- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 3 ผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น
บทที่ 3 ผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น
บทที่ 3 ผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น
บทที่ 3 ผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น
แม้ทุกคนจะรู้สึกเศร้าใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ท่านมู่พูดคือความจริง
ในฐานะศิษย์เอกของมู่เอิน เหยียนเซ่าเจ๋อคณบดีสาขาวิญญาณยุทธ์เข้าใจความคิดของอาจารย์ดีที่สุด
เขาเสนอแนะว่า "ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าเราไม่ควรเอาแต่ซ่อนเป้ยเป้ยเอาไว้ การซ่อนตัวยิ่งจะดึงดูดสายตาของผู้ที่ประสงค์ร้ายได้ง่ายขึ้น"
"อีกอย่างเวลาของเราก็มีจำกัด เราต้องทำให้เป้ยเป้ยเติบโตขึ้นโดยเร็วที่สุด"
"ข้าขอเสนอให้เป้ยเป้ยปลอมตัวเป็นนักเรียนใหม่และเข้าเรียนกลางคันให้เร็วที่สุด"
"ตราบใดที่เขาไม่ออกจากโรงเรียนสื่อไหลเค่อ การปกป้องเขาให้ปลอดภัยก็ไม่ใช่ปัญหา"
"..."
ด้วยการพัฒนาของอุปกรณ์วิญญาณ ความเร็วในการส่งข่าวสารจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เห็นได้ชัดเจนที่สุดในจักรวรรดิสุริยันจันทราซึ่งมีเทคโนโลยีอุปกรณ์วิญญาณที่ก้าวหน้าที่สุด
เพียงชั่วข้ามคืนบรรดาผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอำนาจต่างๆ ในจักรวรรดิสุริยันจันทราส่วนใหญ่ก็ได้เห็นวิดีโอที่บันทึกด้วยอุปกรณ์วิญญาณชิ้นหนึ่ง
ในวิดีโอปรากฏภาพปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า เมฆสายฟ้าม้วนตัวหนาแน่น มังกรทองขนาดร้อยจั้งอาบไล้ไปด้วยอัสนีสีม่วงทองทะยานแหวกว่ายอยู่กลางอากาศ
ทว่าเนื่องจากผู้ถ่ายทำทำได้เพียงป้วนเปี้ยนอยู่รอบนอกเมืองสื่อไหลเค่อและอยู่ห่างไกล ภาพจึงไม่ค่อยชัดเจนนัก
"โรงเรียนที่ชอบแทรกแซงสถานการณ์ของทวีปนั่นอีกแล้ว"
"ส่งสายลับไปเพิ่มอีกหลายๆ ชุด ไปสืบให้รู้ว่าสื่อไหลเค่อกำลังวางแผนอะไรอยู่"
ณ ฐานที่มั่นลับของลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์
"มังกรทองยักษ์ที่มีพลังอำนาจเช่นนี้ คงจะมีแค่มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของมู่เอินเท่านั้นกระมัง"
"ไม่ใช่หรอก"
"มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดของข้าสามารถสะท้อนพลังกับมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของมู่เอินได้"
"ข้ากล้าฟันธงเลยว่านี่ไม่ใช่วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของมู่เอินอย่างแน่นอน"
"หรือว่าสื่อไหลเค่อจะมีราชทินนามพรหมยุทธ์ขีดสุดที่มีวิญญาณยุทธ์ประเภทมังกรธาตุแสงเพิ่มขึ้นมาอีกคนกันล่ะ"
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
แต่ผู้พูดอาจไม่ทันคิด ทว่าผู้ฟังกลับเก็บไปใส่ใจ
ไม่นานนักวิญญาจารย์ชั่วร้ายหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนสื่อไหลเค่อ
เมืองซิงหลัว
"สื่อไหลเค่อแข็งแกร่งเกินไปหรือเปล่า"
"ฝ่าบาท โปรดระวังคำพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"สงครามกับจักรวรรดิสุริยันจันทรายังต้องพึ่งพาโรงเรียนสื่อไหลเค่ออยู่นะพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ารู้ดีว่าอะไรหนักอะไรเบา แต่เราจะปล่อยให้ตัวเองมืดแปดด้านแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ"
"กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"..."
ค่ำคืนที่ไม่สงบสุขผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้น
ความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลียของเป้ยเป้ยมลายหายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เหลือเพียงความตื่นเต้นดีใจเท่านั้น
ราชันมังกรแห่งแสง มังกรทองห้ากรงเล็บ พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับยี่สิบ และธาตุแสงระดับสุดยอด!
ความทุ่มเทอย่างหนักตลอดหกปีและการรอคอยกว่าสองพันวัน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า
ต่อให้ต้องใช้แก่นแท้มังกรเป็นปุ๋ยบำรุงก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว!
ไม่นานเขาก็เข้าไปในศาลาเทพสมุทรพร้อมกับจางเล่อเซวียนอีกครั้ง
มู่เอินนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ก็พากันนั่งตามลำดับ
เรื่องแปลกเพียงเรื่องเดียวก็คือตรงที่นั่งแถวหลังสุดมีเก้าอี้เพิ่มมาอีกสองตัว
เป้ยเป้ยมองดูอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสมากันครบทุกคน เขาก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจทันทีว่า "มีที่นั่งสำหรับพวกเราด้วยหรือครับ"
ยังไม่ทันมีใครตอบเขาก็รีบหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว
พร้อมกันนั้นเขาก็ดึงตัวจางเล่อเซวียนที่กำลังทำตัวไม่ถูกให้มานั่งเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เป้ยเป้ยก็หยิบขนมสองสามจานออกมาจากแหวนมิติวิญญาณและนำไปวางไว้ พร้อมกับรินน้ำชาให้กับผู้อาวุโสทุกคนคนละถ้วย
ในถ้วยชาของผู้อาวุโสชายเป็นชาโสมบำรุงหยาง ส่วนในถ้วยชาของผู้อาวุโสหญิงเป็นชาดอกเก๊กฮวยบำรุงผิวพรรณ
"ผู้อาวุโสทุกท่านคงมีเรื่องสำคัญจะประกาศแน่ๆ ถ้าเอาแต่พูดอย่างเดียวคงจะฝืดคอน่าดูนะครับ"
นี่สิที่เรียกว่าความใส่ใจในรายละเอียด!
บรรยากาศที่แต่เดิมค่อนข้างตึงเครียดกลับต้องมาพังทลายลงเพราะการกระทำอันแสนจะกวนโอ๊ยของเป้ยเป้ย
ผู้อาวุโสเสวียนที่พยายามหักห้ามใจไม่กินน่องไก่อยู่แล้ว พอเห็นขนมหน้าตาน่ากินก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
เขาเพิ่งจะยื่นมือออกไปหยิบก็ถูกเสียงกระแอมเบาๆ ของมู่เอินขัดจังหวะเสียก่อน
"อะแฮ่ม!"
"เป้ยเป้ย ทำตัวให้มันจริงจังหน่อย"
เมื่อสบเข้ากับสายตาอันดุดันของมู่เอิน เป้ยเป้ยก็ยอมสงบเสงี่ยมลงบ้างและกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
"หลังจากการประชุมหารือของศาลาเทพสมุทร เราได้มีมติแต่งตั้งให้มู่เป้ยเป้ยเหลนของประธานศาลา เป็นผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น"
"และแต่งตั้งจางเล่อเซวียนนักเรียนศิษย์ใน เป็นผู้สืบทอดรองประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่น"
"ทั้งคู่จะได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่ากับผู้อาวุโสของศาลาเทพสมุทรทุกประการ"
หลังจากเหยียนเซ่าเจ๋อประกาศมติจบ มู่เอินก็กล่าวเสริมขึ้นว่า
"สิทธิพิเศษที่มากขึ้นย่อมหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย"
"ทางโรงเรียนจะคาดหวังในตัวพวกเจ้ามากกว่านักเรียนทั่วไปหลายเท่า"
"หากพวกเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ศาลาเทพสมุทรก็พร้อมที่จะปลดพวกเจ้าออกจากตำแหน่งทุกเมื่อ"
น้ำเสียงอันทรงอำนาจทำให้จางเล่อเซวียนที่ยังเป็นเพียงเด็กสาวรู้สึกหวาดกลัวและตอบรับคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากนั้นเหยียนเซ่าเจ๋อก็อธิบายรายละเอียดอีกมากมาย
พูดง่ายๆ ก็คือแผนการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเป้ยเป้ยนั่นเอง!
ซึ่งรวมถึงการปกปิดอายุจริงและให้เข้าเรียนกลางคันในฐานะนักเรียนศิษย์นอกก่อนกำหนด หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลาเทพสมุทรก็ห้ามออกจากโรงเรียนสื่อไหลเค่อเด็ดขาด เป็นต้น
การตัดสินใจของเหล่าผู้อาวุโสมีจุดที่ตรงกับความคิดของเป้ยเป้ยอยู่ไม่น้อย
ส่วนจุดที่เห็นต่างก็มีเช่นกัน แต่เป้ยเป้ยกลับไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ
เพราะเขารู้ดีว่าถ้าขืนพูดออกไปผู้อาวุโสต้องไม่อนุญาตแน่ๆ
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องสุดยอดวาสนาที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทวีป เขาจะยอมปล่อยผ่านไปได้อย่างไร
จะให้กบดานอยู่แต่ในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ
ยังไงเขาก็ต้องออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกอยู่ดี
ไม่อนุญาตอย่างนั้นหรือ บนโลกใบนี้น่ะวิธีแก้ปัญหามีเยอะกว่าปัญหาเสมอแหละ
ส่วนสิ่งที่ตรงกับแผนการเติบโตมากที่สุดก็คือเป้าหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์!
โดยใช้วิญญาณยุทธ์ระดับเทพอย่างราชันมังกรแห่งแสงเป็นรากฐานในการปีนป่ายขึ้นสู่ตำแหน่งเทพ
ต่อให้สวรรค์และโลกจะถูกตัดขาดจากกัน และไม่มีเทพเจ้าองค์ใดเต็มใจที่จะสืบทอดตำแหน่งให้ เขาก็มีความมั่นใจที่จะสร้างเส้นทางสู่การเป็นเทพด้วยตัวเอง
จะไม่เคยได้ยินได้อย่างไรว่าหลังจากนี้อีกหนึ่งหมื่นปี อัจฉริยะเหนือชั้นอย่างอวิ๋นหมิงที่มีพลังระดับครึ่งเทพก็สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งโลกมาแล้ว
เส้นทางสู่ความเป็นเทพในเมื่อคนอื่นเดินได้ เขาก็ต้องเดินได้เช่นกัน!
การประชุมครั้งนี้กินเวลาไปกว่าครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็จบลงเสียที
ตามคำอนุญาตของมู่เอิน เป้ยเป้ยได้เดินตามผู้อาวุโสกงไปยังลานประลองสัตว์วิญญาณเพื่อเลือกวงแหวนวิญญาณ
ใช่แล้ว!
ไม่ต้องสงสัยเลย ตลอดหกปีที่ผ่านมาเป้ยเป้ยได้ใช้ข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อเตรียมสัตว์วิญญาณที่เหมาะสมให้กับตัวเองมาโดยตลอด
เขาเดินผ่านสนามของลานประลองสัตว์วิญญาณ ผลักประตูเหล็กกล้าสูงหลายจั้งให้เปิดออกและก้าวเข้าไปในโถงทางเดิน
สัตว์วิญญาณที่มีตบะราวๆ หนึ่งพันปีหลายตัวปรากฏแก่สายตา ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ประเภทมังกรย่อยที่มีสายเลือดแข็งแกร่ง
สัตว์พวกนี้หูไวมาก พอได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา พวกมันก็ลุกขึ้นยืนแยกเขี้ยวและส่งเสียงคำรามข่มขู่ทันที
"โฮก"
ทว่าพวกมันกลับกำแหงได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น เมื่อถูกดวงตาสีทองของมังกรของเป้ยเป้ยจ้องมอง พวกมันก็หงอไปตามๆ กัน
เขาไม่ยอมเสียเวลาและเดินผ่านสัตว์วิญญาณที่มีตบะราวๆ หนึ่งพันปีไปอย่างรวดเร็ว
หากวิญญาณยุทธ์ที่เขาปลุกได้คือมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง และมีพลังวิญญาณไม่เกินระดับสิบ เขาคงเลือกสัตว์วิญญาณอายุหนึ่งพันปีมาเป็นวงแหวนวิญญาณวงแรกอย่างแน่นอน
แต่วิญญาณยุทธ์ที่เขาปลุกได้คือวิญญาณยุทธ์ระดับเทพ และมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับยี่สิบ แผนการเดิมที่เคยวางไว้จึงต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
เมื่อมีแผนการในใจแล้ว เขาก็เดินตรงไปยังสุดปลายโถงทางเดินซึ่งมีประตูอุปกรณ์วิญญาณที่ถูกปิดตายอย่างแน่นหนาตั้งอยู่
ผู้อาวุโสกงที่เดินตามมาข้างๆ เดินผ่านสัตว์วิญญาณที่มีตบะสามพันปีไปหลายตัว ในเสี้ยววินาทีที่เป้ยเป้ยกำลังจะเปิดประตู เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดขึ้นมา
"เป้ยเป้ย ข้าคิดว่าสำหรับวงแหวนวิญญาณวงแรก ระดับสามพันปีก็เพียงพอแล้วนะ"
"สัตว์วิญญาณที่อยู่ข้างในนั้นมีตบะสูงเกินไปหน่อย"
"คนทั้งศาลาเทพสมุทรฝากความหวังไว้ที่เจ้า เจ้าต้องรอบคอบให้มาก อย่าทำอะไรตามอำเภอใจสิ"
"ผู้อาวุโสกงไม่ต้องเป็นห่วงครับ"
"ท่านเคยเห็นข้าทำอะไรตามอำเภอใจเมื่อไหร่กัน"
"ท่านปู่ทวดก็อนุญาตแล้วว่าข้าสามารถเลือกวงแหวนวิญญาณได้อย่างอิสระ"
อาจเป็นเพราะเชื่อมั่นในการตัดสินใจของท่านมู่ หรืออาจเป็นเพราะถูกความมั่นใจของเป้ยเป้ยแพร่เชื้อใส่ก็เป็นได้
ในที่สุดผู้อาวุโสกงก็ยอมใช้สิทธิ์ของตนเปิดประตูอุปกรณ์วิญญาณบานนั้นออก
สัตว์วิญญาณอันทรงพลังสองตัวปรากฏตัวขึ้นอย่างสง่างาม
[จบแล้ว]