- หน้าแรก
- ศิษย์น้องเล็ก เธอไร้เทียมทานแล้ว เตรียมตัวโบยบินสู่แดนเซียนเถอะ
- บทที่ 52 - ขีดจำกัดของร่างกาย
บทที่ 52 - ขีดจำกัดของร่างกาย
บทที่ 52 - ขีดจำกัดของร่างกาย
บทที่ 52 - ขีดจำกัดของร่างกาย
ผิวหนังและขนของกวางเขามีดมีมูลค่าสูงมาก มักถูกนำไปใช้หลอมสร้างอาวุธป้องกันหลากหลายชนิด แต่สภาพในตอนนี้ผิวหนังของมันกลับฉีกขาดกระจุยกระจายจนไม่เหลือชิ้นดี...
หมดราคากันพอดีแบบนี้
นอกจากนี้ สัตว์อสูรชนิดนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความอดทนเป็นเลิศและเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น มันจึงไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย แม้ตอนนี้สถานการณ์การต่อสู้จะดูยับเยินไปหมด แต่ถ้าขืนยังสู้กันในรูปแบบนี้ต่อไป อย่างน้อยๆ ก็น่าจะยื้อกันไปได้อีกเป็นชั่วโมง
พอมองดูระดับพลังของ "ผู้อาวุโสห้าธาตุ" คนนั้น... ก็ไม่ได้สูงส่งอะไรเลยนี่นา?
แต่ทำไมพลังปราณของนางถึงได้ทนทานขนาดนี้!
แม้แต่ผู้ดูแลสนามประลองเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเฝ้าดูการประลองนี้ต่อนานกว่าปกติ
พอดูไปเรื่อยๆ เขาก็เริ่มสังเกตเห็นว่านักพรตคนนี้ฉลาดมาก เธอไม่ได้ใช้พลังปราณออกมาพร่ำเพรื่อในทุกวินาที แต่ดูเหมือนว่าในบางครั้งเธอจะยอมถูกกวางขวิดจนกระเด็นเพื่อให้ตัวเองได้เซฟพลังเอาไว้บ้าง
ช่างเป็นคนประหลาดที่ดูเหมือนจะไม่รักชีวิตตัวเองเอาเสียเลย!
"ท่านผู้ดูแลครับ... เรื่องกวางเขามีดตัวนั้น เราควรจะเรียกค่าเสียหายจากนางไหมครับ?" ศิษย์น้องตัวน้อยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ที่นี่ไม่เคยมีกฎแบบนั้น" ผู้ดูแลส่ายหัว "ก็แค่สัตว์อสูรตัวเดียว จะไปทำให้ยอดฝีมือที่มีอนาคตไกลต้องขุ่นเคืองเพื่อแลกกับของแค่นี้มันไม่คุ้มหรอก"
ศิษย์น้องคนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
แค่การทรมานสัตว์อสูรไปเรื่อยๆ แบบนี้ถือว่าเป็นคนมีอนาคตแล้วเหรอ?
"ตราบใดที่คนคนนี้ไม่ได้ทำผิดกฎของสนามประลอง เธอนึกอยากจะทำอะไรก็ไม่ต้องไปยุ่ง" ผู้ดูแลมองดูอีกแวบหนึ่งก่อนจะเดินจากไป
บนโลกนี้มีอัจฉริยะมากมายนับไม่ถ้วน แต่อัจฉริยะที่ต้องจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควรก็มีมากกว่า ในสนามประลองแห่งนี้เขาเคยเห็นนักพรตมาแล้วทุกรูปแบบ แต่ถ้าให้สรุปใจความสำคัญ คนที่จะสามารถไต่ขึ้นไปอยู่บนทำเนียบอันดับได้ มีเพียงคนประเภทที่โหดเหี้ยมต่อตัวเองและมีความพากเพียรอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น
เป้าหมายของคนคนนี้ชัดเจนมาก ในตอนนี้เธอไม่ได้โหยหาคะแนนสะสมหรือหินลมปราณรางวัลเลยแม้แต่น้อย เธอแค่กำลังขัดเกลาตัวเองอยู่
ทั้งความทนทานต่อความเจ็บปวด ความแม่นยำของวิชา ขีดจำกัดของร่างกาย และการควบคุมพลังปราณ... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ยากมาก
มันเป็นเพียงสนามประลองระดับหนึ่งและต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่แสนธรรมดา แต่ผู้หญิงคนนี้กลับพาตัวเองไปอยู่จุดที่เฉียดตายครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนเธออยากจะรู้ว่าขีดจำกัดของชีวิตตัวเองอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ถึงได้คอยยั่วโทสะอีกฝ่ายอยู่ตลอดแบบนี้
ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
...
และเป็นไปตามคาด หลีอางลากยาวการต่อสู้นี้ไปอีกถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม
กวางเขามีดนั้นทนไม้ทนมือกว่าค้างคาวปีศาจเสียงใสหลายเท่าตัว มันไม่กลัวความเจ็บปวดเลยสักนิด จึงกลายเป็นคู่ซ้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเธอ
แต่ก็น่าเสียดายที่คู่ซ้อมที่สมบูรณ์แบบแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีวันเลิกรา
"สัตว์อสูรตาย ผู้อาวุโสห้าธาตุ เป็นฝ่ายชนะ"
หลีอางถูกส่งตัวกลับมายังห้องพัก
แต่เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ครั้งนี้เธออยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม แม้จะใช้วิชาทำความสะอาดไปแล้ว แต่เสื้อผ้าของเธอก็ยังขาดวิ่นรุ่งริ่ง ผิวหนังส่วนที่เคยถูกพิษคางคกกัดกร่อนในวันนั้นถึงกับโผล่ออกมาให้เห็นเป็นรอยเหี่ยวย่นน่าเกลียด
"เรามีโอสถสมานเนื้อจำหน่ายนะครับ ราคาเพียงแปดพันหินลมปราณระดับต่ำเท่านั้น" ศิษย์น้องที่เฝ้าห้องรีบเสนอขายทันทีหลังจากแอบเห็นสภาพของเธอ
หลีอางเหลือบมองบาดแผลตัวเองอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะบอกว่า "ขอเม็ดนึง"
ดวงตาของศิษย์น้องเป็นประกายรีบรับเงินทันที
"ป้ายคำสั่งของฉัน... มันลดราคาได้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เหรอ แล้วพวกยารักษาพวกนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขส่วนลดด้วยเหรอ?" หลีอางถามขึ้นในขณะที่กำลังจะจ่ายเงิน
"ส่วนลดครอบคลุมแค่ค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ เท่านั้นครับ ส่วนโอสถหรือของวิเศษล้ำค่าพวกนี้เป็นของที่มาจากร้านยาข้างนอก สนามประลองแค่รับมาขายต่อให้เท่านั้นเลยไม่สามารถลดราคาได้ครับ" อีกฝ่ายตอบด้วยท่าทางเกร็งๆ เพราะกลัวหลีอางจะหาเรื่อง
หลีอางเองก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าลาภลอยแบบนี้คงไม่มีทางครอบคลุมไปถึงทุกอย่างหรอก
เธอแค่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อยเท่านั้นเอง
พอมองเห็นท่าทางหวาดระแวงของอีกฝ่าย หลีอางก็จ่ายเงินไปตามปกติก่อนจะแสร้งถามขึ้นมาลอยๆ "นายเคยเจอพวกคนที่อยู่ในทำเนียบอันดับบ้างไหม?"
"แน่นอนครับ" ศิษย์น้องคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังแค่ระดับฝึกปราณช่วงต้นเท่านั้น เขายังคงมีท่าทางที่ดูไร้เดียงสาและพูดด้วยความคิดถึง "ถ้ายอดฝีมือในทำเนียบมาปรากฏตัวที่นี่ สนามประลองหมื่นวิบัติจะช่วยประกาศชื่อเสียงให้ด้วยครับ แต่ว่า... พวกอันดับต้นๆ เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มาที่นี่กันแล้วล่ะ"
"แล้วทำเนียบพวกนี้ไม่มีการอัปเดตเหรอ?" หลีอางถามต่อ
"ทำเนียบจะบันทึกคะแนนสะสมเฉพาะในช่วงหนึ่งร้อยปีล่าสุดเท่านั้นครับ" ศิษย์น้องตอบอย่างว่าง่าย
"อ้าว... แล้วถ้าคนพวกนั้นไม่มาที่นี่ แล้วพวกเขาจะหาคะแนนสูงๆ มาจากไหนกันล่ะ?" หลีอางสงสัย "หรือว่าพวกเขาจะเป็นมือปราบรับจ้างกันหมด?"
"ใช่ครับ" ศิษย์น้องพยักหน้า
"ต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นมือปราบรับจ้างล่ะ?" หลีอางถามเข้าประเด็นทันที
ศิษย์น้องตอบแบบไม่ต้องคิด "ต้องมีคะแนนสะสมครบหนึ่งพันแต้มครับ"
หลีอางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หนึ่งพันแต้ม... สำหรับเธอในตอนนี้มันช่างดูห่างไกลเหลือเกิน เธอเพิ่งจะมีแค่สองแต้มเองนะ...
แถมถ้าเกิดรอบหน้าเธอโชคร้ายไปสุ่มเจอสัตว์อสูรระดับสามหรือระดับสี่เข้า คะแนนของเธอคงได้ติดลบแหงๆ
"นักพรตอย่างฉันเนี่ย ท่าทางจะแจ้งเกิดในสนามประลองสัตว์อสูรได้ยากใช่ไหมล่ะ?" หลีอางครุ่นคิดกับตัวเองและเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น
ช่องว่างระหว่างสัตว์อสูรแต่ละระดับมันกว้างเกินไป การจะได้คะแนนเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ ดังนั้นสนามประลองสัตว์อสูรจึงไม่เหมาะสำหรับการปั๊มคะแนน แต่มันเหมาะสำหรับการเข้ามาศึกษาลักษณะเด่นและความสามารถของอสูรแต่ละชนิดมากกว่า เพื่อที่เวลาไปออกตะลุยโลกกว้างในภายหลังจะได้เอาตัวรอดได้
หากอยากจะสะสมคะแนนจริงๆ คงต้องพึ่งพาการประลองระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกันเท่านั้น
เพราะสนามประลองจะมีการควบคุมระดับพลังไม่ให้เหลื่อมล้ำกันเกินไปจนเป็นการรังแกกัน
ศิษย์น้องคนนั้นคิดว่าหลีอางแค่บ่นกับตัวเองเลยทำเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ
"ท่านยังจะลงชื่อต่อไหมครับ? ห้องพักนี้อนุญาตให้อยู่ได้ไม่นานนะ หากผ่านไปเกินสองชั่วโมงแล้วยังไม่เริ่มรอบใหม่ ก็ต้องขอเชิญออกไปครับ" ศิษย์น้องอธิบายอย่างจริงจัง "แต่ถ้าท่านอยากจะฝึกบำเพ็ญเพียรไปด้วยและรอประลองไปด้วย ท่านสามารถเช่าค่ายกลรวมปราณได้นะครับ"
"ราคาเท่าไหร่?" หลีอางถามทันที
"ท่านต้องเตรียมหินลมปราณสำหรับเปิดการใช้งานค่ายกลมาเองนะครับ เราคิดเพียงแค่ค่าเช่าสถานที่และค่าเช่าค่ายกลเท่านั้น ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามระดับของค่ายกลครับ"
"เอาแบบธรรมดาก็พอ" ตอนนี้หลีอางไม่ได้รวยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เลยไม่กล้าฝันหวานอะไรมาก
ค่ายกลระดับสูงแม้จะช่วยให้ฝึกเร็วขึ้นแต่ก็ผลาญหินลมปราณมหาศาลเกินไป
ตอนนี้เธอเหลือหินลมปราณระดับกลางอยู่แค่ประมาณสามร้อยห้าสิบก้อน แถมยังต้องเก็บไว้อีกแปดสิบก้อนเพื่อจ่ายค่ากระดาษยันต์ที่ค้างไว้ด้วย
"ค่ายกลรวมปราณแบบธรรมดา วันละห้าร้อยหินลมปราณระดับต่ำครับ..." ศิษย์น้องตอบอย่างนอบน้อม
หลีอางขมวดคิ้ว "ในเมื่อค่ายกลนี่เป็นสมบัติของสนามประลองเอง งั้นส่วนลดของฉัน..."
"..." ศิษย์น้องคนนั้นถึงกับสตั๊นไปทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "เอ่อ... เรื่องนี้ผมต้องขอดูป้ายคำสั่งของท่านอีกครั้งครับ"
หลีอางยื่นป้ายให้เขาตรวจสอบทันที อีกฝ่ายใช้พลังปราณสำรวจอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าปั้นยาก แต่หลังจากกลั้นใจอยู่นานเขาก็พยักหน้ายอมรับ "ท่านจ่ายเพียงวันละหนึ่งร้อยห้าสิบก้อนก็พอครับ"
ดวงตาของหลีอางเป็นประกายขึ้นมาทันที
แต่พอเห็นท่าทางผิดหวังของอีกฝ่าย เธอก็เดาได้ทันทีว่าศิษย์น้องคนนี้น่าจะได้ส่วนแบ่งจากการที่แขกมาใช้บริการ...
"นายชื่ออะไรเหรอ?" หลีอางถาม
"ผมชื่อฉีสิบสามครับ" อีกฝ่ายฝืนยิ้มตอบ
หลีอางหยิบหินลมปราณออกมาหนึ่งร้อยก้อนแล้วยื่นให้เขาอย่างใจปล้ำ "น้องชายฉี ฉันเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยไม่ค่อยรู้เรื่องราวในสนามประลองเท่าไหร่ บางทีอาจจะพลาดเรื่องสำคัญๆ ไปบ้าง วันข้างหน้าคงต้องรบกวนนายช่วยแนะนำฉันหน่อยนะ"
การยื่นถุงหินลมปราณให้แบบนี้คือการแสดงจุดยืนของเธอ
เธอจะถอนขนแกะจากสนามประลองเท่านั้น และยิ่งเธอถอนขนแกะได้มากเท่าไหร่ หินลมปราณที่หลุดลอดจากง่ามนิ้วเธอไปถึงมือเขาก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
[จบแล้ว]