- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 1 ยุคสมัยแห่งสำนักถังที่เส้นทางสู่สวรรค์ถูกปิดกั้น
บทที่ 1 ยุคสมัยแห่งสำนักถังที่เส้นทางสู่สวรรค์ถูกปิดกั้น
บทที่ 1 ยุคสมัยแห่งสำนักถังที่เส้นทางสู่สวรรค์ถูกปิดกั้น
บทที่ 1 ยุคสมัยแห่งสำนักถังที่เส้นทางสู่สวรรค์ถูกปิดกั้น
ภายในกระท่อมหลังเล็กบนเกาะเทพสมุทร
เงาของเด็กหนุ่มตัวน้อยสะท้อนอยู่บนกระจกหลิวหลี
เขาคือเป้ยเป้ย
และเขาก็เป็นผู้ข้ามมิติมาเช่นกัน
เขาข้ามมิติมายังดินแดนโต้วหลัวได้หกปีแล้ว
มองดูตัวเองในกระจก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งตื่นเต้นและกลัดกลุ้ม
ที่ตื่นเต้นก็เพราะวันนี้คือวันปลุกวิญญาณยุทธ์ของเขา
ส่วนเหตุผลที่กลัดกลุ้มนะหรือ
นั่นก็เพราะช่วงเวลาที่เขาข้ามมิติมาคือยุคสำนักถังเลิศภพจบแดน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเส้นเวลาที่สวรรค์และโลกถูกตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง
เป็นเวลาหนึ่งหมื่นปีหลังจากที่ถังซานเลื่อนขั้นเป็นราชันเทพและพุ่งทะยานสู่แดนเทพ
ในยุคสมัยนี้หากต้องการจะโบยบินขึ้นเป็นเทพ
ข้อแรกคือต้องมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งหาตัวจับยาก
ข้อสองคือต้องคุกเข่าและยอมเป็นสุนัขรับใช้ของราชันเทพถังซาน
เห็นได้ชัดจากช่วงเวลาหมื่นปีมานี้ มีเพียงฮั่วอวี่เฮ่าบุตรแห่งโชคชะตาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้บรรลุเป็นเทพ
ไม่เพียงแต่ต้องแต่งงานกับลูกสาวของถังซานที่ถูกสวมกุญแจพรหมจรรย์เอาไว้
หลังจากขึ้นสู่แดนเทพแล้วเขายังต้องเปลี่ยนแม้กระทั่งนามสกุลของตัวเอง!
แต่เป้ยเป้ยในตอนนี้กลับไม่มีคุณสมบัติทั้งสองข้อที่ว่ามาเลย
หากอิงตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ แม้ว่าเขาจะปลุกวิญญาณยุทธ์สัตว์ร้ายระดับสูงสุดอย่างมังกรอัสนีบาตทรราชได้ แต่ก็ยังห่างไกลจากเกณฑ์ที่จะก้าวขึ้นเป็นเทพอยู่ดี
ส่วนเรื่องคุกเข่าเป็นสุนัขรับใช้น่ะหรือ
ตลกน่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว!
ในพจนานุกรมชีวิตของเป้ยเป้ยไม่มีคำว่า "คุกเข่าเป็นสุนัขรับใช้" อย่างเด็ดขาด!
ยอมยืนหยัดจนตัวตาย ดีกว่าคุกเข่าเพื่อร้องขอชีวิต!
แต่ในเมื่อเขาอุตส่าห์ข้ามมิติมาทั้งที หากต้องใช้ชีวิตอย่างราบเรียบไร้ผลงานไปวันๆ และแก่ตายไปในดินแดนโต้วหลัวแห่งนี้ การข้ามมิติมาก็คงสูญเปล่าไม่ใช่หรือ!
ด้วยเหตุนี้ตลอดหกปีที่ผ่านมา เขาจึงคอยครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเองอยู่เสมอ
บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ทรัพย์สิน มิตรสหาย เคล็ดวิชา และสถานที่ ล้วนต้องถูกนำมาพิจารณาทั้งสิ้น
เพราะหากไม่วางแผนระยะสั้น ก็ไม่อาจวางแผนเพื่อตลอดชีวิตได้
อย่างแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือเรื่องของวิญญาณยุทธ์ มังกรอัสนีบาตทรราชไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้
หลายปีมานี้ เขาพยายามมุ่งหน้าไปในทิศทางของการวิวัฒนาการและการกลายพันธุ์ในทางที่ดีของวิญญาณยุทธ์มาโดยตลอด
เช่นการวิวัฒนาการไปเป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง
โชคดีที่ฐานะของเขาแข็งแกร่งพอ เขามีราชทินนามพรหมยุทธ์ขีดสุดซึ่งเป็นถึงประธานศาลาเทพสมุทรเป็นปู่ทวด
ประกอบกับการที่เขาได้สร้างภาพลักษณ์อันงดงามให้ตัวเองมาตั้งแต่เด็ก
เกิดมาหนึ่งเดือนก็พูดได้ สองเดือนเดินได้ สามเดือนวิ่งได้ ครึ่งขวบอ่านหนังสือออก หนึ่งขวบแต่งกวีได้ สองขวบก็อ่านตำราและคัมภีร์ทั้งหมดจนแตกฉาน ทั้งยังสามารถท่องจำสารานุกรมสัตว์วิญญาณและวิญญาณยุทธ์ทุกประเภทได้อย่างแม่นยำ...
ขาดก็แค่เขียนคำว่า "แตกต่างจากผู้อื่น" และ "บุตรแห่งสวรรค์" แปะไว้บนหน้าเท่านั้นแหละ!
บรรดาผู้อาวุโสแห่งศาลาเทพสมุทรต่างก็ยินดีที่จะลงทุนในตัวเขา
ได้กินเนื้อสัตว์วิญญาณประเภทมังกรย่อยธาตุแสงเป็นอาหารหลัก ได้ดื่มน้ำชาที่ชงจากใบของพฤกษาทองคำโบราณ... เรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ตอนอายุสามขวบ เขายิ่งอาศัยโอกาสในงานเลี้ยงวันเกิด ขอรับสุดยอดวาสนามาจากมู่เอินผู้เป็นปู่ทวด นั่นก็คือแก่นแท้มังกร!
แก่นแท้ซึ่งเป็นศูนย์รวมพลังทั้งหมดของมังกรที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็นมังกรขาวธาตุแสง ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางการวิวัฒนาการสู่มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงที่เป้ยเป้ยได้วางแผนเอาไว้
วิญญาณยุทธ์ของเป้ยเป้ยมีสายเลือดของมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอยู่ครึ่งหนึ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เส้นทางการวิวัฒนาการของวิญญาณยุทธ์สายนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ
การปลุกวิญญาณยุทธ์ในวันนี้ คือช่วงเวลาที่จะพิสูจน์แผนการที่วางไว้ตลอดหกปี
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นจึงอดไม่ได้ที่จะแฝงความประหม่าเอาไว้เล็กน้อย
ในตอนนั้นเองใครบางคนก็เดินมาที่หน้าประตู
นางไม่ได้เคาะประตู แต่กลับค่อยๆ แง้มประตูแล้วย่องเข้ามาโดยไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเงาร่างนั้นสะท้อนลงบนบานกระจก เป้ยเป้ยถึงได้รู้สึกตัวและหันขวับไปตามสัญชาตญาณ
"ปึก"
เขาชนเข้ากับ "ความหอมละมุน" อย่างจัง
สัมผัสและกลิ่นกายอันคุ้นเคย ทำให้เป้ยเป้ยเก็บสีหน้าอันซับซ้อนเมื่อครู่ไป แล้วเผยรอยยิ้มอันสุภาพและงดงามตามแบบฉบับของเขา
"พี่เล่อเซวียน"
พี่เล่อเซวียนที่เป้ยเป้ยเรียก ก็คือเด็กสาวอัจฉริยะในรอบพันปีของสื่อไหลเค่อ จางเล่อเซวียน
อายุเพียงสิบห้าปี แต่กลับมีระดับการฝึกฝนเป็นถึงราชันวิญญาณขั้นสูง พลังวิญญาณสูงถึงระดับห้าสิบเจ็ด!
และในขณะเดียวกัน นางก็เป็นคู่หมั้นของเป้ยเป้ยด้วย
"อื้อๆ!"
"จะบอกให้นะ การฝึกฝนที่อาจารย์มอบหมายให้ข้าจบลงแล้วล่ะ"
"อีกไม่นานข้าก็จะย้ายกลับมาเป็นเพื่อนบ้านของเจ้าได้แล้ว"
ดูออกเลยว่าจางเล่อเซวียนตื่นเต้นมาก
ดูสิ นางกอดเป้ยเป้ยแล้วหมุนตัวเป็นวงกลมสามร้อยหกสิบองศาเลยทีเดียว
แม้ว่าเป้ยเป้ยจะกินดีอยู่ดีและโตไว จนกลายเป็นเด็กหนุ่มตัวน้อยแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจางเล่อเซวียนที่มีรูปร่างสูงโปร่ง เขาก็ยังดูตัวเล็กและเตี้ยกว่านางอยู่หนึ่งช่วงศีรษะ
ในฐานะผู้ฟังที่ดี เป้ยเป้ยรอจนกว่าอารมณ์ของนางจะสงบลงแล้วจึงเอ่ยปาก
"พี่เล่อเซวียน วันนี้ข้าจะไปปลุกวิญญาณยุทธ์ พี่ไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ"
"แบบนี้จะดีหรือ หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อาวุโส นักเรียนจะเข้าไปในศาลาเทพสมุทรตามอำเภอใจไม่ได้นะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า"
"ยังไงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราทำแบบนี้เสียหน่อย"
"พอไปถึงศาลาเทพสมุทร พี่ก็ตรงไปฝึกฝนที่เบาะรองนั่งประจำของข้าได้เลยเหมือนอย่างเคย"
"ภายใต้การปกคลุมของพฤกษาทองคำโบราณ ผลลัพธ์ของการฝึกฝนจะดีกว่าสภาพแวดล้อมจำลองทั่วไปไม่รู้กี่เท่า"
"ถ้ามีผู้อาวุโสคนไหนมาตำหนิจริงๆ ก็โยนความผิดมาให้ข้าได้เลย"
พูดจบเขาก็ไม่รอฟังคำตอบ จับมือนางวิ่งออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังทิศทางของพฤกษาทองคำโบราณทันที
...ณ ศาลาเทพสมุทร
"อรุณสวัสดิ์ครับผู้อาวุโสเสวียน!"
"เป้ยเป้ยน้อย ทนรอไม่ไหวแล้วล่ะสิ"
"แต่พิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ของเจ้านั้นค่อนข้างพิเศษ จำเป็นต้องรอให้ถึงตอนเที่ยงตรงเสียก่อน"
"เอ๊ะ... เล่อเซวียนน้อย?"
ก่อนที่ผู้อาวุโสเสวียนจะทันได้พูดประโยคถัดไป เป้ยเป้ยก็ยื่นไก่อบดินเหนียวห่อกระดาษไขไปให้หนึ่งตัว
"อะแฮ่ม!"
"ตราบใดที่คนอื่นๆ ไม่มีปัญหาอะไร ข้าก็ไม่มีปัญหาหรอก"
หลังจากบอกลาผู้อาวุโสเสวียน พวกเขาก็ได้พบกับบุคคลสำคัญอันดับสามของศาลาเทพสมุทร ผู้อาวุโสซ่ง
"...อะแฮ่ม!"
"ตราบใดที่คนอื่นๆ ไม่มีปัญหาอะไร ยายแก่คนนี้ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน"
ที่สุดทางเดินของโถงทางเดิน เบาะรองนั่งถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ พลังงานธาตุต่างๆ โดยรอบแทบจะควบแน่นกลายเป็นของเหลว
หลังจากจัดแจงที่ทางให้จางเล่อเซวียนเรียบร้อยแล้ว เป้ยเป้ยก็เดินขึ้นไปยังยอดของศาลาเทพสมุทร
ยอดของศาลาเทพสมุทรก็คือเรือนยอดของพฤกษาทองคำโบราณนั่นเอง
ชายชราผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นกำลังควบคุมสิ่งของผ่านอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อเติมเต็มค่ายกลดาวหกแฉกอย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านั้นรวมถึงกระดูกวิญญาณธาตุแสง กิ่งก้านของพฤกษาทองคำโบราณ และวัสดุล้ำค่าอื่นๆ อีกมากมาย
"ท่านปู่ทวด ข้ามาแล้วครับ"
มู่เอินไม่ได้หยุดมือจากสิ่งที่ทำอยู่ เขาเพียงแค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "จัดการเรื่องของเล่อเซวียนเรียบร้อยแล้วหรือ"
"เอ่อ... ครับ!"
"เฮ้อ"
"พวกผู้อาวุโสตามใจเจ้ามากเกินไปจริงๆ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเป้ยเป้ยก็ไม่ได้ยอมรับผิดอย่างว่าง่าย กลับใช้ท่าทีแบบได้คืบจะเอาศอกแทน
"ถ้าอย่างนั้นท่านปู่ทวดก็รีบกำหนดตำแหน่งผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่นให้พี่เล่อเซวียนเสียทีสิครับ"
"แบบนี้คราวหน้าเวลาเรามาที่นี่จะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีก"
"ถึงยังไงนอกจากเรื่องอายุที่ยังน้อยไปนิด พี่เล่อเซวียนก็มีคุณสมบัติเหมาะสมทุกประการ"
"ราชันวิญญาณขั้นสูงในวัยสิบห้าปี เกรงว่าแม้แต่ท่านปู่ทวดในสมัยหนุ่มๆ ก็คงจะเทียบไม่ติดกระมัง!"
มู่เอิน "..."
พูดตามตรงเขาก็มีความคิดนี้อยู่เหมือนกัน แต่ภายในใจก็ยังมีความกังวลในหลายๆ ด้านอยู่
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เส้นทางการวิวัฒนาการวิญญาณยุทธ์ที่เจ้าวางแผนไว้ให้ตัวเองน่ะ"
"หากเจ้าปลุกวิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงได้สำเร็จและมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด"
"เจ้าและเล่อเซวียนจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าออกศาลาเทพสมุทรเพื่อมาฝึกฝนได้อย่างอิสระ"
"ส่วนเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดประธานศาลาเทพสมุทรข้ามรุ่นนั้น เอาไว้อีกสักสองสามปีค่อยว่ากันใหม่"
"ท่านปู่ทวดปราดเปรื่องที่สุดเลยครับ!"
ในตอนนั้นเองมือของมู่เอินก็หยุดลง ค่ายกลดาวหกแฉกก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ค่ายกลดาวหกแฉกเป็นค่ายกลที่ใช้กระตุ้น ดึงดูด เปลี่ยนแปลง และทำให้สายเลือดบริสุทธิ์
"ยามเที่ยงตรงดวงอาทิตย์จะสาดแสงลงมาที่จุดศูนย์กลางของค่ายกลโดยตรง อีกครึ่งชั่วยามจะถึงช่วงเวลาที่ค่ายกลแสดงประสิทธิภาพได้ดีที่สุด"
"ตอนนี้เจ้าเข้าไปนั่งขัดสมาธิ ทำจิตใจให้ว่างเปล่า และเฝ้ารอเวลาแห่งสวรรค์เสียเถอะ"
เป้ยเป้ยพยักหน้าแล้วเดินตรงไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกล
หัวใจที่เต้นระรัว!
มือที่สั่นเทา!
ความรู้สึกประหม่าที่พรั่งพรู!
การรอคอยตลอดหกปีจะสามารถกลายร่างเป็นมังกรทองได้ในชั่วข้ามคืนหรือไม่!
[จบแล้ว]