เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 เศษชิ้นส่วนกระดูกวิญญาณแสนปี

บทที่ 17 เศษชิ้นส่วนกระดูกวิญญาณแสนปี

บทที่ 17 เศษชิ้นส่วนกระดูกวิญญาณแสนปี


บทที่ 17 เศษชิ้นส่วนกระดูกวิญญาณแสนปี

"โชคช่วยอย่างนั้นหรือ โชคก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเหมือนกัน!"

"นักเรียนที่เอ่ยปากคนแรกเมื่อกี้ ดูจากตำแหน่งที่เจ้ายืนแล้ว น่าจะมาจากห้องหนึ่งสินะ"

"ตู้เหวยหลุนเคยเล่าให้ข้าฟังว่า ในช่วงที่ให้จับกลุ่มอย่างอิสระก่อนการประเมินนักเรียนใหม่ เป้ยเป้ยที่เป็นนักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามากลางคัน ทำให้ทุกคนคิดว่าถ้าจับกลุ่มด้วยแล้วจะร่วมมือกันได้ยาก จึงไม่มีใครยอมเลือกเขาเลย"

"โอกาสมาประเคนให้ถึงตรงหน้าแล้ว พวกเจ้าคว้าไว้ไม่ได้เอง จะไปโทษใครได้!"

เขาเปลี่ยนสีหน้าที่เคยดูอ่อนโยนเป็นปกติ สายตาอันทรงอำนาจกวาดมองนักเรียนทั่วทั้งสนาม

"ทีนี้ ใครยังมีข้อกังขาอะไรอีกไหม!"

เมื่อมองออกไป บรรดาคนที่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายเมื่อครู่ต่างก็ก้มหัวอันหยิ่งยโสของตนลงจนหมดสิ้น

ก่อนหน้านี้ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเรื่องการทำงานเป็นทีม แต่พอเรื่องจบลงกลับอยากจะมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ จะมีเรื่องดีๆ แบบนี้ได้อย่างไร!

เขาส่งสายตาที่แปลความหมายได้ว่า 'กลางดึกมาหาข้าด้วย' ให้กับเป้ยเป้ย ก่อนจะเดินจากไปทันที

เหยียนเซ่าเจ๋อสวมบทโหดไปแล้วรอบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะที่จะมาสวมบทใจดีต่อในทันที

เมื่อเห็นบรรยากาศในงานเงียบกริบลง รองคณบดีสาขาวิญญาณยุทธ์ ไช่เม่ยเอ๋อร์ ก็ก้าวออกมารับบทคนใจดีแทน

"นักเรียนทุกคน ข้าคือรองคณบดีสาขาวิญญาณยุทธ์ ไช่เม่ยเอ๋อร์"

"การประชันฝีมือเพื่อหาผู้แพ้ชนะ ผลลัพธ์ที่มีทั้งได้และเสีย ย่อมมีคนพอใจและไม่พอใจ เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์"

"หลังจากระบายอารมณ์อย่างมีเหตุผลแล้ว การก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสู่อนาคตต่างหากถึงจะเป็นทางที่ถูกต้อง"

"ชนะไม่หลงระเริง แพ้ไม่ท้อถอย นี่สิถึงจะเป็นสภาวะจิตใจอันสงบนิ่งที่พวกเจ้าซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นบุตรแห่งสวรรค์ควรจะฝึกฝนเอาไว้"

"เอาล่ะ ไม่มีอะไรจะต้องพูดให้มากความแล้ว"

"สุดท้ายนี้ข้ามีข่าวดีจะมาบอกทุกคน งานชมสมบัติที่จัดขึ้นโดยศาลาจวี้เป่าจะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้"

"พ่อค้าจากนานาประเทศบนทวีปจะมารวมตัวกันเพื่อค้าขายที่นี่"

"ท่ามกลางของล้ำค่ามากมายมหาศาล สมบัติบางชิ้นอาจจะซ่อนประกายของมันเอาไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนดวงดีสามารถซื้อของดีในราคาถูกได้ก็ได้"

"หากบังเอิญไปเจอของวิเศษที่ถูกใจแต่เงินในกระเป๋าไม่เป็นใจ ทางโรงเรียนจะให้วงเงินสินเชื่อแก่ทุกคนในระดับหนึ่ง ยิ่งเป็นศิษย์แกนนำก็จะยิ่งได้วงเงินมากขึ้นด้วยนะ"

ทันทีที่เฉียนเฉียนได้ยินข่าวนี้ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที สมกับชื่อของเขาที่แปลว่าเงินตราจริงๆ

"เป้ยเป้ย เจ้าจะไปไหม"

"เชื่อในการตัดสินใจของเหรียญทองแดงแห่งโชคชะตาสิ เจ้าน่ะได้เซียมซีสิริมงคลอันดับหนึ่งเลยนะ มีโอกาสสูงมากที่จะได้ของดีติดมือกลับมา"

เป้ยเป้ยที่กำลังมัวแต่คิดถึง 'สายตาที่บอกให้ไปหาตอนกลางดึก' ของเหยียนเซ่าเจ๋ออยู่ จึงตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ

"ข้าคงไม่ไปหรอก ขอให้พวกเจ้าเที่ยวให้สนุกนะ"

"อืม... ก็ได้"

หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาหลายวัน เขาก็พอจะเข้าใจนิสัยของเป้ยเป้ยอยู่บ้าง น้ำเสียงแบบนี้แสดงว่าต้องมีธุระไปจัดการแน่ๆ

ในฐานะลูกทีมที่ดี สิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้ก็คือการไม่เข้าไปรบกวนเขา

ดังนั้นเขาจึงนำคำพูดที่เหลือทั้งหมดไปพ่นใส่อู๋เหยียนแทน

"นี่เจ้า!"

"เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว เจ้าน่ะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้สูงเกินไป แต่ความสามารถกับพรสวรรค์มันไม่ถึง ก็เลยก้าวพลาดไปนิดหน่อยเอง"

"สุดสัปดาห์นี้ไปศาลาจวี้เป่าเพื่อร่วมงานชมสมบัติเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ"

"ไม่แน่ว่าอาจจะหาซื้อของวิเศษที่ช่วยเพิ่มพรสวรรค์หรือเร่งความเร็วในการฝึกฝนพลังวิญญาณได้ก็ได้นะ"

อู๋เหยียนพยายามเก็บซ่อนความเศร้าหมองบนใบหน้าแล้วตอบอย่างลังเลว่า "ตอนนี้ข้ายังไม่แน่ใจว่าจะไปหรือเปล่า เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน"

เป็นประโยคสุดคลาสสิกที่ใช้ผลัดวันประกันพรุ่งเพื่อรอตัดสินใจในภายหลัง ก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดเงียบขรึมพูดน้อยเหมือนเดิม คล้ายกับว่ากำลังกังวลหรือคิดอะไรอยู่

เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่มีอารมณ์จะคุยด้วย เฉียนเฉียนจึงตัดสินใจเดินไปหาอาจารย์ของโรงเรียนเพื่อขอแลกวงแหวนวิญญาณวงที่สองของตัวเองเสียเลย

ตัดมาทางฝั่งของห้องทำงานคณบดีสาขาวิญญาณยุทธ์แห่งโรงเรียนสื่อไหลเค่อ

เป้ยเป้ยผลักประตูที่แง้มเอาไว้ให้เปิดออกพร้อมกับหัวเราะร่วน "ท่านผู้อาวุโสเหยียน มีรางวัลอะไรที่ยังไม่ได้มอบให้แชมป์การประเมินนักเรียนใหม่อีกหรือครับ"

"หรือว่าท่านตั้งใจจะเรียกข้ามาเพื่อขอบคุณเรื่องของเสี่ยวเถาเป็นการส่วนตัวกันล่ะ"

เขาพูดพลางเดินไปเปิดลิ้นชักที่สามของตู้หยิบเอาชาชั้นดีออกมาหนึ่งห่อ แล้วชงชาให้ตัวเองและเหยียนเซ่าเจ๋อคนละถ้วยอย่างตีซี้

เหยียนเซ่าเจ๋อวางเอกสารในมือลง จิบชาอึกเล็กๆ พลางจ้องมองเป้ยเป้ยที่เริ่มฉายแววความโดดเด่นออกมาให้เห็นอยู่ตรงหน้า

เขาเอ่ยขึ้นว่า "ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าใช้เวลาอีกไม่นานระดับการฝึกฝนก็คงจะแซงหน้าเสี่ยวเถาไปได้"

"ในวันข้างหน้านางก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ไฟปีศาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความเร็วในการฝึกฝนอีกต่อไป"

"มอบนางให้เจ้าดูแล อาจารย์อย่างข้าก็วางใจแล้ว"

เป้ยเป้ย "!!!"

อะไรคือมอบให้ข้าดูแล! แล้วจะมีอาจารย์อย่างท่านไว้ทำไมเล่า! เอาไว้ตั้งโชว์เป็นมาสคอตหรือไง!

ความรู้สึกอยากจะบ่นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เมื่อนึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาวในชุดสีแดงและย้อนนึกถึงสิ่งที่นางทำบนลานประลองวิญญาณ

นิ้วชี้เพิ่งจะยื่นไปจ่อที่ใต้จมูกของเหยียนเซ่าเจ๋อ ก็ถูกเขาที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดปัดออกทันที

"ข้าไม่ได้กำลังฝากฝังลูกหลานก่อนตาย ข้ายังอยู่อีกนานกว่าจะถึงเวลาหมดอายุขัย!"

"อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นผลดีกับเจ้าด้วย รออีกสักยี่สิบสามสิบปี หลังจากที่เจ้าสืบทอดตำแหน่งของท่านอาจารย์และกลายเป็นผู้กุมหางเสือของโรงเรียน เจ้าก็ย่อมต้องมีคนคอยช่วยเหลือ"

"แม้พรสวรรค์ของเสี่ยวเถาจะเทียบเจ้ากับเสี่ยวเล่อเซวียนไม่ได้ แต่นางก็แค่สู้พวกเจ้าสองคนไม่ได้เท่านั้นแหละ"

เป้ยเป้ยไม่ได้คิดอะไรให้มากความและตอบตกลงไปทันที

หม่าเสี่ยวเถาได้มาร่วมฝึกฝนกับเขาและจางเล่อเซวียนมาหลายวันแล้ว ในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่จะต้องร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่เหยียนเซ่าเจ๋อพูดเลยสักนิด

อย่างน้อยในภาพรวมก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันนักหรอก

ส่วนความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยน่ะหรือ สงวนจุดต่างแสวงจุดร่วมไงล่ะ

หลังจากตกลงกันเรื่องแรกได้อย่างลงตัว เหยียนเซ่าเจ๋อก็เริ่มบทสนทนาเรื่องที่สองทันที

"ส่วนเรื่องรางวัลพิเศษสำหรับแชมป์การประเมินนักเรียนใหม่ มีแจกทุกปีอยู่แล้ว ปีนี้ก็ย่อมไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน"

รางวัลในปีก่อนๆ ก็ไม่พ้นโอสถ เงินรางวัลเหรียญภูตทองคำ ที่หายากหน่อยก็จะเป็นกระดูกวิญญาณระดับต่ำกว่าพันปี การถ่ายทอดพลังวิญญาณให้โดยตรง เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นแค่ของพวกนี้ก็ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าพอให้ท่านคณบดีต้องเอ่ยปากพูดถึงเป็นพิเศษเลยนี่นา

"ข้ากล้าฟันธงเลยว่ารางวัลชิ้นนี้ เจ้าจะต้องสนใจอย่างแน่นอน"

รางวัลที่ทำให้ข้าสนใจงั้นหรือ

"ของสะสมของทางโรงเรียน กระดูกวิญญาณแสนปีที่ได้มาจากราชันมังกรปฐพีทองคำอย่างนั้นหรือครับ"

เหยียนเซ่าเจ๋อตอบรับคำพูดของเป้ยเป้ย "ก็ใกล้เคียงนะ"

"มันคือเศษชิ้นส่วน... ของกระดูกวิญญาณราชันมังกรปฐพีทองคำระดับแสนปี!"

เป้ยเป้ย "???"

"เศษชิ้นส่วนหรือครับ!"

"ใช่แล้ว!"

"ถ้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้นอีกนิดก็คือ รางวัลนี้จะมีให้ทุกปี ขอเพียงแค่เจ้าสอบได้ที่หนึ่งแบบทิ้งห่างคู่แข่งในการประเมินทุกครั้งของศิษย์นอกก็พอ"

"ถึงตอนนั้น ข้าก็สามารถเสนอเรื่องต่อศาลาเทพสมุทรเพื่อมอบกระดูกวิญญาณแสนปีให้เจ้าเป็นรางวัลได้แล้ว"

"ด้วยความสัมพันธ์ของเจ้ากับเหล่าผู้อาวุโส บวกกับเหตุผลที่เพียงพอในการสนับสนุนเรื่องนี้ ต่อให้ท่านอาจารย์อยากจะทำตัวเที่ยงธรรมไร้ความลำเอียงแค่ไหนก็คงจะขัดขวางไม่ได้หรอก"

"เอ่อ... ข้าก็นึกว่าท่านจะยกให้ข้าโดยตรงเลยเสียอีก"

เหยียนเซ่าเจ๋อ "..."

"ถ้าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจล่ะก็ กระดูกวิญญาณแสนปีชิ้นนั้นข้าคงมอบให้เจ้าโดยตรงไปแล้ว"

"แต่ทว่าข้าไม่มีสิทธิ์นั้นน่ะสิ"

"ห้องเก็บสมบัติของศาลาเทพสมุทร เจ้าก็เข้าไปบ่อยน่าจะรู้ดีที่สุด ทางโรงเรียนเองก็ไม่ได้มีกระดูกวิญญาณแสนปีเยอะแยะอะไรนักหรอก ส่วนใหญ่ก็หลอมรวมเข้ากับตัวผู้อาวุโสไปหมดแล้ว"

"กระดูกวิญญาณแสนปีเชียวนะ มีคนตั้งกี่คนที่จับจ้องอยู่ จำนวนมันก็มีจำกัด อาจารย์ฝ่ายวิจัยทฤษฎีหลายคนก็เคยขอยืมไปวิจัยกันมาแล้วทั้งนั้น"

"การจะปล่อยให้เจ้าหลอมรวมไปแบบไม่มีเหตุผล ต่อให้ภายนอกจะไม่มีใครพูดอะไร แต่ภายในใจก็ต้องมีคนไม่พอใจอยู่มากแน่ๆ ซึ่งมันจะส่งผลเสียต่อบารมีของเจ้าในการสืบทอดตำแหน่งของท่านอาจารย์ในอนาคตด้วย"

สิ่งที่เขาพูดมาเป้ยเป้ยเข้าใจดีทุกอย่างและมันก็มีเหตุผล ทว่า...

"เรื่องเวลานี่สิ มันออกจะช้าไปหน่อยนะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยียนเซ่าเจ๋อก็ปรายตามองเขาด้วยความรู้สึกพูดไม่ออก

"นี่ก็ถือว่าเร็วมากแล้วนะ!"

"ถึงแม้วิญญาณยุทธ์ที่มีธาตุระดับสุดยอดจะทำให้ความเร็วในการฝึกฝนพลังวิญญาณลดลงหลังจากผ่านระดับสามสิบไปแล้ว แต่เต็มที่ก็ใช้เวลาแค่สามหรือสี่ปี เจ้าก็สามารถเข้าร่วมการประเมินเพื่อเข้าเป็นศิษย์ในได้แล้ว"

"นี่เจ้าแยกแยะเรื่องปลอมตัวกับความจริงไม่ออกแล้วหรือไง พอถึงตอนนั้นเจ้ายิ่งเต็มที่ก็เพิ่งจะอายุแค่สิบขวบเองนะ!"

เป้ยเป้ย "..."

มันก็อาจจะดูใจร้อนไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ แต่เวลาไม่คอยท่านี่นา!

หากไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ พวกผู้อาวุโสก็คงไม่ยอมปล่อยให้เขาออกไปนอกโรงเรียน แล้วเขาก็คงไม่มีโอกาสได้ไปกอบโกยวาสนาบนแผ่นดินใหญ่นี้แน่

เขาไม่อยากจะรอให้เสียเวลาตั้งนานขนาดนั้นหรอกนะ!

ภายใต้การทำงานของสมองที่หมุนติ้วอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเป้ยเป้ยก็คิดไอเดียดีๆ ออกจนได้!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 17 เศษชิ้นส่วนกระดูกวิญญาณแสนปี

คัดลอกลิงก์แล้ว