- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 2 วิญญาณยุทธ์ระดับเทพ ราชันมังกรแห่งแสง
บทที่ 2 วิญญาณยุทธ์ระดับเทพ ราชันมังกรแห่งแสง
บทที่ 2 วิญญาณยุทธ์ระดับเทพ ราชันมังกรแห่งแสง
บทที่ 2 วิญญาณยุทธ์ระดับเทพ ราชันมังกรแห่งแสง
ดวงตะวันบนฟากฟ้าค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นสู่จุดสูงสุดของผืนนภา
แสงแดดสาดส่องผ่านกิ่งก้านและใบไม้ลงมากระทบตัวของเป้ยเป้ย
ทุกอณูแสงล้วนเผยให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์และความเงียบสงบ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ผู้อาวุโสอีกเจ็ดแปดท่านก็เดินทางมาถึง ซึ่งรวมถึงคณบดีทั้งสองของโรงเรียนสื่อไหลเค่อด้วย
พวกเขาอุตส่าห์เลื่อนงานสำคัญออกไปเป็นกรณีพิเศษ เพื่อมาดูพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ของทายาทเพียงคนเดียวของประธานศาลา
ดวงตะวันลอยเด่นอยู่เหนือหัวสาดแสงเจิดจ้า
ดวงตาที่เคยขุ่นมัวของมู่เอินกลับมาสว่างไสวในชั่วพริบตา เขาตวัดมืออย่างมั่นใจ
ลำแสงสีทองหกสายพุ่งเข้าใส่หินสีดำหกก้อนที่วางอยู่ตามมุมทั้งหก ลำแสงสาดกระจายออกจากจุดกำเนิดและเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายแสง ก่อนจะก่อตัวเป็นม่านพลังสีทองครอบคลุมร่างของเป้ยเป้ยเอาไว้
กระดูกวิญญาณธาตุแสงที่วางอยู่รอบๆ เริ่มหมองคล้ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพลังงานถูกสูบออกไปจนหมดและกลายเป็นเพียงกระดูกสัตว์ธรรมดา
โดยมีเป้ยเป้ยเป็นจุดศูนย์กลาง ภายในรัศมีไม่กี่เมตรโดยรอบหลงเหลือเพียงพลังงานธาตุแสงอันบริสุทธิ์เท่านั้น
เป้ยเป้ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก
ริมฝีปากของเขาอ้าออกเล็กน้อย แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงคำรามของมังกรที่ทุ้มต่ำและยาวนาน
ทันใดนั้นแสงสีทองก็สว่างวาบขึ้น บริเวณลำตัวปรากฏลวดลายของมังกรก่อตัวขึ้น
"โฮก—"
วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงตื่นขึ้นแล้ว!
เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องกังวานและทรงพลังสั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศ
"เยี่ยม!"
"ปลุกวิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงได้เหมือนกับท่านมู่จริงๆ ด้วย"
ผู้อาวุโสเสวียนตบหน้าขาฉาดใหญ่ หลังจากเคี้ยวไก่น่องโตจนหมด เขาก็แสดงความดีใจออกมาจากใจจริง
"เมื่อพระจันทร์เต็มดวงแสงก็สาดส่อง เมื่อน้ำเต็มตลิ่งก็ย่อมล้นเอ่อ"
"ดูจากทรงแล้วคงเป็นพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดอย่างมิต้องสงสัย"
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ก็พากันกล่าวเสริม
"ขอแสดงความยินดีกับท่านมู่ด้วย สายเลือดของท่านมีผู้สืบทอดแล้ว!"
"ดีมาก ดีจริงๆ!"
"พรสวรรค์ระดับนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับสาขาวิญญาณยุทธ์!"
"เป้ยเป้ยมีสติปัญญาเฉียบแหลมมาแต่กำเนิด เส้นทางในอนาคตของเขาจะให้เจ้ามาผูกขาดได้อย่างไร"
"หึหึ ไม่มาสาขาวิญญาณยุทธ์ของข้า แล้วจะให้ไปสาขาอุปกรณ์วิญญาณของเจ้ารึไง เจ้าพวกทำให้เด็กเสียคน!"
"เจ้า!"
"..."
ทว่ามู่เอินกลับไม่ได้ดีใจอย่างที่พวกเขาคิด ตรงกันข้ามเขากลับจ้องมองเป้ยเป้ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นั่นก็เพราะพลังวิญญาณในตัวของเป้ยเป้ยยังคงแผ่ซ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์จะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้!
เมื่อเวลาผ่านไปพวกผู้อาวุโสก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติและพากันเงียบเสียงลง
"ท่านมู่..."
มู่เอินที่นั่งอยู่บนรถเข็นยกมือขึ้นห้ามปรามเขา
"เป้ยเป้ยมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก จงเชื่อมั่นในตัวเขาเถอะ"
แต่หากดูจากมืออันเหี่ยวย่นอีกข้างที่กำพนักวางแขนของรถเข็นไว้แน่น ก็พอจะเดาได้ว่าภายในใจของมู่เอินไม่ได้สงบเงียบเหมือนกับที่แสดงออกภายนอกเลย
ท่ามกลางสายตาของทุกคน สัญลักษณ์วิญญาณยุทธ์ของเป้ยเป้ยได้แปรเปลี่ยนเป็นมังกรทองยักษ์และบินวนอยู่รอบกายเขา
พลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมาถูกมังกรตัวนั้นดูดกลืนเข้าไปราวกับวาฬดูดน้ำ พลังวิญญาณในรัศมีรอบๆ ตัวเขาเหือดแห้งไปในพริบตา
ในวินาทีนั้นเองเป้ยเป้ยก็ขยับตัว!
ดวงตาที่ปิดสนิทมาตลอดเบิกโพลงขึ้น นัยน์ตาสีทองทรงรีนั้นเต็มไปด้วยอำนาจอันไร้เทียมทาน
เขารีบกระชากสร้อยคอที่สวมอยู่ออกมาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่แขวนอยู่บนนั้นก็คือแก่นแท้มังกร!
มังกรทองยักษ์ที่บินวนอยู่ชูคอขึ้นและกลืนแก่นแท้มังกรลงไปในท้อง
ในขณะเดียวกันมังกรทองและเป้ยเป้ยก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน พลังงานอันน่าสะพรึงกลัวพัดพาไปทั่วทุกทิศทุกทาง
เกล็ดมังกรสีทองแต่ละเกล็ดปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดและส่องประกายเจิดจ้า ร่างของมังกรที่เคยเลือนลางค่อยๆ ชัดเจนและขยายใหญ่ขึ้น
ร่างมังกรขนาดร้อยจั้งบินวนอยู่เหนือเรือนยอดของพฤกษาทองคำโบราณ มันส่งเสียงคำรามกึกก้องไปถึงสรวงสวรรค์ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันสูงส่ง
บนท้องนภาอันกว้างใหญ่ เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังท้องฟ้าที่เคยสดใส
อัสนีสีทองแลบแปลบปลาบ สายฟ้าสีม่วงร่ายรำดั่งงูเลื้อย!
อัสนีเทพม่วงทอง สายฟ้าพิฆาตมังกรทอง!
ฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางวันแสกๆ สายฟ้าฟาดลงมาถึงเก้าสาย!
จางเล่อเซวียนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งต้องสะดุ้งตื่นเพราะความโกลาหลครั้งใหญ่นี้
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างสว่างไสว นางก็เห็นปรากฏการณ์ประหลาดเต็มท้องฟ้า
จู่ๆ หัวใจของนางก็กระตุกวูบ ใบหน้าของเป้ยเป้ยผุดขึ้นมาในหัว
นางไม่สนกฎเกณฑ์อะไรอีกต่อไปแล้ว รีบพุ่งตัวไปยังยอดของศาลาเทพสมุทรทันที
...ณ ป่าซิงโต่ว แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วิญญาณซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนสื่อไหลเค่อ
สัตว์วิญญาณนับหมื่นต่างพากันหมอบกราบและก้มหัวลงต่ำ
ณ เขตใจกลางป่า ตี้เทียนสัตว์ร้ายอันดับหนึ่งของทวีปเจ้าของสมญานามเทพแห่งสัตว์ร้ายกำลังมองไปทางโรงเรียนสื่อไหลเค่อด้วยความตกตะลึง
"การหวนคืนของสายเลือด การวิวัฒนาการของวิญญาณยุทธ์ ราชันมังกรแห่งแสง!"
"นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!"
"ฐานะของราชันมังกรแห่งแสงจะไปปรากฏอยู่บนร่างของมนุษย์ได้อย่างไร!"
ผิวน้ำของทะเลสาบแห่งชีวิตเกิดรอยกระเพื่อมเล็กน้อย กู่เยว่น่าราชินีมังกรเงินผู้เป็นนายเหนือหัวของสัตว์วิญญาณที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเช่นกัน
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ราชันมังกรแห่งแสงรุ่นแรกได้สูญสลายไปนานแล้ว"
"เมื่อตำแหน่งนี้ไร้ผู้ครอบครอง ย่อมต้องเกิดการแย่งชิงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในท้ายที่สุดเส้นทางแห่งการหวนคืนของสายเลือดก็ต้องมีผู้ชนะปรากฏขึ้น"
"เพียงแต่ผู้ชนะในครั้งนี้ไม่ใช่สัตว์วิญญาณ ทว่าเป็นมนุษย์ต่างหาก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นตี้เทียนก็รีบเสนอแนะทันที
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราควรจะ..."
"ไม่!"
"ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติก็พอ"
"อีกอย่างมนุษย์น่ะเก่งกาจเรื่องการเข่นฆ่าพวกเดียวกันเองยิ่งกว่าสัตว์วิญญาณอย่างพวกเราเสียอีก"
"ลูกมังกรที่เพิ่งเกิดใหม่ตัวนี้จะรอดพ้นจากคมดาบของพวกพ้องได้หรือไม่นั้น ยังต้องรอดูกันต่อไป"
พูดจบผิวน้ำก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง นายเหนือหัวของสัตว์วิญญาณผู้นี้ได้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอีกครา
...เหนือพฤกษาทองคำโบราณ เป้ยเป้ยในร่างมังกรทองได้ต้านทานอัสนีเทพม่วงทองทั้งเก้าสายเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์ ใต้ท้องของร่างมังกรมีกรงเล็บงอกออกมาห้าแฉก นี่คือมังกรทองห้ากรงเล็บ
แน่นอนว่ามังกรทองห้ากรงเล็บขนาดร้อยจั้งนั้นเป็นเพียงความงดงามชั่วคราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่สายเลือดหวนคืนเท่านั้น
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเป้ยเป้ยยังไม่ถึงระดับนั้น
และเพราะเหตุนี้ เขาที่ไม่อาจคงสภาพร่างมังกรไว้ได้จึงร่วงหล่นลงมาบนเรือนยอดของพฤกษาทองคำโบราณ
จางเล่อเซวียนที่ตามมาทันเวลาพอดีได้กระโดดเข้าไปรับร่างของเขาเอาไว้
"เป้ยเป้ย เป้ยเป้ย... เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม!"
เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของเขา จางเล่อเซวียนก็ร้อนใจจนแทบคลั่ง หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
หลังจากถูกเขย่าตัวอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเป้ยเป้ยก็ฟื้นคืนสติ เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแทบขาดใจว่า
"ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่ถ้าพี่เขย่าอีกสักสองสามทีก็ไม่แน่แล้ว"
มู่เอินและผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เข้ามาล้อมรอบตัวเขาพร้อมๆ กัน
"แค่หมดแรงไปเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เป็นอะไรมาก"
คำวินิจฉัยของท่านมู่ทำให้จางเล่อเซวียนเบาใจลงในที่สุด
"เล่อเซวียน พาเป้ยเป้ยลงไปพักผ่อนเถอะ"
"พรุ่งนี้พวกเจ้าค่อยมาที่ศาลาเทพสมุทรด้วยกันอีกครั้ง"
"ตกลงค่ะ"
เมื่อรู้ว่าเหล่าผู้อาวุโสมีเรื่องสำคัญต้องปรึกษาหารือกัน จางเล่อเซวียนจึงอุ้มเป้ยเป้ยและรีบเดินออกจากศาลาเทพสมุทรไปอย่างรวดเร็ว
ภายในศาลาเทพสมุทรอันกว้างใหญ่หลงเหลือเพียงผู้อาวุโสไม่กี่ท่านเท่านั้น
เหล่าผู้อาวุโสรวมถึงเสวียนจื่อต่างพากันมองไปยังประธานมู่เอิน พวกเขาต้องการคำตอบที่แน่ชัดอย่างเร่งด่วน
"สิ่งที่พวกเจ้าเดานั้นถูกต้อง มังกรทองห้ากรงเล็บตัวนั้นคือวิญญาณยุทธ์ระดับเทพจริงๆ พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับยี่สิบและมีธาตุแสงที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก"
"วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของข้าสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการถูกสะกดข่มทางสายเลือดเมื่อครู่นี้"
"ตามบันทึกในตำราโบราณระบุไว้ว่า ในบรรดาสัตว์ประเภทมังกรที่มีธาตุเดียวกัน มีเพียงราชันมังกรแห่งแสงซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าราชันมังกรในตำนานเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้"
เมื่อได้รับการยืนยันจากมู่เอิน แม้แต่ผู้อาวุโสที่เป็นถึงราชทินนามพรหมยุทธ์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
นี่หมายความว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งหมื่นปี โรงเรียนสื่อไหลเค่อของพวกเขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้ให้กำเนิดเทพเจ้าขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง!
จะไม่ได้ยินได้อย่างไรว่าเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ผู้สืบทอดวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์หกปีกที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับยี่สิบของสำนักวิญญาณยุทธ์ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเทพทูตสวรรค์สำเร็จ
แต่ในตอนนั้นเองมู่เอินกลับสาดน้ำเย็นใส่พวกเขากระทั่งความตื่นเต้นดับมอดลง
"เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน มหาปุโรหิตแห่งเทพสมุทรและมหาปุโรหิตแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ต่างก็มีวิญญาณยุทธ์ระดับเทพเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ยังคงติดอยู่แค่ในระดับที่ต่ำกว่าเทพอยู่ดีไม่ใช่หรือ"
จากนั้นท่านมู่ก็เปลี่ยนเรื่องคุย
"อีกอย่างตอนนี้ทวีปของเราก็ไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่นัก"
"ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้จะต้องถูกเผยแพร่ออกไปตามช่องทางต่างๆ อย่างแน่นอน"
"จากนี้ไปรอบๆ โรงเรียนสื่อไหลเค่อจะต้องมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้นเป็นแน่"
"ข้าเองก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี เกรงว่าจะอยู่ไม่ถึงวันที่เป้ยเป้ยเติบโตอย่างเต็มที่หรอกนะ"
[จบแล้ว]