- หน้าแรก
- ศิษย์น้องเล็ก เธอไร้เทียมทานแล้ว เตรียมตัวโบยบินสู่แดนเซียนเถอะ
- บทที่ 38 - เจ้าแม่โรงงานยันต์
บทที่ 38 - เจ้าแม่โรงงานยันต์
บทที่ 38 - เจ้าแม่โรงงานยันต์
บทที่ 38 - เจ้าแม่โรงงานยันต์
หลีอางใช้สัมผัสจิตสำรวจดูในแหวนมิติ
จากนั้นนางก็ตอบไปตามความจริง "เหลืออยู่แค่สองร้อยกว่าแผ่นเอง คราวนี้ข้าออกไปข้างนอกไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ได้ยินว่าวัสดุข้างนอกสำนักราคาแพงเลยอยากตุนไว้เยอะๆ เพื่อกันเหนียวไว้น่ะ"
กระดาษยันต์เปล่าที่อู๋ฮุ่ยขายราคาแผ่นละสิบหินลมปราณ ถ้าซื้อเยอะยังพอมีส่วนลดให้บ้าง
แต่พอเป็นยันต์ที่นางวาดสำเร็จแล้ว ราคามันคนละเรื่องเลย!
เพราะการวาดอักขระยันต์มีโอกาสล้มเหลว ยิ่งยันต์ระดับสูงโอกาสพลาดก็ยิ่งเยอะ
ยันต์พื้นฐานอย่างยันต์คืนวสันต์หรือยันต์สงบใจพวกนี้วาดค่อนข้างง่าย ราคาจะอยู่ที่ยันต์ละยี่สิบถึงสามสิบหินลมปราณ ยันต์ประเภทเคลื่อนที่หรือป้องกันราคาก็จะขยับขึ้นมาเป็นสี่สิบถึงห้าสิบหินลมปราณ ส่วนยันต์ที่แพงที่สุดคือประเภทโจมตี ซึ่งแผ่นหนึ่งสามารถขายได้ถึงเจ็ดสิบถึงแปดสิบหินลมปราณเลยทีเดียว
สำหรับหลีอางแล้ว นี่คือกำไรมหาศาลชัดๆ
เพราะอัตราความสำเร็จของนางสูงมาก
นอกจากตอนที่หลางหวนแอบมาป่วนหรือนางใจลอยเพราะเรื่องอื่นเท่านั้นถึงจะวาดพลาด
ตอนนี้หลีอางมีกำไลยันต์ที่วาดเสร็จแล้วอยู่เพียบแต่นางยังไม่รีบร้อนขาย และการจะเอามาขายทีละเยอะๆ ในสำนักมันก็ดูจะเป็นที่สะดุดตาเกินไปหน่อย
"ตอนนี้ข้ามีของพร้อมส่งแค่ห้าพันแผ่น ถ้าเจ้ารอได้อีกสิบวันข้าจะส่งของให้ครบตามจำนวน เจ้าตกลงไหม?" ท่าทางของอู๋ฮุ่ยดูจริงจังขึ้นมาทันที
หลีอางคือลูกค้ารายใหญ่ของเขาจริงๆ
กระดาษยันต์พวกนี้เขาไปรับซื้อวัตถุดิบจากพืชวิญญาณต่างๆ มาทำเอง เขามีลูกค้าประจำอยู่บ้างแต่ความต้องการก็ไม่ได้สูงนัก ปีหนึ่งยังขายได้ไม่ถึงหมื่นแผ่นเลยด้วยซ้ำ
อย่างแรกคือเขาทำได้แค่กระดาษยันต์ระดับต่ำ ซึ่งมีแต่พวกผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณเท่านั้นที่มาซื้อ และพวกฝึกปราณน่ะ... ส่วนใหญ่จนจะตาย
แผ่นละสิบหินลมปราณฟังดูเหมือนจะไม่เยอะ
แต่ถ้าอยากเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการวาดก็ต้องใช้กระดาษยันต์ลงทุนจำนวนมหาศาลใช่ไหมล่ะ?
ใครจะไปทำใจจ่ายไหว!
ทุกคนต่างก็ต้องเก็บหอมรอมริบหินลมปราณมาซื้อทีละนิดทีละหน่อยทั้งนั้น
แถมที่ยอดเขาตันหยางยังมีพวกขายโอสถขายยันต์เต็มไปหมด คนทำกระดาษเป็นก็มีเยอะ การแข่งขันมันสูงมากจริงๆ
อู๋ฮุ่ยเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาเพราะกลัวปลาใหญ่จะหลุดมือไป
เขารออยู่ครู่หนึ่งจนหลีอางตอบกลับมา "งั้นอีกสิบวันแล้วกัน ถ้าเกินกำหนดข้าไม่เอานะ"
"ได้เลย! เจ้าวางใจได้เลย ถ้ารอบนี้ข้าทำพลาดข้าก็คงเสียชื่อที่อยู่ในยอดเขาตันหยางมาหลายปีแล้วล่ะ!" อู๋ฮุ่ยตะโกนตอบกลับมาอย่างร่าเริง "ศิษย์น้องหญิงสายเปย์สมคำร่ำลือจริงๆ!"
"..." หลีอางถึงกับพูดไม่ออก
ก็แค่ทำธุรกิจซื้อขายกันปกติเองนะ!
ฉายาสายเปย์อะไรนั่น ฟังดูแล้วเหมือนคนดวงกุดยังไงก็ไม่รู้!
หลีอางตัดการติดต่อทันที แต่ผ่านไปไม่นานก็มีคนเอาของมาส่งให้ถึงที่ เป็นกระดาษยันต์ครึ่งหนึ่งที่นางสั่งไว้ หลีอางลองถามดูถึงได้รู้ว่าอู๋ฮุ่ยกำลังวุ่นอยู่กับการปั่นงาน ช่วงนี้เลยไม่รับงานจากคนอื่นเลย
กระดาษยันต์หนึ่งหมื่นแผ่นก็เท่ากับหนึ่งแสนหินลมปราณระดับต่ำ ถ้าแลกเป็นหินลมปราณระดับกลางก็แค่หนึ่งร้อยก้อนเท่านั้นเอง
ถ้าหลีอางไม่ได้เงินค่าชดเชยจากเจ้าเขาเซียวมา นางก็คงไม่สามารถใช้เงินมือเติบขนาดนี้ได้
การแลกเปลี่ยนทั่วไปในหมู่ศิษย์มักจะใช้หินลมปราณระดับต่ำเป็นหลัก
ถ้าเทียบกับโลกก่อนที่หลีอางจะข้ามมิติมา การที่คนธรรมดาจู่ๆ ได้รับคำสั่งซื้อใหญ่มูลค่าเป็นแสนก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา
หลังจากได้กระดาษยันต์เปล่ามาแล้ว หลีอางก็แขวนป้าย "ปิดด่าน" ไว้หน้าห้องทันทีเพื่อไม่ให้ใครมารบกวน
ข้างนอกสำนักมันอันตรายเกินไป มีแค่ยันต์จำนวนมากเท่านั้นที่จะทำให้นางรู้สึกอุ่นใจได้
ในหนึ่งวันที่มีสิบสองชั่วยาม หลีอางใช้เวลาเกือบสิบชั่วยามไปกับการวาดอักขระยันต์ นางเตรียมยันต์อิงอาศัยและยันต์ระเบิดพลังปราณไว้มากที่สุด นอกจากนี้ยันต์ระดับต่ำอย่างยันต์เบากาย ยันต์คืนวสันต์ ยันต์สงบใจ และยันต์ฟื้นพลังก็ขาดไม่ได้เช่นกัน
ด้วยการฝึกฝนทุกวันแบบหามรุ่งหามค่ำ ต่อให้หลับตานางก็สามารถวาดอักขระยันต์ระดับต่ำเหล่านี้ออกมาได้แล้ว
และนางก็สัมผัสได้ว่า พลังของยันต์ที่นางวาดออกมานั้นมีความเข้มข้นจนเกือบจะถึงขีดจำกัดที่ตัวกระดาษจะรับไหวแล้ว
การวาดอักขระยันต์ทุกวันยังเป็นการฝึกการปล่อยพลังปราณอย่างหนักหน่วงอีกด้วย
ในสภาวะปกติมันยากที่จะผลิตยันต์ออกมาได้เยอะขนาดนี้ แต่หลังจากที่เส้นลมปราณของหลีอางขยายใหญ่ขึ้น ความเร็วในการดูดซับพลังปราณได้เองก็เพิ่มขึ้นมาก นานๆ ทีถึงจะต้องใช้โอสถช่วยเสริมพลังบ้าง
พอนึกๆ ดูแล้ว ตอนที่อยู่ในแดนลับ...
การที่นางเลื่อนระดับขึ้นมาได้ถึงสองขั้นทั้งที่อยู่นอกค่ายกลรวมปราณ ก็น่าจะเป็นเพราะร่างกายของนางมีการสนับสนุนที่ดีแบบนี้ด้วยนั่นเอง
สิบวันต่อมา อู๋ฮุ่ยก็ส่งกระดาษยันต์ส่วนที่เหลือมาให้ตามนัด
"ช่วงนี้ข้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะเนี่ย! พองานของเจ้าจบข้าคงต้องพักสักสามสิบวันถึงจะฟื้นตัวไหว!" อู๋ฮุ่ยบ่นออกมาด้วยความเหนื่อยยาก
หลีอางรู้สึกประหลาดใจ "แค่ไม่นอนสิบวันเอง ท่านก็แค่บำเพ็ญเพียรแทนการนอนสิ พลังกายก็น่าจะกลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ?"
นางเองก็ทำแบบนั้นมาตลอด
ในแต่ละวันที่มีเวลาเหลือสองชั่วยาม นางจะแบ่งเวลาครึ่งหนึ่งไปเล่นกับหลางหวน และอีกครึ่งหนึ่งใช้บำเพ็ญเพียรเพื่อฟื้นฟูจิตใจ
"..." อู๋ฮุ่ยจ้องนางด้วยความตกตะลึง "การนอนคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตนะ จะเอาการบำเพ็ญเพียรมาเทียบได้ยังไง? แล้วเจ้าไม่เคยได้ยินเหรอ? ถ้าจิตใจเคร่งเครียดติดต่อกันนานเกินไป ในอนาคตจะเสี่ยงต่อการที่พลังปราณคุมไม่ได้จนตัวระเบิดตายเอานะ!"
อู๋ฮุ่ยอยากจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์น้องที่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภคนนี้ไว้ จึงเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า "การหาความสุขใส่ตัวบ้างไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ มันจะช่วยให้จิตใจเรากว้างขวางขึ้น แต่ถ้าขยันเกินเหตุจนเกินไปมันจะกลายเป็นความยึดติด ซึ่งความยึดติดนี่ยิ่งนานวันเข้ามันจะยิ่งฝังรากลึก และยิ่งลึกก็ยิ่งทำให้เราทุกข์ทรมาน!"
"เจ้าไม่ได้เรียนวิชาบุคคลและเหตุการณ์สำคัญเหรอ? เคยมีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งขยันเกินไป พอถึงระดับหยวนอิงแล้ว ฝึกวิชาทุกวันแต่ระดับพลังกลับไม่ก้าวหน้าเลย สุดท้ายโกรธจนธาตุไฟเข้าแทรกแล้วตัวระเบิดตายไปเลยนะ!"
"..." หลีอางมุมปากกระตุกเบาๆ นางรู้สึกว่าเขาพูดเกินจริงไปหน่อยนะ
นางก็แค่ขยันขึ้นมานิดนึงเอง แต่จะให้... โกรธจนตัวเองตายน่ะเหรอ? ไม่มีทางเด็ดขาด!
"ถ้าท่านพูดแบบนั้น... งั้นสั่งงานครั้งหน้าของข้า ศิษย์พี่คงจะรับไม่ไหวแล้วสินะ?" หลีอางขมวดคิ้วถามด้วยความเสียดายเล็กน้อย
"ห๊ะ?" อู๋ฮุ่ยสตั๊นไปสามวิ "ครั้งหน้าเหรอ? เมื่อไหร่ล่ะ ไหนว่าเจ้าจะออกไปข้างนอกไม่ใช่เหรอ?"
"หลังจากข้ากลับมา ข้ากะว่าจะสั่งเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นแผ่นน่ะ" หลีอางพูดออกมาอย่างไม่ลังเล
การออกไปข้างนอกครั้งนี้ นางกะว่าจะเอายันต์ที่วาดเสร็จแล้วส่วนหนึ่งไปขายเพื่อที่หินลมปราณจะได้ไม่ขาดมือตอนไปหาซื้อของมาตุนเพิ่ม
ส่วนเรื่องความสุขที่เขาว่ามา...
หลีอางมีความเห็นต่างออกไปนิดหน่อย
ตอนวาดอักขระยันต์นางรู้สึกมีความสุขดีออก แถมยังมีหลางหวนอยู่ข้างๆ ตลอดไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรเลย ส่วนเรื่องระดับพลังจะขึ้นช้าหรือเร็วนางก็ไม่ได้กดดันตัวเอง แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
ถ้าจะบอกว่านางยึดติดกับการบำเพ็ญเพียร สู้บอกว่านาง "กลัวตาย" จะดูสมเหตุสมผลกว่าเยอะ
"เอ่อ... คือว่าข้ามันก็แค่ผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสามธาตุเอง จะไปเข้าใจมรรคาการบำเพ็ญเพียรอะไรกันเล่า! ข้าว่าคนเราน่ะต้องขยันเข้าไว้ถึงจะถูก! ดังนั้นศิษย์น้องหลีอาง งานนี้ข้ายังรับต่อได้เสมอนะ! เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าเลยนะจ๊ะ?" จู่ๆ อู๋ฮุ่ยก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นพ่อค้าหน้าเลือดทันที
ศิษย์ในสำนักที่ขายของมีตั้งเยอะแยะ แต่จากที่หลีอางติดต่อกับอู๋ฮุ่ยมาหลายครั้งนางพบว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ทีเดียว
กระดาษยันต์เปล่าที่เขาขายให้นางไม่มีแผ่นไหนเลยที่ใช้งานไม่ได้ แถมปกติเขายังแถมมาให้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ด้วย
ดังนั้นถ้าไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ นางก็ไม่อยากจะเปลี่ยน "แหล่งเสบียง" หรอก
หลีอางยังใจดีจ่ายค่ามัดจำเป็นหินลมปราณไปจำนวนหนึ่งด้วย
อู๋ฮุ่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกลับมามีพลังอีกครั้ง!
ศิษย์น้องคนนี้เมื่อก่อนเอาของไปแจกจ่ายให้คนอื่นตั้งเยอะแยะ แต่อู๋ฮุ่ยคนนี้ไม่ใช่พวกชอบฉวยโอกาสพรรค์นั้นหรอก ดังนั้นพอได้หินลมปราณจากนางมา เขาก็ตั้งใจว่าจะต้องทำงานออกมาให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ต่างจากพวกศิษย์นิสัยเสียที่คอยรังแกศิษย์น้องคนนี้!
อู๋ฮุ่ยเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
การหาหินลมปราณได้เยอะขนาดนี้ เพียงพอที่จะให้เขาไปเช่าสถานที่ฝึกตนระดับเทพในสำนักและใช้ค่ายกลรวมปราณบำเพ็ญเพียรไปได้อีกนานเลยทีเดียว!
[จบแล้ว]