- หน้าแรก
- วิถีเซียนฉบับคุณนักเขียนออนไลน์
- บทที่ 14 คงกระพันชาตรี
บทที่ 14 คงกระพันชาตรี
บทที่ 14 คงกระพันชาตรี
วินาทีที่ฝาโลงกระเด็นเปิดออก เวลาคล้ายกับหยุดนิ่ง
ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้ง เงาร่างที่ลุกขึ้นมายืนตัวแข็งทื่อ ปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงสลัว แผ่ซ่านความน่าสะพรึงกลัวที่เหนือความคาดหมาย
ชุดขุนนางราชวงศ์ชิงผุพังจนกลายเป็นเศษผ้า ห้อยต่องแต่งอยู่บนร่างแห้งเหี่ยวสีดำอมเขียว
ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยขนสีขาวหรอมแหรม สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายแปลกประหลาด
เล็บทั้งสิบเล็บยาวเฟื้อยสีดำสนิท โค้งงอราวกับตะขอ แต่สิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือใบหน้านั้น...
เบ้าตาลึกโบ๋ ลูกตาเป็นสีดำสนิท ริมฝีปากปลิ้นออก เขี้ยวแหลมคมสองซี่งอกยาวออกมาจากมุมปาก มีน้ำลายเหนียวหนืดสีเหลืองหม่นหยดแหมะลงมา
มันยืนอยู่ภายในโลง ศีรษะค่อยๆ หันไปมา กระดูกสันหลังส่วนคอส่งเสียงกร๊อบแกร๊บราวกับกิ่งไม้แห้งหัก
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองไปทั่วโถงใหญ่ ประกายแสงสีแดงที่ลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของรูม่านตา ราวกับเถ้าถ่านจากขุมนรก
ทุกคนตัวแข็งทื่อ
แม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยสวาทที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีที่สุด แม้เพิ่งจะผ่านการต่อสู้กับศพเดินได้มาหมาดๆ ภาพตรงหน้าก็ยังคงเหนือล้ำความเข้าใจของพวกเขา
นี่ไม่ใช่หนัง ไม่ใช่นิยาย แต่มันคือสัตว์ประหลาดที่ยังมีชีวิต... หรือจะเรียกว่าตายแล้วดีล่ะ... ยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ
"ยะ... ยิงไหม" เสียงของเจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งสั่นเครือ แฝงไปด้วยความลังเลไม่แน่ใจ
ซูชิงฉือได้สติเป็นคนแรก
"ยิง!"
น้ำเสียงของเธอเด็ดขาด ทำลายความเงียบงันอันน่าขนลุกนั้นลง
แทบจะพร้อมๆ กับที่เธออ้าปาก ปืนในมือก็ยกขึ้น เล็ง และเหนี่ยวไกแล้ว...
"ปัง! ปัง! ปัง!"
กระสุนสามนัดพุ่งเข้าใส่หัวและหน้าอกของผีดิบเป็นรูปสามเหลี่ยม
กระสุนเข้าเป้าอย่างแม่นยำ
แต่ภาพที่ปรากฏต่อมา กลับทำให้เลือดในกายของทุกคนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ติ๊ง! ติ๊ง! เคร้ง!"
ไม่ใช่เสียงกระสุนเจาะทะลุเนื้อ แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกัน!
กระสุนปืนพกขนาดเก้ามิลลิเมตรสามนัดกระทบเข้าที่ตัวผีดิบ กลับเกิดประกายไฟกระเด็นให้เห็นกับตา! ราวกับยิงใส่แผ่นเหล็ก! หัวกระสุนบี้แบน กระดอนออก และตกลงพื้น ส่งเสียงดังกังวานใส
ส่วนบนตัวผีดิบ กลับทิ้งไว้เพียงรอยด่างสีขาวตื้นๆ สามรอย แม้แต่ผิวหนังก็ยังไม่ถลอก!
เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังระงมไปทั่วโถงใหญ่
"นะ... นี่มันเป็นไปได้ยังไง!"
เสียงของเกาซานแหบพร่าด้วยความตกตะลึง
เขาเห็นกับตาว่ากระสุนยิงโดนไอ้ตัวนั้น แล้วก็กระดอนออก นี่มันขัดต่อหลักฟิสิกส์ทุกข้อเลย!
ผีดิบดูเหมือนจะถูกยั่วโมโห
มันค่อยๆ หันหน้ามา ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขม็งไปที่ซูชิงฉือ
เสียงคำรามต่ำๆ ดังครืดๆอยู่ในลำคอ กลิ่นเหม็นเน่าลอยปะทะจมูก
"ทุกคน! ยิง!" เกาซานแผดเสียงร้องลั่น เปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นคำสั่งอันเด็ดขาด
"ปังๆๆๆๆๆ...!"
ปืนกลมือทุกกระบอกพ่นไฟออกมาพร้อมกัน!
ห่ากระสุนพุ่งทะลักออกมาราวกับพายุฝน ครอบคลุมบริเวณที่ผีดิบยืนอยู่จนมิดในพริบตา
แสงไฟจากปลายกระบอกปืนสว่างวาบเป็นแนวยาวท่ามกลางความมืดมิดในโถงใหญ่ เสียงปืนดังกึกก้องจนแทบจะพลิกหลังคา
กระสุนกระทบเข้าที่ตัวผีดิบ ส่งเสียงติ๊งตังถี่ยิบราวกับถั่วคั่ว
ติ๊ง! ติ๊ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ประกายไฟสาดกระเซ็น! ปลอกกระสุนร่วงกราวราวกับเม็ดฝน! ควันปืนคละคลุ้ง!
ทุกคนเบิกตากว้าง จ้องมองภาพอันน่าสิ้นหวังนี้...
ผีดิบยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ห่ากระสุนสาดซัดเข้าใส่
ร่างของมันสั่นสะท้านเล็กน้อยท่ามกลางดงกระสุน เศษผ้าจากชุดขุนนางถูกยิงจนปลิวว่อน แต่ทว่าผิวหนัง...
ผิวหนังสีดำอมเขียวที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาวนั้น... กลับไร้รอยขีดข่วน!
กระสุนจากปืนกลมือ ยิงเข้าที่หัว กระดอนออก ยิงเข้าที่หน้าอก กระดอนออก ยิงเข้าที่แขน กระดอนออก ยิงเข้าที่ขา ก็ยังกระดอนออก!
ราวกับเม็ดฝนที่สาดซัดเข้าใส่ป้อมปราการเหล็กกล้า นอกจากเสียงดังและประกายไฟแล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย
"ยิงที่หัว! เล็งไปที่หัว!" เสียงของเกาซานแหบแห้งไปหมดแล้ว
เจ้าหน้าที่ปรับมุมยิง ปืนทุกกระบอกเล็งไปที่หัวของผีดิบพร้อมกัน
"ปังๆๆๆ!"
กระสุนพุ่งเจาะใบหน้า หน้าผาก ขมับของผีดิบอย่างแม่นยำ
"ติ๊งติ๊งติ๊งติ๊ง!"
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอีกครั้ง! ประกายไฟสาดกระเซ็นอีกครั้ง!
กระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวลูกตาของผีดิบ... ลูกตาที่ดำสนิทและไม่มีตาขาวเลยนั้น ก็ยังไร้รอยขีดข่วน!
กระสุนที่เฉี่ยวไป ทิ้งไว้เพียงรอยด่างสีขาวตื้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา!
"มะ... ไม่จริงน่า..." เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพึมพำ นิ้วที่เหนี่ยวไกปืนซีดเผือดเพราะออกแรงมากเกินไป แต่ปากกระบอกปืนเริ่มตกลงแล้ว... นั่นคือความสิ้นหวังจากจิตใต้สำนึก
เสียงปืนค่อยๆ เบาบางลง
ไม่ใช่กระสุนหมด แต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นพังทลายลงแล้วต่างหาก
เจ้าหน้าที่หน่วยสวาทใช้ปืนกลมือ สาดกระสุนออกไปไม่ต่ำกว่าสามร้อยนัด
ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ต่อให้เป็นช้าง ก็คงพรุนเป็นรังผึ้งไปนานแล้ว
แต่ไอ้ตัวประหลาดที่อยู่ตรงหน้านี้ แม้แต่ผิวหนังก็ยังไม่ถลอกเลย
มันเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้กระสุนกระทบเข้าที่ตัว ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ประกายแสงสีแดงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด เสียงปืนก็หยุดลงอย่างสมบูรณ์
ภายในโถงใหญ่เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง และเสียงปลอกกระสุนกลิ้งหล่นกระทบพื้นเบาๆ
ควันปืนค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นร่างของผีดิบที่สมบูรณ์แบบ... ยืนหยัดอยู่เช่นเดิม บนตัวมีรอยจุดสีขาวเต็มไปหมด แต่ก็มีเพียงแค่นั้น
มันกวาดตามองทุกคน
"โฮก...!!!"
เสียงคำรามทำเอาฝุ่นบนเพดานร่วงกราวลงมา
นั่นไม่ใช่เสียงร้องของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงที่ผสมผสานระหว่างความเน่าเปื่อย ความตาย และความเคียดแค้นอันไร้ที่สิ้นสุด พุ่งตรงทะลุจิตวิญญาณ
มันขยับแล้ว
ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลแบบมนุษย์ แต่เป็นการพุ่งตัวที่แข็งทื่อ ทว่ารวดเร็วจนน่าตกใจ!
ก้าวแรกที่กระโดด แผ่นหินใต้เท้าก็แตกกร๊อบ
ก้าวที่สอง มันก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าเจ้าหน้าที่หน่วยสวาทแถวหน้าสุดแล้ว!
"กระจายกำลัง!" เกาซานตวาดลั่น
แต่สายไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ถือโล่กันกระสุนที่อยู่หน้าสุด ยกโล่ขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ
นั่นคือโล่กันกระสุนที่ทำจากโพลิเมอร์ความแข็งแรงสูง สามารถกันกระสุนปืนพก หรือแม้กระทั่งการยิงจ่อๆ จากปืนลูกซองได้
แขนขวาของผีดิบตวัดออกไป
ไม่มีท่วงท่าที่ซับซ้อนอะไรเลย เป็นแค่การตวัดง่ายๆ
"ตู้ม...!!!"
โล่กันกระสุนแตกกระจายราวกับกระดาษ! เศษชิ้นส่วนปลิวว่อน!
เจ้าหน้าที่คนนั้นลอยกระเด็นไปพร้อมกับโล่ กระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลัง เสียงดังทึบๆ ร่างอ่อนยวบร่วงหล่นลงมา ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
"เสี่ยวหวัง!" เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างๆ ตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น ยกปืนเตรียมจะยิง
แขนซ้ายของผีดิบกวาดตามมา
"กร๊อบ!"
เสียงกระดูกหักดังชัดเจน
แขนของเจ้าหน้าที่คนนั้นถูกฟาดเข้าอย่างจัง กระดูกท่อนแขนหักสะบั้น ปลายกระดูกสีขาวแทงทะลุชุดปฏิบัติการออกมา
เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ปืนหลุดกระเด็นออกจากมือ
ผีดิบไม่หยุดแค่นั้น ยังคงพุ่งไปข้างหน้าต่อ
เป้าหมายของมันชัดเจนมาก... คนเป็น ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่
"สกัดมันไว้!"
เกาซานตาแดงก่ำ พุ่งตัวเข้ามาจากด้านข้าง ใช้ปืนไรเฟิลในมือต่างกระบอง ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของผีดิบอย่างสุดแรง
"เคร้ง!"
เสียงโลหะกระทบกัน พานท้ายปืนฟาดเข้าที่หัวของผีดิบ พานท้ายปืนแตกกระจายในพริบตา เกาซานรู้สึกเหมือนง่ามนิ้วฉีกขาด ท่อนแขนทั้งท่อนชาดิก
ผีดิบค่อยๆ หันหัวกลับมา ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเกาซาน
จากนั้น มันก็ยื่นมือออกไป คว้าคอเสื้อเกราะกันกระสุนของเกาซานเอาไว้
"ผู้กองเกา!" เจ้าหน้าที่หลายคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน บางคนใช้พานท้ายปืนทุบ บางคนถึงขั้นใช้มีดสั้นแทง
"ติ๊ง! ติ๊ง!"
มีดสั้นแทงเข้าที่แขนของผีดิบ กลับแทงไม่เข้าเลยสักนิด!
ผีดิบสะบัดแขน ร่างของเกาซานก็ลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับแท่นพิธีอย่างแรง โต๊ะไม้พังทลาย กระถางธูป เชิงเทียน กลิ้งหล่นเกลื่อนกลาด
"ครืด..." เสียงขู่ต่ำๆ ดังมาจากลำคอของผีดิบ มันหันขวับ พุ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด
เจ้าหน้าที่คนนั้นยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง กลิ้งตัวหลบได้ทัน พร้อมกับล้วงระเบิดแสงออกมาจากเอว
"ถอยไป!" เขาดึงสลัก แล้วปาไปที่เท้าของผีดิบ
ระเบิดแสงกลิ้งไปหยุดอยู่ที่เท้าของมัน
"ตู้ม...!!"
เสียงระเบิดดังทึบๆ แสงสีขาวสว่างจ้าจนแสบตา พร้อมกับคลื่นกระแทกที่ทำให้หูหนวกตาบอดไปชั่วขณะ
ถ้าเป็นคนปกติ ต่อให้เป็นทหารที่ฝึกมาอย่างดี เจอระเบิดแสงลูกนี้เข้าไปก็ต้องหมดสภาพไปชั่วขณะ
แต่ผีดิบทำเพียงแค่ชะงักไปนิดเดียวเท่านั้น
มันส่ายหัว แสงสีขาวสาดส่องลงบนใบหน้าสีดำอมเขียว ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไม่ได้กะพริบเลยด้วยซ้ำ
จากนั้น มันก็เดินหน้าต่อ เหยียบซากระเบิดแสงที่ยังมีควันลอยกรุ่นจนแหลกละเอียด
"ไม่ได้ผล... ทำอะไรไม่ได้เลย..." เสียงของเจ้าหน้าที่บางคนเริ่มจะร้องไห้ออกมาแล้ว
นี่คือความสิ้นหวังขั้นสุด อาวุธทุกอย่าง ยุทธวิธีทุกอย่าง กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรู
ฝ่ายตรงข้ามฟันแทงไม่เข้า พละกำลังมหาศาล ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย
แล้วแบบนี้จะสู้ยังไง
"อ๊าก...! ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!"
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เป็นเสียงของนักพรตที่ถูกจับเป็นเชลยนั่นเอง
เดิมทีเขาถูกสวมกุญแจมือให้นั่งยองๆ อยู่ตรงมุมห้อง ไม่รู้ว่าผีดิบหันไปสนใจเขาตั้งแต่ตอนไหน มันกระโดดเข้าไปหาเขาทีละก้าว
"อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามานะ! อาจารย์! อาจารย์ช่วยด้วย!"
นักพรตร้องไห้โฮอย่างเสียสติ ลากสองมือที่ถูกสวมกุญแจมือกระถดถอยหลังหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ข้างหลังคือแพง ไม่มีทางให้ถอยแล้ว
ผีดิบกระโดดมาถึงตรงหน้าเขา ก้มหัวลง ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองคนที่เคยพยายามจะควบคุมมัน
จากนั้น มันก็ยื่นสองมือออกไป คว้าหัวไหล่ของนักพรตเอาไว้
"ไม่...!!!"
เสียงร้องโหยหวนหยุดชะงักลง
เพราะสองมือของผีดิบออกแรงฉีก...
"แควก...!!!"
เสียงเนื้อเยื่อฉีกขาด ดังชัดเจนและบาดหูเหลือเกิน
ร่างของนักพรต ถูกฉีกขาดเป็นสองซีกจากตรงกลางทั้งเป็น!
เครื่องใน เลือด กระดูก... ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปิดเผยสู่อากาศในพริบตา
เศษซากศพสองซีกถูกโยนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี เลือดสาดกระเซ็น ย้อมกำแพงและพื้นจนกลายเป็นสีแดงฉาน
"อ้วก... " เจ้าหน้าที่บางคนถึงกับอาเจียนออกมาตรงนั้นเลย
หลายคนหน้าซีดเป็นกระดาษ มือที่ถือปืนสั่นเทาอย่างรุนแรง
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการสังหารหมู่
การสังหารหมู่ฝ่ายเดียวที่บดขยี้อย่างสิ้นเชิง และน่าสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
ผีดิบสะบัดเลือดและเศษเนื้อบนมือทิ้ง หันหน้ากลับมา มองเจ้าหน้าที่หน่วยสวาทอีกครั้ง
ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ประกายแสงสีแดงยิ่งเจิดจ้าขึ้นไปอีก
มันกระโดดสองเท้า พุ่งไปข้างหน้าต่อ
หนึ่งก้าว สองก้าว
เจ้าหน้าที่หน่วยสวาทเริ่มถอยร่น
ไม่ใช่การถอยตามยุทธวิธี แต่เป็นการถอยตามสัญชาตญาณ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่เหนือความคาดหมายแบบนี้ ความกล้าหาญของมนุษย์ก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเอง...
เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านข้าง ขวางหน้าผีดิบเอาไว้
จ้าวลี่นั่นเอง
เขายืนอยู่ข้างซูชิงฉือมาตลอด ไม่ได้ยิงปืน ไม่ได้ถอยหนี ทำเพียงแค่สังเกตการณ์เงียบๆ ตอนนี้ เขาก้าวออกมาแล้ว
"จ้าวลี่! กลับมานะ!" ซูชิงฉือร้องเสียงหลง
แต่จ้าวลี่ไม่ได้หันกลับไปมอง
เขายืนอยู่ตรงหน้าผีดิบ ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝั่งไม่ถึงสามเมตร
เขาเตี้ยกว่าผีดิบครึ่งศีรษะ รูปร่างก็ดูบอบบางกว่ามาก
แต่ในวินาทีนี้ บนตัวเขาแผ่ซ่านกลิ่นอายประหลาดออกมา... ไม่ใช่ความหวาดกลัว ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นพลังที่สงบนิ่งและควบแน่น
ดูเหมือนผีดิบก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
มันหยุดฝีเท้า ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองจ้าวลี่ เสียงคำรามต่ำครืดๆดังอยู่ในลำคอ
จ้าวลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
พลังปราณแท้ในร่างกายโคจรด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
กระแสน้ำวนที่จุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กระแสลมปราณสีทองหลั่งไหลไปทั่วแขนขาและกระดูก
ที่ส่วนลึกในดวงตาของเขา ประกายแสงสีทองอ่อนๆ วาบผ่านไป
จากนั้น เขาก็ขยับ
ไม่ได้ถอยหลัง แต่พุ่งไปข้างหน้า!
ก้าวแรกที่ก้าวออกไป แผ่นหินใต้เท้าแตกกร๊อบ!
ก้าวที่สอง ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง หมัดขวากำแน่น บนกำปั้นมีกระแสลมปราณสีทองอ่อนๆ พันธนาการอยู่ลางๆ
ผีดิบราวกับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วซัดหมัดออกไปเช่นกัน!
หมัดสองหมัด เข้าปะทะกันกลางอากาศ
"ตู้ม...!!!"
ไม่ใช่เสียงเนื้อกระทบเนื้อ แต่มันเหมือนเสียงรถยนต์สองคันพุ่งชนประสานงากันมากกว่า!
คลื่นกระแทกระเบิดออกโดยมีจุดปะทะของสองหมัดเป็นศูนย์กลาง พัดพาเอาฝุ่นควันและเศษกระดาษรอบๆ ปลิวว่อน!
จ้าวลี่กระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าลึกไว้บนแผ่นหิน
ผีดิบก็กระเด็นถอยหลังไปหนึ่งก้าว... นี่เป็นครั้งแรกของคืนนี้ที่มันต้องถอยหลัง!
ภายในโถงใหญ่เงียบกริบ
ทุกคนเบิกตากว้าง จ้องมองภาพอันเหลือเชื่อนี้
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนนั้น ถึงกับใช้หมัด ผลักดันผีดิบที่ฟันแทงไม่เข้าให้ถอยร่นไปได้?!
"จ้าวลี่..." ซูชิงฉือพึมพำ แววตาซับซ้อนจนถึงขีดสุด
เกาซานตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากซากปรักหักพัง มองดูแผ่นหลังของจ้าวลี่ โลกทัศน์ถูกกระแทกอย่างแรงอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าผีดิบถูกยั่วให้โกรธแล้ว
มันแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม แล้วพุ่งเข้าใส่จ้าวลี่อีกครั้ง
ครั้งนี้ ความเร็วของมันเพิ่มขึ้น สองมือสิบนิ้วกางออกราวกับตะขอ พุ่งตรงไปที่ใบหน้าของจ้าวลี่
จ้าวลี่เอียงตัวหลบ กรงเล็บแหลมคมของผีดิบเฉี่ยวไหล่ของเขาไป เสื้อผ้าถูกฉีกขาดเป็นรอยยาวสามรอยเสียงดังแควก!
จ้าวลี่ใจหายวาบ จะเข้าปะทะตรงๆ ไม่ได้
เขาเปลี่ยนจังหวะก้าวเท้า ใช้วิชาตัวเบาที่เพิ่งจะคลำทางเจอในช่วงนี้
พลังปราณแท้อัดแน่นที่ขาทั้งสองข้าง ท่วงท่ารวดเร็วราวกับภูตผี มุดหลบหลีกท่ามกลางการโจมตีอันบ้าคลั่งดั่งพายุฝนของผีดิบ
การโจมตีของผีดิบเรียบง่ายแต่บ้าคลั่ง... ตะปบ ฉีก ทุบ ชน
ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ทุกการโจมตีหนักหน่วงรุนแรง โดนเข้าไปทีนึงไม่ตายก็พิการ
ส่วนจ้าวลี่ใช้ยุทธวิธีหลอกล่ออย่างเต็มรูปแบบ
เขาไม่ปะทะกับผีดิบตรงๆ แต่ใช้ความเร็วและความคล่องตัว คอยหลบหลีก สลายแรงปะทะ และเบี่ยงเบนทิศทาง
นานๆ ทีถึงจะสวนกลับ ก็จะเล็งไปที่ข้อต่อ จุดฝังเข็ม หรือจุดอ่อนอื่นๆ ของผีดิบ...
ถึงแม้จะไม่สามารถทะลวงการป้องกันของมันได้เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ทำให้การเคลื่อนไหวของมันชะงักไปชั่วขณะได้
ภายในโถงใหญ่ หนึ่งคนหนึ่งศพต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ทุกการโจมตีของผีดิบก่อให้เกิดเสียงลมหวีดหวิว กรงเล็บที่ตวัดผ่านอากาศส่งเสียงแหลมเล็ก
ส่วนเงาร่างของจ้าวลี่ก็ล่องลอยไปมาราวกับภาพลวงตา เดี๋ยวก็โผล่มาทางซ้ายของผีดิบ เดี๋ยวก็แวบไปทางขวา
"ปัง!"
จ้าวลี่ใช้เท้าถีบเข้าที่ด้านหลังเข่าของผีดิบ ผีดิบเซถลาไปหนึ่งก้าว แล้วตวัดกรงเล็บกลับมา จ้าวลี่ก็ถอยฉากออกไปแล้ว
"เพี๊ยะ!"
จ้าวลี่ใช้ฝ่ามือฟาดเข้าที่ข้อศอกของผีดิบ เบี่ยงเบนการตะปบของมัน กรงเล็บแหลมคมเฉียดกำแพงไป ทิ้งรอยขูดลึกห้ารอยไว้บนอิฐ
การต่อสู้เข้าสู่ภาวะตึงเครียด
จ้าวลี่ทำอะไรการป้องกันของผีดิบไม่ได้ ผีดิบก็จับจ้าวลี่ที่ลื่นเป็นปลาไหลไม่ได้เหมือนกัน
แต่จ้าวลี่รู้ตัวดี ว่าเขาทนได้อีกไม่นานหรอก
พลังปราณแท้ถูกผลาญไปเร็วมาก
ทุกการโจมตีของผีดิบ เขาต้องใช้พลังทั้งหมดในการหลบหลีกหรือสลายแรง
ส่วนหมัดและเท้าที่อัดพลังปราณแท้เข้าไปตอนที่สวนกลับ พอไปกระทบกับตัวผีดิบก็เหมือนตีหินตีเหล็ก แรงสะท้อนกลับทำให้เลือดลมในกายเขาปั่นป่วนไปหมด
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างมากก็ยันไว้ได้อีกแค่สามนาที พลังปราณแท้ก็จะหมดก๊อก
ส่วนผีดิบ ดูเหมือนจะยังเหลือเฟือ
ต้องคิดหาทาง...
สายตาของจ้าวลี่กวาดมองไปทั่วโถงใหญ่ จู่ๆ ก็เห็นแสงสะท้อนอะไรบางอย่างจากในโลงศพที่แตกกระจาย
กระบี่สั้นทองสัมฤทธิ์นั่นเอง!
ที่เคยเสียบคาอกผีดิบ แล้วหล่นลงไปในโลงศพตอนที่มันลุกขึ้นมา!
จ้าวลี่ใจเต้นแรง
การที่กระบี่เล่มนั้นเสียบทะลุหัวใจผีดิบได้ แสดงว่ามันต้องทะลวงการป้องกันของผีดิบได้สิ!
เขาต้องการโอกาส โอกาสที่จะเข้าไปหยิบกระบี่
จังหวะนั้นเอง ผีดิบก็เปลี่ยนยุทธวิธีกะทันหัน
มันเลิกวิ่งไล่ตามจ้าวลี่ แล้วหันขวับ พุ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่หน่วยสวาทที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน!
ตีซ้ายขวา!
"ระวัง!" จ้าวลี่ร้องเสียงหลง แต่ก็สายไปแล้ว
เจ้าหน้าที่คนนั้นตอบสนองไม่ทัน ถูกผีดิบคว้าคอเอาไว้ ร่างทั้งร่างลอยขึ้นไปในอากาศ
"อั้ก..." เจ้าหน้าที่ดิ้นทุรนทุราย ขาทั้งสองข้างเตะปัดป่าย ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างรวดเร็ว
แววตาของจ้าวลี่ฉายความดุดัน
เขายันเท้าถีบพื้น ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานเข้าหาผีดิบราวกับลูกปืนใหญ่ หมัดขวากำแน่น พลังปราณแท้ทั้งหมดไปรวมอยู่ที่หมัดในวินาทีนี้...
แสงสีทองอ่อนๆ สว่างวาบขึ้นที่หมัด ราวกับจับต้องได้!
"ปล่อยเขา!"
หมัดหนึ่งซัดออกไป พุ่งตรงเข้าที่กลางหลังของผีดิบ!
เห็นได้ชัดว่าผีดิบก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากหมัดนี้ มันจำต้องปล่อยมือจากเจ้าหน้าที่คนนั้น แล้วหันกลับมาป้องกัน
"ตู้ม...!"
หมัดปะทะแขน ครั้งนี้เสียงดังทึบๆ ยิ่งกว่าเดิม
จ้าวลี่กระเด็นถอยหลังไปห้าก้าว มุมปากมีเลือดซึมออกมา
ผีดิบก็กระเด็นถอยหลังไปสองก้าว ที่แขนมีรอยหมัดประทับอยู่อย่างชัดเจน...
ถึงแม้ผิวหนังจะยังไม่ถลอก แต่รอยก็ลึกกว่าเดิมมาก
ฉวยโอกาสนั้น จ้าวลี่กลิ้งตัวไปที่โลงศพ ยื่นมือคว้ากระบี่สั้นทองสัมฤทธิ์ขึ้นมา
กระบี่เย็นเฉียบและหนักอึ้ง
ตัวกระบี่เต็มไปด้วยสนิม แต่อักขระที่สลักไว้บนกระบี่ ในตอนนี้กลับเปล่งแสงเรืองรองออกมา
ผีดิบเห็นกระบี่ ก็แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
ดูเหมือนมันจะหวาดกลัวและเกลียดชังกระบี่เล่มนี้โดยสัญชาตญาณ
มันเลิกสนใจคนอื่น พุ่งตรงเข้ามาหาจ้าวลี่!
จ้าวลี่กำด้ามกระบี่แน่น อัดพลังปราณแท้เข้าไปในตัวกระบี่
กระบี่สั้นทองสัมฤทธิ์ส่งเสียงหึ่งๆ เบาๆ สนิมบนกระบี่เริ่มหลุดร่อนออก เผยให้เห็นโลหะสีเขียวเข้มมันวาวที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
ผีดิบพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าแล้ว กรงเล็บแหลมคมตะปบลงมาที่หัว!
จ้าวลี่ยกกระบี่ขึ้นป้องกัน
"เคร้ง...!"
เสียงโลหะกระทบกันดังแสบแก้วหู! กรงเล็บของผีดิบกระทบเข้ากับตัวกระบี่ กลับเกิดประกายไฟกระเด็นให้เห็นกับตา!
กระบี่ ป้องกันไว้ได้!
จ้าวลี่ฮึกเหิมขึ้นมาทันที พลิกข้อมือ ตวัดปลายกระบี่ฟันเข้าที่ข้อมือของผีดิบ
ผีดิบชักกรงเล็บกลับแล้วถอยหลัง เผยให้เห็นสีหน้าหวาดระแวงเป็นครั้งแรก
มันจ้องเขม็งไปที่กระบี่สั้นทองสัมฤทธิ์ในมือของจ้าวลี่ เสียงคำรามต่ำๆ ที่เต็มไปด้วยการคุกคามดังมาจากลำคอ
จ้าวลี่ยืนถือกระบี่ เผชิญหน้ากับผีดิบ
คนอื่นๆ ในโถงใหญ่ ตอนนี้ถึงเพิ่งจะได้หายใจหายคอ
ซูชิงฉือรีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่ถอยร่น และตรวจดูคนเจ็บ
เกาซานกุมหน้าอกยืนขึ้น มองดูการเผชิญหน้าระหว่างจ้าวลี่กับผีดิบ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะสอดมือเข้าไปช่วยยังไงดี
ดูเหมือนผีดิบกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง
มันมองกระบี่ในมือของจ้าวลี่ สลับกับมองคนอื่นๆ ในโถงใหญ่ ในที่สุด มันก็ตัดสินใจ
มันหันขวับ ไม่ใช่พุ่งเข้าหาจ้าวลี่ แต่พุ่งเข้าชนกำแพงอีกฝั่งของโถงใหญ่แทน!
"ตู้ม...!!"
อิฐหินแตกกระจาย! ผีดิบใช้ร่างกายพังกำแพง ทะลวงออกไปนอกอาคารหลัก!
"ตาม!" ซูชิงฉือได้สติเป็นคนแรก ถือปืนวิ่งตามออกไปทางรูโหว่นั้น
จ้าวลี่วิ่งตามไปติดๆ
ข้างนอกแสงจันทร์สลัว เงาร่างของผีดิบวิ่งตะบึงไปท่ามกลางความมืดมิด ความเร็วของมันไวดั่งลม มุ่งหน้าไปยังด้านหลังของคฤหาสน์
"มันจะไปไหน" เกาซานนำเจ้าหน้าที่ที่ยังพอเคลื่อนไหวได้วิ่งตามมา
"สุสานโบราณ!" ซูชิงฉือเข้าใจในพริบตา "มันจะกลับไปที่สุสานโบราณ!"
ทุกคนวิ่งไล่ตามอย่างสุดกำลัง แต่ความเร็วของผีดิบมันไวเกินไป แถมยังวิ่งลัดเลาะไปตามป่าเขาได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็ทิ้งห่างทุกคนไปไกล
ไล่ตามมาประมาณสิบนาที ก็มาถึงด้านหลังของภูเขาที่คฤหาสน์ตั้งอยู่
ตรงนี้มีทางเข้าหลุมโจรขุดที่เห็นได้ชัดเจน รอบๆ ปากหลุมมีอุปกรณ์ขุดสุสานกระจัดกระจายอยู่ ทั้งพลั่วลั่วหยาง เชือก และอื่นๆ
ผีดิบพุ่งไปที่ปากหลุม แล้วมุดเข้าไปโดยไม่ลังเลเลยสักนิด กลืนหายไปในความมืดมิด
ตอนที่ทุกคนมาถึงปากหลุม ก็ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ค่อยๆ ไกลออกไปจากข้างในเท่านั้น
ปากหลุมมืดมิด ลาดเอียงลงไปด้านล่าง ลึกจนมองไม่เห็นก้น
กลิ่นอายเย็นเยียบ ชื้นแฉะ และคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดิน ลอยคลุ้งออกมาจากในหลุม
"จะตามเข้าไปไหมครับ" เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความลังเล
เกาซานหันไปมองซูชิงฉือ
ซูชิงฉือยืนอยู่หน้าปากหลุม ใช้ไฟฉายส่องลงไปข้างใน
ลำแสงส่องสว่างไปได้แค่สิบกว่าเมตร ลึกเข้าไปกว่านั้นก็มีแต่ความมืดมิด
เธอได้ยินเสียงดังแว่วๆ มาจากข้างใน เหมือนเสียงฝีเท้า แล้วก็เหมือน... เสียงกระซิบอะไรบางอย่าง
"ไม่" ในที่สุดเธอก็ส่ายหน้า "พื้นที่คับแคบ สถานการณ์ข้างในไม่ชัดเจน"
เธอหันกลับมา เริ่มสั่งการ "ทีมหนึ่ง ทีมสอง สร้างแนวป้องกันที่ปากหลุมทั้งสองฝั่ง ติดตั้งลวดสะดุดและสัญญาณเตือนภัย"
"ทีมสาม กลับไปที่คฤหาสน์ตรวจดูคนเจ็บ เรียกหน่วยแพทย์มาสนับสนุน"
จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาติดต่อหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง แล้วขอกำลังเสริม
ซูชิงฉือหันไปมองจ้าวลี่อีกครั้ง
จ้าวลี่ยังคงกำกระบี่สั้นทองสัมฤทธิ์เอาไว้ อักขระบนกระบี่หม่นแสงลงแล้ว กลับกลายเป็นกระบี่ขึ้นสนิมธรรมดาๆ ลมหายใจของเขาหอบถี่ บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย... นั่นเป็นสัญญาณว่าใช้พลังปราณแท้มากเกินไป
"คุณไม่เป็นไรใช่ไหม" ซูชิงฉือถาม แววตาซับซ้อน
จ้าวลี่ส่ายหน้า แล้วยื่นกระบี่ให้เธอ "กระบี่เล่มนี้... น่าจะมีประโยชน์"
ซูชิงฉือรับกระบี่มา สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบและหนักอึ้ง เธอพิจารณาอักขระบนกระบี่อย่างละเอียด สลับกับมองจ้าวลี่ "เมื่อกี้... ขอบคุณนะ"
"เรื่องเล็กน้อยน่ะ" จ้าวลี่ตอบ
ทั้งสองคนสบตากัน มีคำพูดมากมายจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
จังหวะนั้นเอง จากส่วนลึกของหลุม ก็มีเสียงหอนโหยหวนลากยาวดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เสียงนั้นทะลวงผ่านชั้นดิน ดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ความโกรธเกรี้ยว และก็... เหมือนจะเป็นการเพรียกหาอะไรบางอย่าง
ทุกคนใจหายวาบ
ผีดิบยังอยู่ข้างใน
ส่วนพวกเขา ต้องเฝ้าปากหลุมนี้เอาไว้ เพื่อรอกำลังเสริม
ยิ่งดึกก็ยิ่งมืด ป่าเขาเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังสวบสาบ และความมืดมิดตรงปากหลุมที่ดูราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น
การต่อสู้ ยังห่างไกลจากคำว่าจบสิ้น