- หน้าแรก
- องค์ชายขยะ เริ่มต้นมาข้าก็ปลุกพลังระบบมหาวายร้าย
- บทที่ 58 คมกระบี่หน้าคร่าชีวิต คมกระบี่หลังสะกดวิญญาณ!
บทที่ 58 คมกระบี่หน้าคร่าชีวิต คมกระบี่หลังสะกดวิญญาณ!
บทที่ 58 คมกระบี่หน้าคร่าชีวิต คมกระบี่หลังสะกดวิญญาณ!
บทที่ 58 คมกระบี่หน้าคร่าชีวิต คมกระบี่หลังสะกดวิญญาณ!
ณ นอกเมืองฉางอัน บนยอดเขาสูงตระหง่าน นิกายดาบโลหิตตั้งรกรากหยั่งรากหลึกมานานกว่าห้าร้อยปี
ที่นี่นับเป็นขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในละแวกนี้
ทว่าในยามนี้ ภายในนิกายดาบโลหิตกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด ทุกๆ ระยะร้อยเมตรจะมีศิษย์ยืนประจำการอยู่หนึ่งคน พวกเขาละทิ้งท่าทีเกียจคร้านที่เคยมีในอดีตไปจนสิ้น ทุกคนต่างเบิกตากว้างเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
ขอเพียงมีความเคลื่อนไหวผิดปกติเพียงนิด ลูกธนูในมือของพวกเขาก็พร้อมจะพุ่งทะยานออกไป ยิงสังหารเป้าหมายให้พรุนเป็นรังผึ้งในพริบตา
การป้องกันที่แน่นหนาระดับนี้ แม้แต่แมลงวันเพียงตัวเดียวก็อย่าหวังว่าจะเล็ดลอดเข้าไปได้
"ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้นกับนิกายของเรากันแน่ ทำไมต้องป้องกันเข้มงวดขนาดนี้? ในแถบนี้ นอกจากคนของราชสำนักแล้ว ใครจะกล้ามาหาเรื่องนิกายดาบโลหิตของเรากัน"
"นั่นสิ ศิษย์พี่เทียนหลาง นิกายดาบโลหิตของเราก็เป็นถึงขุมกำลังใหญ่ เจ้าสำนักก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตก่อแก่นปราณ แม้แต่ตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองฉางอันยังต้องไว้หน้าเขา พวกเราไม่ได้พักมาสามวันสามคืนแล้วนะ ง่วงจะตายอยู่แล้ว"
ศิษย์นิกายดาบโลหิตสองคนบ่นพึมพำกับชายร่างกำยำเปลือยอกที่มีรอยสักหมาป่าโลหิต ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่ของพวกเขาด้วยใบหน้าอิดโรย
"เรื่องนี้... ข้าจะแอบบอกพวกเจ้าแค่คนเดียวนะ แต่อย่าได้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด"
เทียนหลางลดเสียงต่ำลงพลางกล่าวว่า "ข้าได้ข่าวมาโดยบังเอิญ เห็นว่าเจ้าสำนักไปติดหนี้พนันก้อนโตในเมืองฉางอัน อีกฝ่ายให้เวลาแค่สามวัน ดูท่าเจ้าสำนักคงไม่คิดจะคืนเงินแน่ๆ ถึงได้สั่งให้พวกเราเฝ้าเขาไม่หลับไม่นอนแบบนี้ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะส่งคนมาลอบสังหาร"
เขามีสีหน้าตื่นตัว ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ขุมกำลังนั่น... รู้สึกจะชื่อว่า หลัว... หลัวอะไรสักอย่าง ข้าก็นึกไม่ออกเหมือนกัน"
"หลัวหวั่ง!"
ในขณะที่เทียนหลางกำลังอึกอัก เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขาจากภายในเงามืด
"ใช่ๆๆ ชื่อหลัวหวั่ง... เฮ้ย! ไม่ใช่สิ เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงรู้เรื่องหลัว..."
"ฉัวะ!"
เทียนหลางยังไม่ทันได้ตั้งตัว กระบี่สีดำสนิทคมกริบเล่มหนึ่งก็ตวัดฝ่าความมืดมิดของราตรีออกมา ร่างของเขาล้มตึงลงในกองเลือดทันที
ส่วนศิษย์อีกสองคนข้างๆ นั้น สิ้นใจไปนานแล้วโดยไม่ทันได้ส่งเสียง
"เจ้าสำนักนิกายดาบโลหิตมีฝีมือแค่นี้ ยังกล้าล่วงเกินหลัวหวั่งของพวกเรา ช่างน่าขันสิ้นดี"
เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนยกยิ้มอย่างกระหายเลือด ก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดอีกครั้ง
หลังจากนั้น ศิษย์นิกายดาบโลหิตคนแล้วคนเล่าก็ต้องจบชีวิตลงภายใต้คมกระบี่ของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
พวกเขาสิ้นใจไปโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอชีวิตหรือตอบโต้
กระบวนการลอบสังหารทั้งหมดเป็นไปอย่างเฉียบขาดและหมดจด ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้
จนกระทั่งเฮยไป๋เสวียนเจี่ยนสังหารล้างบางมาตลอดทาง ตั้งแต่ตีนเขาจนถึงหน้าประตูใหญ่ของนิกายบนยอดเขา ก็ยังไม่มีใครสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยได้แม้แต่คนเดียว
ทั่วทั้งภูเขาในยามนี้ เต็มไปด้วยซากศพของศิษย์นิกายดาบโลหิต!
ภายในค่ายใหญ่ของนิกายดาบโลหิต
เจ้าสำนักขวางซือไม่อาจข่มตานอนหลับได้ ดาบโลหิตคู่กายถูกกำไว้แน่นไม่เคยห่างมือ
รอบกายเขามีศิษย์ระดับหัวกะทิอีกร้อยคนยืนล้อมรอบ ทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ และยังมีอีกหลายคนที่บรรลุถึงระดับยอดปรมาจารย์แล้ว
เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดว่า เขาหวาดกลัวและให้ความสำคัญกับชื่อของหลัวหวั่งมากเพียงใด
"อึก..."
เหล้าแรงอึกใหญ่ถูกกรอกลงคอ ขวางซือลุกขึ้นยืนพลางตวาดถาม "ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าสั่งให้พวกมันมารายงานทุกๆ หนึ่งชั่วยามไม่ใช่รึไง! อูยา เจ้าออกไปดูหน่อยสิ"
"ขอรับเจ้าสำนัก พวกเด็กเหลือขอพวกนี้คงเริ่มกำเริบเสิบสานกันแล้ว คราวนี้ข้าจะสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำเอง"
อูยาชักกระบี่คมกริบออกมา หันหลังเดินตรงไปยังประตูใหญ่
เขาคือยอดฝีมือขอบเขตยอดปรมาจารย์ขั้นที่หก และเป็นยอดฝีมืออันดับสองของนิกายดาบโลหิต
พรึ่บ!
ทว่าในจังหวะที่อูยาก้าวไปถึงหน้าประตูและกำลังจะเอื้อมมือเปิดออกนั้นเอง
ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งทะลวงเข้ามาจากภายนอก!
ประตูใหญ่ที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งถูกฟันจนแตกละเอียดในคราเดียว อูยาถูกปราณกระบี่นั้นฟาดเข้าใส่อย่างจัง ร่างของเขาถูกฉีกกระชากออกเป็นสองท่อนด้วยอำนาจทำลายล้างอันมหาศาล
"ผู้อาวุโสอูยา!"
"เจ้าเป็นใคร! กล้าดีอย่างไรถึงมาบุกรุกนิกายดาบโลหิตของเรา ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม?"
เหล่าศิษย์ในโถงนิกายเห็นภาพสยดสยองตรงหน้าก็หน้าถอดสี หลายคนรีบคว้าอาวุธแล้วพุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ทันที
"มดปลวกกลุ่มหนึ่ง ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย"
เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนตวัดกระบี่สีขาวกลับหลัง ปราณกระบี่ที่คมกริบประดุจใบมีดโกน สังหารทุกคนที่พุ่งเข้ามาจนร่างขาดสะบั้นในพริบตา
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วห้องโถง!
ตึก... ตึก... ตึก...
หลังจากสังหารคนไปหลายสิบคนในชั่วพริบตา เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนก็ก้าวเท้าเข้ามาอย่างช้าๆ กระบี่ดำเปื้อนเลือดในมือขวาลากไปกับพื้น เกิดเสียงโลหะเสียดสีที่น่าขนลุกราวกับเสียงของผีร้ายมาทวงวิญญาณ
"ยอดฝีมือขอบเขตก่อแก่นปราณ! ท่าน... ท่านคือใครกันแน่?"
ขวางซือ เจ้าสำนักนิกายดาบโลหิต กำดาบใหญ่สีเลือดในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายกำยำของเขาสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
เขาถูกจิตสังหารอันเข้มข้นบนร่างของเฮยไป๋เสวียนเจี่ยนกดข่มจนขวัญหนีดีฝ่อ
จิตสังหารระดับนี้... น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคนของตำหนักซิวหลัวหรือหอเงาเสียอีก!
"หลัวหวั่ง นักฆ่าระดับเทียน... เฮยไป๋เสวียนเจี่ยน"
"เจ้าสำนักนิกายดาบโลหิต ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้หนี้แล้ว"
ร่างของเฮยไป๋เสวียนเจี่ยนวูบไหวประดุจภูตพราย ภาพลวงตาพร่าพรายวาบขึ้นทั่วห้องโถง ศิษย์นิกายดาบโลหิตที่หวาดกลัวจนล้มฟุบอยู่บนพื้น ต่างถูกคมกระบี่ปลิดชีพไปทีละคน
นิกายดาบโลหิตอันยิ่งใหญ่ นอกจากศิษย์ที่ทำภารกิจอยู่ภายนอกแล้ว คนหลายพันคนที่นี่ล้วนจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเสวียนเจี่ยนเพียงผู้เดียว
"ท่านเฮยไป๋เสวียนเจี่ยน! ท่านผู้ใหญ่! ข้ายินดีชำระหนี้พนันที่ติดค้างไว้ทั้งหมด ขอท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!"
เมื่อได้เห็นวิถีสังหารอันอำมหิต ขวางซือก็ไม่อาจแบกรับความกดดันได้อีกต่อไป เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอนขอชีวิต
ในใจของเขานึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด หากรู้ล่วงหน้าว่าหลัวหวั่งจะน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ เขาคงไม่กล้าโลภมากและรีบคืนหนี้ไปนานแล้ว
ยามนี้เขามีเพียงความคิดเดียว คือการใช้ทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อซื้อชีวิตตนเอง
"ยมบาลต้องการให้เจ้าตายยามสามหนึ่งเค่อ ใครจะกล้าฉุดรั้งเจ้าไว้จนถึงยามห้าสามเค่อ? หลัวหวั่งของพวกเราทำงาน หากไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าลงมือเมื่อไหร่ย่อมต้องถอนรากถอนโคน... ชีวิตของเจ้า ก็ถือว่าเป็นดอกเบี้ยแล้วกัน"
เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนจ้องมองขวางซือที่กำลังคุกเข่าขอความเมตตาด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถือกระบี่คู่ขาวดำเดินเข้าไปหาเป้าหมายทีละก้าว
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่ละก้าวนั้น ดังกระแทกเข้าไปในโสตประสาทของเจ้าสำนักนิกายดาบโลหิต ราวกับเสียงเคียวมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาสับประหาร
"เฮยไป๋เสวียนเจี่ยน! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมให้ทางรอดแก่ข้า เช่นนั้นก็มาตายตกไปตามกันเสียเถอะ! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะเฉือนเนื้อบนร่างเจ้าออกมาให้ได้!"
ในที่สุดขวางซือก็ทนแรงกดดันไม่ไหว เขาคำรามออกมาด้วยความบ้าคลั่ง
เขากระโจนขึ้นอย่างแรงราวกับราชสีห์โลหิตที่จนตรอก ดาบโลหิตในมืออัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถถล่มภูเขาได้ ฟันตรงไปยังศีรษะของเฮยไป๋เสวียนเจี่ยน
"เคร้ง!"
เผชิญหน้ากับการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเจ้าสำนักนิกายดาบโลหิต เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนกลับไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย เขายกกระบี่ดำในมือขึ้นต้านรับ ทันใดนั้นดาบที่เปี่ยมด้วยความบ้าคลั่งของขวางซือก็ถูกหยุดลงอย่างง่ายดาย
"ขอบเขตก่อแก่นปราณขั้นที่หนึ่ง... พลังแค่นี้มันช่างอ่อนแอเหลือเกิน เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอกว่า ช่องว่างระหว่างเรามันกว้างใหญ่เพียงใด"
เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนมองดูขวางซือที่ออกแรงจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาเพียงสะบัดกระบี่เบาๆ พลังอันมหาศาลก็ซัดร่างเจ้าสำนักนิกายดาบโลหิตจนกระเด็นออกไปทันที
"เฮยไป๋เสวียนเจี่ยน... คมกระบี่หน้าคร่าชีวิต คมกระบี่หลังสะกดวิญญาณ!"
เขายิ้มเยาะ ในฐานะนักฆ่าระดับสูงสุด ย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสสังหารนี้ให้หลุดมือ
ร่างของเขาวูบไหวเข้าประชิดในพริบตา กระบี่ดำแทงทะลุขั้วหัวใจของขวางซือทันที ก่อนที่กระบี่ขาวจะตวัดผ่านลำคอ ตัดศีรษะของอีกฝ่ายจนขาดสะบั้น
ศีรษะของขวางซือร่วงหล่นลงสู่พื้น ดวงตาที่ยังเบิกกว้างนั้น เต็มไปด้วยแววตาแห่งความเหลือเชื่อและสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด