- หน้าแรก
- ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา หาใช่ปรมาจารย์ไม่
- บทที่ 9: ภาคภูมิใจที่ได้กินเศษขยะของท่านปรมาจารย์
บทที่ 9: ภาคภูมิใจที่ได้กินเศษขยะของท่านปรมาจารย์
บทที่ 9: ภาคภูมิใจที่ได้กินเศษขยะของท่านปรมาจารย์
บทที่ 9: ภาคภูมิใจที่ได้กินเศษขยะของท่านปรมาจารย์
"คุณชายเฉิน เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว พวกเราขอตัวกลับก่อนนะขอรับ!"
เย่จิงหงรู้สึกว่าวันนี้ตนได้ทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ให้แก่ท่านปรมาจารย์แล้ว เท่านี้ก็เพียงพอ
แม้เขาจะอยากเกาะต้นขาทองคำประจบยอดคนผู้นี้ใจจะขาด แต่การทำอะไรที่เกินงามอาจส่งผลเสียได้ เขาจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป
"ตกลง ข้าจะเดินไปส่งพวกท่าน!"
เฉินฝานไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะต้อนรับแขกต่อแล้ว
หลังจากออกจากห้องโถงและเดินเข้ามาในสวน เย่จิงหงมองไปที่ถังขยะและรู้สึกว่าก้าวขาไม่ออก
"ผู้เฒ่าเยี่ย ท่านกำลังมองอะไรอยู่หรือ?" เฉินฝานเอ่ยถาม
"เอ่อ... คุณชายเฉิน ของในถังขยะนั่น ท่านยังต้องการใช้อยู่อีกหรือไม่ขอรับ?" เย่จิงหงเอ่ยถามอย่างเก้อเขิน
"เอ่อ..." เฉินฝานถึงกับชะงัก
ของในถังขยะน่ะหรือ? ย่อมต้องเป็นกระดูกเนื้อที่เหลือจากการแทะของเขา เสี่ยวไป๋ และเสี่ยวเฮย
ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นว่าฐานะทางบ้านของเย่จิงหงนั้นดูธรรมดา ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าจะยากจนข้นแค้นถึงขั้นอยากได้แม้กระทั่งเศษกระดูกที่เขากินเหลือ
เขาคงจะนำมันกลับไปให้สัตว์เลี้ยงที่บ้านกินเป็นแน่!
ดูเหมือนว่าการหาเงินสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรของเย่ชิงอู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การบำเพ็ญเพียรต้องผลาญสมบัติฟ้าดินไปอย่างมหาศาล และจำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก
สำหรับปุถุชนคนธรรมดา การมีผู้ฝึกยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวย่อมถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ ทว่าการสนับสนุนให้ผู้ฝึกยุทธ์บำเพ็ญเพียรนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
"ผู้เฒ่าเยี่ยยอมลดศักดิ์ศรีลงมาขอเศษกระดูก เพียงเพื่อนำไปสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรของบุตรสาว หัวอกคนเป็นพ่อแม่ช่างน่าเวทนานัก!" เฉินฝานลอบถอนหายใจ
เขาไม่ได้เปิดโปงความขัดสนของเย่จิงหง แต่กลับยิ้มและกล่าวว่า "ผู้เฒ่าเยี่ย ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว เอาล่ะ งั้นท่านช่วยนำมันไปทิ้งให้ข้าทีก็แล้วกัน! รบกวนท่านแล้ว!"
"ได้เลยขอรับ! ไม่รบกวนเลยสักนิด ไม่รบกวนเลย!"
เย่จิงหงซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ ไปที่ถังขยะ ส่วนเย่ชิงอู่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางรีบวิ่งเข้าไปช่วยบิดา
"แม้จะเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ แต่นางก็ไม่ลืมกำพืดของตน ยอมช่วยบิดาเก็บถุงขยะ ไม่เลวๆ! ผู้เฒ่าเยี่ยสั่งสอนลูกมาได้ดีทีเดียว!" เฉินฝานมองภาพนั้นด้วยความชื่นชม
หลังจากเดินมาส่งสองพ่อลูกที่ด้านนอก พวกเขากลับไม่ยอมเหาะเหิน แต่เลือกที่จะเดินเท้าแทน
เฉินฝานมองตามแผ่นหลังของทั้งสองแล้วก็อดขำไม่ได้
คงเป็นเพราะเย่จิงหงที่เป็นเพียงปุถุชน ไม่กล้าให้บุตรสาวพาเหาะขึ้นไปบนฟ้าอีก จึงดึงดันที่จะเดินไปเอง
ช่างเป็นตาเฒ่าหัวรั้นที่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเสียจริง
เฉินฝานรอจนกระทั่งพวกเขาเดินลับสายตาไป จึงหมุนตัวกลับเข้าบ้าน
หลังจากสองพ่อลูกเดินห่างออกมาจากภูเขาไร้นาม ในที่สุดพวกเขาก็ระเบิดความเร็วและเหาะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
พวกเขาเหาะข้ามภูเขาลูกใหญ่ติดต่อกันถึงเจ็ดลูก ก่อนจะหยุดลงบนยอดเขาแห่งหนึ่ง และแทบจะรอไม่ไหวที่จะเปิดถุงขยะเพื่อควานหาไม้จิ้มฟันอันนั้น
วินาทีที่ถุงขยะถูกเปิดออก คลื่นพลังงานอันมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากข้างใน รุนแรงเสียจนแทบจะซัดร่างของสองพ่อลูกให้ปลิวละลิ่ว
ตอนนั้นเองที่สองพ่อลูกเพิ่งตระหนักได้ว่า แม้แต่ถุงขยะก็ยังไม่ใช่สิ่งของธรรมดา อย่างน้อยๆ มันก็เป็นถึงของวิเศษระดับอาวุธเวท!
"สมกับเป็นยอดฝีมือจากโลกมนุษย์ ขนาดถุงขยะยังเป็นถึงอาวุธเวท!"
สองพ่อลูกต่างตกตะลึงพรึงเพริด
"ท่านพ่อ ไม้จิ้มฟันเจ้าค่ะ!"
เย่ชิงอู่มองเห็นไม้จิ้มฟันอยู่ภายในถุงขยะ และในเวลานั้น มันยังคงมีคราบหินปูนของเฉินฝานติดอยู่
"อย่าเพิ่งวู่วาม ไม้จิ้มฟันอันนี้คืออาวุธวิเศษระดับปราณขั้นสูง ส่วนคราบหินปูนนั่นก็เป็นของท่านปรมาจารย์ ใครจะรู้ว่ามันแฝงพลังงานที่แข็งแกร่งไว้มากเพียงใด? หากเจ้าไปสัมผัสซี้ซั้ว อาจจะถูกพลังสะท้อนกลับจนได้รับบาดเจ็บได้!" เย่จิงหงเอ่ยเตือน
สีหน้าของเย่ชิงอู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรีบชักมือหยกกลับมาทันที
เย่จิงหงพินิจพิเคราะห์ไม้จิ้มฟันอย่างระมัดระวังอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตราย เขาจึงค่อยๆ หยิบมันออกมา
เมื่อถือไม้จิ้มฟันไว้ในมือ มันดูไม่ต่างอะไรจากไม้จิ้มฟันธรรมดาๆ ทั่วไปเลย
ทว่าลวดลายแห่งเต๋าที่แผ่ซ่านออกมานั้นเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
หากกระตุ้นพลังของมันออกมาจนถึงขีดสุด ไม้จิ้มฟันอันนี้ย่อมสามารถทลายภูเขาลูกใหญ่ให้แหลกเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดายแน่นอน
"ท่านพ่อ พวกเราเช็ดคราบหินปูนนี่ออกเถอะเจ้าค่ะ!" เย่ชิงอู่หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาส่งให้เย่จิงหง
"เหลวไหล!" เย่จิงหงถลึงตาใส่พร้อมกับดุว่า "เจ้าคิดว่าท่านปรมาจารย์ไม่รู้จุดประสงค์ในการนำถุงขยะออกมาของพวกเราหรือ? เจ้าคิดว่าเพียงเพราะพวกเราอยู่ห่างจากภูเขาไร้นามแล้ว ท่านปรมาจารย์จะไม่รู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่หรืออย่างไร? หากเจ้าเช็ดคราบหินปูนออก นั่นจะไม่ทำให้ท่านปรมาจารย์คิดว่าพวกเรารังเกียจท่านหรอกหรือ? ทำเช่นนั้นมิใช่การรนหาที่ตายหรืออย่างไร?"
ร่างแน่งน้อยของเย่ชิงอู่สั่นสะท้าน นางรีบเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับไปและกล่าวว่า "ที่ท่านพ่ออบรมสั่งสอนนั้นถูกต้องแล้ว เป็นข้าที่คิดน้อยไปเองเจ้าค่ะ!"
เมื่อเห็นท่าทียอมรับผิดอย่างจริงใจของเย่ชิงอู่ สีหน้าของเย่จิงหงก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวว่า "เสี่ยวอู่ เจ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าวิถีของท่านปรมาจารย์นั้นทวนกระแสสวรรค์ ในวันข้างหน้า ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ต่อหน้าท่านปรมาจารย์หรือไม่ เจ้าก็ต้องมีความยำเกรงต่อท่านปรมาจารย์จากก้นบึ้งของหัวใจ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกเราถึงจะได้รับการยอมรับจากท่าน และมีโอกาสเกาะต้นขาทองคำของท่านปรมาจารย์ได้"
เย่ชิงอู่พยักหน้ารับ จดจำบทเรียนนี้ไว้ในใจ
"เสี่ยวอู่ เจ้าลองดูสิว่าในถุงขยะยังมีของวิเศษอย่างอื่นอยู่อีกหรือไม่" เย่จิงหงประคองไม้จิ้มฟันด้วยสองมือ จ้องมองมันเขม็งด้วยเลือดในกายที่เดือดพล่าน
"ที่เหลือมีแต่เศษกระดูกเนื้อเจ้าค่ะ น่าจะเป็นกระดูกของอินทรีดำ หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์แห่งสำนักร้อยอสูร ทว่ากระดูกพวกนี้ดูแปลกไปสักหน่อย ตามหลักแล้ว ท่านปรมาจารย์ทานเสร็จไปตั้งนานแล้ว กระดูกพวกนี้ควรจะเย็นชืด ทว่ามันกลับยังมีควันลอยกรุ่น และมีคลื่นพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งผันผวนอยู่ แถมยังมี... กลิ่นหอมด้วยเจ้าค่ะ!" ดวงตากลมโตเป็นประกายของเย่ชิงอู่เบิกกว้าง นางมองเศษกระดูกในถุงขยะอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เย่จิงหงเก็บไม้จิ้มฟันอย่างระมัดระวัง และชะโงกหน้ามองเข้าไปในถุงขยะด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อได้เห็น เขาก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ
สีเหลืองทองโปร่งแสง กลิ่นหอมหวนชวนหิว พลังวิญญาณพลุ่งพล่าน และมีลวดลายแห่งเต๋าส่องประกายระยิบระยับ
"เจ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็นเพียงกระดูกของอินทรีดำที่มีระดับบำเพ็ญเพียรอยู่เพียงขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นปลาย?" เย่จิงหงเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง
"ไม่น่าจะผิดพลาดนะเจ้าคะ!" เย่ชิงอู่ตอบ
"จุ๊ๆๆ สมกับเป็นปรมาจารย์ผู้มีวิถีทวนกระแสสวรรค์ สัตว์อสูรธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง กลับถูกท่านปรมาจารย์เสกสรรให้กลายเป็นอาหารเลิศรสไร้เทียมทานไปเสียได้!"
เย่จิงหงน้ำลายไหลยืดออกมาอย่างเปิดเผย
เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไป คว้ากระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นมาและเริ่มแทะกินทันที
"ท่านพ่อ นี่มันเศษขยะที่ท่านปรมาจารย์ทิ้งแล้วนะเจ้าคะ..." เย่ชิงอู่ถึงกับอ้าปากค้าง
"เป็นขยะที่ท่านปรมาจารย์ทิ้งแล้วมันทำไมเล่า? การได้กินขยะที่ท่านปรมาจารย์ทิ้ง ถือเป็นวาสนาที่สั่งสมมาถึงแปดชาติเชียวนะ คนอื่นต่อให้อยากกินแค่ไหนก็ไม่มีปัญญากินหรอก!"
เย่จิงหงแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เพียงแต่กินเศษเนื้อที่ติดกระดูกจนสะอาดเกลี้ยงเกลา ทว่าเขายังเคี้ยวกลืนตัวกระดูกเข้าไปด้วย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เย่ชิงอู่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันเป็นเพียงเศษขยะที่เหลือจากการกินของคนอื่น นางก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาเล็กน้อย
"เจ้าไม่กินหรือ?" เย่จิงหงหันไปถามเย่ชิงอู่
เย่ชิงอู่ส่ายหน้าปฏิเสธ
เย่จิงหงถลึงตาใส่เย่ชิงอู่ ดึงถุงขยะมาไว้ตรงหน้า ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น แล้วเริ่มสวาปามอย่างตะกละตะกลาม
ผ่านไปไม่นาน กระดูกเนื้อทั้งถุงขยะก็ถูกเย่จิงหงสวาปามจนหมดเกลี้ยง
เย่จิงหงตบพุงที่ยื่นป่องของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ
"สดชื่น! สดชื่นเกินไปแล้ว! ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารที่เอร็ดอร่อยปานนี้มาก่อนเลย!"
สิ้นคำกล่าว ตูม! กลิ่นอายบนร่างของเย่จิงหงก็พลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
ทะลวงระดับแล้ว! ขอบเขตจิตยุทธ์ขั้นต้น!
"ข้า... ข้าทะลวงระดับได้จริงๆ งั้นหรือ?" เย่จิงหงถึงกับตกตะลึง
จากนั้นเขาก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น รีบคุกเข่าหันไปทางภูเขาไร้นามและโขกศีรษะคำนับด้วยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา
"ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์ที่เมตตาช่วยเหลือ! พระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ เย่จิงหงจะจดจำสลักลึกไว้ในใจและจะไม่มีวันลืมเลือน!"
ขอบเขตแห่งวิถียุทธ์แบ่งจากต่ำไปสูงได้แก่ ขอบเขตหยวนยุทธ์, ยุทธ์แท้จริง, ยุทธ์ลึกล้ำ, วิญญาณยุทธ์, จิตยุทธ์, มังกรยุทธ์ และสวรรค์ยุทธ์ แต่ละขอบเขตใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็นสี่ขั้นเล็ก ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย และขั้นสูงสุด
เย่จิงหงติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงสุดมานานถึงสามสิบปี และชาตินี้ทั้งชาติคงเป็นเรื่องยากที่เขาจะก้าวหน้าไปอีกขั้นเพื่อบรรลุขอบเขตจิตยุทธ์ขั้นต้นได้
ทว่าวันนี้ หลังจากได้อิ่มหนำสำราญกับเศษกระดูกเนื้อ เขากลับสามารถทะลวงระดับได้โดยตรง
เมื่อระดับบำเพ็ญเพียรเพิ่มสูงขึ้น อายุขัยของเขาก็จะเพิ่มพูนตามไปด้วย และวันข้างหน้าย่อมมีหนทางความเป็นไปได้อีกนับไม่ถ้วน
เฉินฝานแทบจะชุบชีวิตใหม่ให้แก่เขาเลยทีเดียว
เย่ชิงอู่รู้สึกเสียใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา หากนางยอมกินด้วย นางจะทะลวงระดับได้เหมือนกันหรือไม่?
สิ่งที่นางรู้สึกเสียดายมากที่สุดคือการที่ก่อนหน้านี้เฉินฝานได้เอ่ยปากชวนนางให้อยู่ร่วมทานมื้อค่ำแล้วแท้ๆ
แต่นางกลับปฏิเสธและเดินจากมา!
รู้อย่างนี้ ต่อให้ยุ่งแค่ไหน นางก็ควรจะอยู่กินสักคำสองคำ
ขนาดแค่เศษกระดูกเนื้อที่กินเหลือยังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แล้วเนื้อย่างร้อนๆ จะทรงพลังมากมายขนาดไหนกันล่ะ?
เย่ชิงอู่ไม่อาจห้ามหยดน้ำลายใสๆ ไม่ให้ไหลรินออกจากมุมปากได้เลย