลำตัวหรือกระดูกส่วนหัว
นี่คือกระดูกวิญญาณลับแขนซ้าย ซึ่งเป้ยเป้ยได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับมู่จิ่น
มันสามารถใช้หลอมรวมกับกระดูกวิญญาณอีกสองชิ้นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและตัวกลางประสาน
คุณสมบัติในการหลอมรวมของตัวมันเองคือ การเพิ่มปริมาณพลังวิญญาณโดยรวมขึ้นอีกร้อยละห้า
เป้ยเป้ยตั้งใจจะหลอมรวมกระดูกแขนซ้ายทั้งสองชิ้นนี้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อลดแรงกระแทกจากกระดูกวิญญาณแสนปี ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางร่างกายและลดแรงกดดันทางจิตวิญญาณ
แม้ว่ากระดูกวิญญาณชิ้นนี้จะเข้ากับเขาได้ดีเยี่ยม และอายุวงแหวนของกระดูกวิญญาณก็ไม่มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเหมือนวงแหวนวิญญาณ
แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นถึงกระดูกวิญญาณระดับแสนปี มหาวิญญาจารย์อย่างเขาจะหลอมรวมมันทั้งที ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้าน ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีที่สุด
การหลอมรวมกระดูกวิญญาณลับนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่เมื่อเริ่มหลอมรวมกระดูกวิญญาณราชันมังกรปฐพีทองคำ พลังวิญญาณก็ส่งเสียงสั่นสะเทือน แขนซ้ายทั้งข้างสั่นเทิ้ม
ตามมาด้วยกลิ่นอายร้อนระอุที่พุ่งทะลวงเข้าสู่แขนซ้ายจากทุกทิศทาง แล้วแทรกซึมลึกเข้าไปในไขกระดูกอย่างเงียบเชียบ
จากสีหน้าของเป้ยเป้ยที่ไม่ได้ดูเจ็บปวดทรมานมากนัก ทำให้เห็นได้ชัดว่าภายใต้การเตรียมตัวมาอย่างดี การหลอมรวมในครั้งนี้ไม่ได้ยากลำบากเกินไป
ส่วนระยะเวลาในการหลอมรวมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะจบลงได้ภายในเวลาสั้นๆ
การหลอมรวมครั้งนี้ใช้เวลายาวนานเหลือเกิน
ลากยาวมาจนถึงคาบเรียนทฤษฎีในวันจันทร์
ตู้เหวยหลุนยืนอยู่บนแท่นบรรยาย ประกาศเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง "นักเรียนอู๋เหยียน ถูกตรวจสอบพบว่าสมคบคิดกับวิญญาจารย์ชั่วร้าย และได้ถูกนักเรียนของสถาบันสื่อไหลเค่อท่านหนึ่งสังหารไปเรียบร้อยแล้ว"
หลังจากประกาศแจ้งจากทางสถาบันจบ เขาก็ไม่ได้สนใจเสียงอื้ออึงที่ระเบิดขึ้นภายในห้องเรียน
เขาหันหลังให้นักเรียนและเริ่มเตรียมเอกสารประกอบการสอนทฤษฎี
รอจนกระทั่งเสียงถกเถียงของนักเรียนค่อยๆ เงียบลง เขาถึงเริ่มสอน
ในฐานะหัวหน้าห้อง เป้ยเป้ยย่อมต้องนั่งอยู่แถวหน้า เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนทั้งชั้น
เพียงแต่ว่า แบบอย่างคนนี้ ตอนนี้สีหน้าดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก
คุณสมบัติธาตุแสงขั้นสุดยอดทำให้เขาไวต่ออารมณ์ที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
นี่ไง เขาสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง ที่จ้องมองมาที่เขาตั้งแต่เดินเข้าห้องเรียน และยังไม่ได้ละสายตาไปไหนเลย
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ
เจ้าของสายตาคู่นี้ ต่อให้เป้ยเป้ยไม่หันไปมองก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร
นอกจากหม่าเสี่ยวเถาที่เพิ่งถูกเขาปล่อยเกาะไปเมื่อวาน ก็คงไม่มีใครมีความอาฆาตแค้นรุนแรงขนาดนี้อีกแล้ว
ท้ายที่สุดก็เป็นเป้ยเป้ยเองที่รู้ตัวว่าผิด จึงไม่กล้าหันไปสบตา
ส่วนหม่าเสี่ยวเถาก็คำนึงถึงว่าลานด้านนอกมีคนพลุกพล่าน จึงไม่ได้รีบร้อนเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ
บรรยากาศตึงเครียดนี้ดำเนินไปจนถึงช่วงเที่ยงวัน กระทั่งก้าวเข้าสู่เขตลานด้านใน หม่าเสี่ยวเถาที่เงียบมาตลอดทั้งเช้าก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
"ทำไมเมื่อวานถึงไม่เรียกข้าไปด้วย"
เป้ยเป้ยชะงักฝีเท้า ลอบถอนหายใจ ก่อนจะแสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
"ฮ่าๆ~"
"คือว่า ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเทเจ้านะ"
"เจ้ารู้ดีว่าข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น!"
"ท่านคณบดีเหยียนเล่าเรื่องเมื่อวานให้เจ้าฟังหมดแล้วเหรอ"
"อื้อฮึ!"
"เอ่อ... เรื่องเมื่อวานน่ะ ถ้าขืนปล่อยให้นักเรียนจำนวนมากรู้ล่วงหน้า มันจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกกันไปใหญ่นะ"
"แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อใจข้าหรือไง"
"ข้าต้องเชื่อใจเจ้าอยู่แล้ว แต่เจ้าเป็นคนอารมณ์ร้อน แถมยังเก็บอาการไม่เก่ง อีกอย่าง ข้าก็ไปเป็นเหยื่อล่อพร้อมกับเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง... เพราะงั้นเรื่องนี้มันก็ สมเหตุสมผลดีแล้วนี่ จริงไหม"
"แม้แต่อาจารย์ที่รู้ใจข้าที่สุด ก็ยังไม่ยอมบอกข้า ใช่ไหมล่ะ"
ประโยคนี้แทบจะถอดแบบมาจากคำอธิบายของเหยียนเซ่าเจ๋อเป๊ะเลย
ทำให้มือที่หม่าเสี่ยวเถากำลังซุกอยู่ในกระเป๋าค่อยๆ กำแน่นขึ้น "ใช่!"
"เพราะงั้น ข้าก็เลยอัดเขาไปซะน่วมเลย"
"ทีนี้ เจ้ามีอะไรอยากจะพูดอีกไหม"
เป้ยเป้ย "..."
"เจ้าอัดเขาไปแล้ว ก็ห้ามมาอัดข้าแล้วนะ"
หม่าเสี่ยวเถา "..."
คำพูดประโยคนี้ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนชกนุ่นเลยทีเดียว
"ฮึ่ม!"
"ข้าแค่อยากจะบอกพวกเจ้าคำเดียวว่า หม่าเสี่ยวเถาคนนี้ ในวันข้างหน้า จะต้องเป็นคนที่พวกเจ้าเชื่อใจได้อย่างแน่นอน!"
หลังจากได้รับคำสัญญาแปลกๆ สไตล์ "คราวหน้าไม่พลาดแน่" จากเป้ยเป้ย หม่าเสี่ยวเถาก็ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
"อู๋เหยียน เจ้าเป็นคนลงมือสังหารเขาด้วยตัวเองงั้นเหรอ"
"ใช่แล้ว"
"ถ้าหากรู้สึกเสียใจ จะร้องไห้ออกมาสักหน่อยก็ได้นะ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น"
"ข้า... ข้ายอมฝืนใจเป็นที่พึ่งให้เจ้าพิงไหล่สักสามวินาทีก็ได้"
"เอ่อ... ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ"
ยังไม่ทันที่หม่าเสี่ยวเถาจะตอบ เขาก็พูดต่อทันที
"วางใจเถอะ~"
"ตอนที่ข้าสังเกตเห็นว่าเขามีพิรุธ ก็นับว่ายังอยู่ในช่วงแรกๆ ข้าเตรียมใจมาพร้อมพอสมควรแล้ว"
พูดจบ เขาก็เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในลานด้านในเร็วขึ้นอีกนิด
หม่าเสี่ยวเถาเองก็รีบก้าวตามไป ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นมักมีเรื่องให้คุยกันไม่รู้จบ การเปลี่ยนบทสนทนาก็ลื่นไหลเป็นธรรมชาติสุดๆ
"ข้าดูจากพลังวิญญาณของเจ้าแล้ว มันดูเข้มข้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ ตอนนี้อยู่ระดับที่เท่าไหร่แล้ว"
[จบแล้ว]