- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 46 : ความตายทางสังคม
ตอนที่ 46 : ความตายทางสังคม
ตอนที่ 46 : ความตายทางสังคม
ตอนที่ 46 : ความตายทางสังคม
ไป่อี้หยุนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของฉู่หลิง เธอจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง และเตรียมจะม้วนเก็บเสื่อโยคะ
หลังจากม้วนเสื่อโยคะเรียบร้อยแล้ว ไป่อี้หยุนก็จัดระเบียบเส้นผมที่หลุดรุ่ยของเธอ พลางหันไปถามฉู่หลิงว่า “คุณฉู่คะ ฉันจะไปทำมื้อเช้าให้นะคะ ปกติมื้อเช้าคุณชอบทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?”
“ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณฉู่หรอก เรียกชื่อผมฉู่หลิงก็ได้” ฉู่หลิงมองไป่อี้หยุนพลางเอ่ยอย่างยิ้มๆ
ไป่อี้หยุนพยักหน้า รับคำในสิ่งที่เขาบอก
เธอเดินนำเสื่อโยคะไปวางคืนไว้ที่เดิม จากนั้นเธอก็หยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาเตรียมจะดื่ม
มันเป็นน้ำผสมเกลือแร่จางๆ ที่เธอเตรียมไว้ก่อนจะเริ่มเล่นโยคะ ซึ่งเป็นนิสัยส่วนตัวในชีวิตประจำวันของเธอ
หลังจากเล่นโยคะเสร็จ การได้เติมน้ำเกลือแร่เข้าสู่ร่างกายก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และช่วยเรื่องความสวยความงามได้
ไป่อี้หยุนถือแก้วน้ำเตรียมจะเดินเข้าห้องครัว โดยไม่ได้สังเกตเห็นที่พื้นตรงเท้าของเธอเลยว่ามันมีลูกบอลออกกำลังกายขนาดเท่ากำปั้นลูกหนึ่งวางอยู่ จนเธอเผลอเหยียบมันเข้าอย่างจัง
“อ๊ะ!”
ไป่อี้หยุนเสียการทรงตัว ร่างกายของเธอถลาไปข้างหน้าจนทำให้ข้อเท้าแพลง เธอจึงอุทานออกมาพร้อมกับเสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวด
น้ำในแก้วก็กระเด็นออกมาหกรดลงบนกางเกงรัดรูปสีเทาของเธอ
ชุดโยคะที่เป็นผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ก็ซึมซับน้ำได้ดีมาก จนกางเกงเปียกชุ่มเป็นวงเล็กๆ ซึ่งดูแล้วเด่นชัดมาก
“เป็นอะไรไหมครับ?”
ฉู่หลิงเห็นไป่อี้หยุนยืนอยู่นิ่งๆ ด้วยสีหน้าที่พยายามข่มความเจ็บปวดเอาไว้ เขาจึงรีบเดินเข้าไปประคองที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของเธอ เพื่อให้ร่างกายของเธอมีที่ยึดเกาะและค่อยๆ พยุงเธอไปที่โซฟา
ในจังหวะที่กำลังจะนั่งลง ไป่อี้หยุนก็ยังควบคุมร่างกายได้ไม่ดีนัก เธอจึงเสียหลักเอนไปข้างหน้าและชนเข้ากับฉู่หลิงอย่างจัง
ใบหน้าอันงดงามของไป่อี้หยุนแดงก่ำขึ้นมาทันที ส่วนสมาธิของฉู่หลิงก็จดจ่ออยู่กับการระวังไม่ให้ไป่อี้หยุนได้รับบาดเจ็บซ้ำ เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นอะไร
แต่ทว่าไป่อี้หยุนรู้ดี ว่าเมื่อกี้หน้าอกของเธอชนเข้ากับข้อศอกของฉู่หลิงเข้าเต็มๆ
ฉู่หลิงมองดูข้อเท้าของไป่อี้หยุนที่เริ่มแดงและบวมขึ้นมา เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ดูเหมือนในบ้านจะไม่มียาแก้ฟกช้ำเหลืออยู่เลยแฮะ”
“เมื่อวานตอนฉันช่วยเหมิงเหมิงจัดของ เหมือนจะเห็นว่าในกระเป๋ายาฉุกเฉินของเหมิงเหมิงมีอยู่นะคะ” ไป่อี้หยุนพยายามนึกทบทวนและเอ่ยออกมาเสียงเบา
ฉู่หลิงพยายามกลั้นขำ แต่ก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้าได้ “ฉันไปเอามาให้ก็ได้นะ เพียงแต่ว่า... ถ้าคุณไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องเข้าใจผิดล่ะก็”
“หืม? หมายความว่ายังไงคะ?” ไป่อี้หยุนวางกระดาษทิชชู่ลงแล้วก็นิ่งอึ้งไป
เธอเห็นสายตาที่ขี้เล่นของฉู่หลิง จากนั้นก็มองตามไปยังกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่ข้างตัว และรอยน้ำบนกางเกงของตัวเอง.......
ดูเหมือนเธอจะนึกอะไรบางอย่างออกแล้ว
นี่มัน.......
ไป่อี้หยุนลอบสบถในใจเบาๆ พลางมองค้อนใส่ฉู่หลิงด้วยความเขินอายหนึ่งรอบ
ฉู่หลิงเห็นสายตาที่ทั้งเขินทั้งงอนของไป่อี้หยุน ก็หัวเราะร่าออกมาแล้วพูดว่า “คุณรออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันไปหยิบถุงน้ำแข็งกับยาประคบแก้ฟกช้ำมาให้”
ไม่นานนัก ฉู่หลิงก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องยาเล็ก ๆ ในมือ
เขานั่งลงบนพื้นโดยตรง เพียงแค่เงยหน้าขึ้นเขาก็สามารถมองเห็นเรียวขาสวยงามของไป่อี้หยุนได้ในระยะประชิด
ตอนที่มองไกลๆ ฉู่หลิงก็รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างนั้นทั้งตรงและยาวอยู่แล้ว แต่พอมาเห็นใกล้ๆ แบบนี้ เรียวขาที่ดูสวยงามและนุ่มนวลกับน่องที่ได้รูป มันช่างเย้ายวนชวนให้สัมผัสเหลือเกิน
จุ๊ๆๆ ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยของกล้ามเนื้อเลยแฮะ ขาแบบนี้ถ้าได้ลองสัมผัสดู สัมผัสมันต้องดีมากแน่ๆ
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ แล้วยื่นมือออกไปคว้าเรียวขาของไป่อี้หยุนมาไว้ในมือ ทำเอาไป่อี้หยุนสะดุ้งตกใจ
เธอตั้งใจจะชักขาคืน แต่กลับได้ยินน้ำเสียงที่เด็ดขาดของฉู่หลิงเอ่ยว่า “อย่าขยับ”
ไป่อี้หยุนรู้สึกว่าสมองของเธอขาวโพลนไปหมด ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาสัมผัสขาของเธอมาก่อนเลย.......
เธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากมือของฉู่หลิงที่ส่งผ่านชุดโยคะบางๆ เข้ามาถึงผิวหนังของเธอได้อย่างชัดเจน
มันเหมือนกับลูกไฟดวงเล็กๆ ที่จุดประกายให้ร่างกายของเธอเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา ราวกับมีไฟกองใหญ่กำลังลุกโชน
ใบหน้าของไป่อี้หยุนแดงก่ำ เธอจึงเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อไม่ให้สบตากับฉู่หลิง
ฉู่หลิงก็มองดูข้อเท้าที่ขาวเนียนและบอบบางของไป่อี้หยุน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีรอยแดงที่ดูไม่ปกติปรากฏขึ้นมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
มือข้างหนึ่งของเขาประคองเท้าเล็กๆ ที่ขาวนวลของไป่อี้หยุนเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ใช้ถุงน้ำแข็งค่อยๆ ประคบลงตรงตำแหน่งที่บวมแดง พร้อมกับเริ่มนวดอย่างแผ่วเบาไปด้วย
“ซี๊ด!”
ไป่อี้หยุนครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความแง่งอนว่า “เจ็บนะคะ! ฉู่หลิง คุณช่วยเบามือหน่อยได้ไหมคะ? ช่วยเบาหน่อย.......”
ฉู่หลิงมองไป่อี้หยุนด้วยสายตาจนใจเล็กน้อย “เจ็บทีเดียวเดี๋ยวก็หาย ไม่อย่างนั้นมันจะเจ็บไม่หายนะ.......”
เขาถอนหายใจในใจ รอยบวมแดงแบบนี้ต้องนวดให้กระจายถึงจะดี ความจริงแค่อดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว
แถมเขาก็เบามือมากแล้ว ผู้หญิงนี่ช่างบอบบางเสียจริง
ในขณะเดียวกัน จางเล่ยที่เพิ่งจะตื่นนอน ก็เดินงัวเงียออกมาจากห้องพัก และไม่คิดเลยว่าจังหวะที่ออกมาเธอจะได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเข้าพอดี
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของไป่อี้หยุน และคำพูดปลอบโยนของฉู่หลิง ก็ทำให้จางเล่ยสะดุ้งโหยงจนตาสว่างทันที
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
จางเล่ยรีบเดินหน้าแดงกลับเข้าห้องไปทันที เธอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ แอบแนบหูฟังที่ประตูเพื่อฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอก
เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจของไป่อี้หยุน ประกอบกับน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทรมาน ใบหน้าของจางเล่ยก็ยิ่งแดงก่ำเข้าไปใหญ่
กรี๊ดดด ทำไมเธอต้องมาตื่นในจังหวะที่ไม่ประจวบเหมาะขนาดนี้ด้วยนะ?
พี่ฉู่หลิงกับพี่อี้หยุนนี่ก็จริงๆ เลย ต่อให้จะมีความคิดอะไรกัน ก็ทำในห้องพักตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ?
หรือว่าพวกเขาลืมไปแล้วว่าพวกเธอมาพักอยู่ที่นี่ด้วย? ถึงได้กล้าทำเรื่องแบบนี้ที่ห้องนั่งเล่นอย่างเปิดเผย แถมยังทำกันแต่เช้าตรู่อีกด้วย.......
ช่างน่าอายที่สุดเลย!
แต่ยังดีที่เสียงนั้นหยุดลงอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิงตรวจสอบข้อเท้าของไป่อี้หยุนอีกครั้ง “เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะครับ”
ไป่อี้หยุนเป็นคนกลัวความเจ็บ เธอจึงไม่กล้าลุกขึ้นยืนทันที แต่ค่อยๆ ลองขยับเพื่อทดสอบดู
และเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยเจ็บแล้วจริงๆ ด้วย
เธอถึงได้เริ่มกล้าที่จะขยับร่างกาย และพบว่ามันดีขึ้นมากแล้วจริงๆ!
ประกอบกับที่เธอฝึกโยคะอยู่เป็นประจำ ทำให้ร่างกายของเธอมีความยืดหยุ่นสูง อาการข้อเท้าแพลงจึงไม่ได้รุนแรงนัก ตอนนี้จึงหลงเหลือเพียงความรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขอแค่ช่วงนี้ระวังอย่าให้ได้รับบาดเจ็บซ้ำ อีกสองสามวันเธอก็คงจะกลับมาเดินเหินได้ตามปกติแล้ว
“ขอบคุณมากนะฉู่หลิง” ไป่อี้หยุนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ เธอมองฉู่หลิงด้วยรอยยิ้ม
จางเล่ยเมื่อเห็นว่าเสียงข้างนอกเงียบลงแล้ว เธอจึงเดินลงมาที่ชั้นล่าง และทันทีที่ลงมาเธอก็เห็นคนสองคนที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนพอดี
ดวงตาของเธอขยับวูบ พี่ฉู่หลิงกับพี่อี้หยุนลุกขึ้นมาจากโซฟา หรือว่าก่อนหน้านี้.......
ในขณะที่กำลังจะคิดฟุ้งซ่าน จางเล่ยก็สังเกตเห็นกางเกงรัดรูปที่เปียกชุ่มของไป่อี้หยุน รวมถึงเศษกระดาษทิชชู่ที่ตกอยู่บนพื้น
เธออุทานออกมาว่า "อ๊ะ!" คำหนึ่ง แล้วรีบวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนทันที
ในใจก็แอบคิดไปไกลว่า “นี่มันหลักฐานมัดตัวชัดๆ! อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดเลย! แต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอ....... สมกับเป็นคำที่ว่า ยามมีเรื่องก็ให้เลขาทำ ยามไม่มีเรื่องก็...”
ฉู่หลิงและไป่อี้หยุนจ้องมองจางเล่ยที่วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต พวกเขาต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
ฉู่หลิง : “......”
ไป่อี้หยุน : “.......”
???
“ยัยหนูคนนั้น คงไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปหรอกนะ...”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าของไป่อี้หยุนก็แดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา
สวรรค์ อย่ามาแกล้งฉันแบบนี้ได้ไหม!
ภาพเหตุการณ์ที่น่าอับอายขนาดนี้ กลับถูกเด็กสาวตัวเล็กๆ มาเห็นเข้าเต็มสองตา เธอจะไปอธิบายยังไงได้ล่ะเนี่ย!
นี่มันคือการทำให้เธอต้องเจอกับความตายทางสังคมชัดๆ
ส่วนฉู่หลิงกลับไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาไหวไหล่พลางมองขึ้นไปที่ชั้นสอง “เด็กๆ พวกนี้ดูท่าจะโตเป็นสาวกันหมดแล้วนะ รู้เรื่องอะไรเยอะเชียว”
ไป่อี้หยุนเบิกตากว้าง รู้เรื่องเยอะอะไรกันคะ? ความจริงคือมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด เข้าใจไหม!
ไป่อี้หยุนที่กำลังขุ่นเคือง จึงแอบหยิกเอวฉู่หลิงเบาๆ เพื่อเป็นการประท้วง
ฉู่หลิงก็หัวเราะร่าพลางจ้องมองไป่อี้หยุน “อย่ามาซนนะ ไม่อย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคุณอาจจะรับมันไม่ได้จริงๆ ด้วย”
เพียงแค่ประโยคเดียว ไป่อี้หยุนที่เมื่อกี้กำลังจะแยกเขี้ยวใส่ก็สงบเสงี่ยมลงทันที กลายเป็นคนว่าง่ายไปในพริบตา
ฉู่หลิงมองท่าทางของเธอแล้วก็บอกให้เธอไปนั่งพักผ่อนบนโซฟาไปก่อน ส่วนตัวเขาก็เดินเข้าห้องครัวไปเพื่อไปทำมื้อเช้า
แต่เห็นแบบนั้นแล้วไป่อี้หยุนจะยังกล้านั่งอยู่อีกเหรอ เธอรีบขยับตัวอย่างระมัดระวังกลับเข้าห้องพักไปเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทันที ก่อนจะเดินออกมาข้างนอกอีกครั้ง
ฉู่หลิงลงมือทำอาหารอย่างรวดเร็ว ไม่นานมื้อเช้าก็เสร็จสิ้น ฉู่เหมิงเหมิงและรูมเมทคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเดินลงมาที่ชั้นล่าง
ฉู่หลิงที่เห็นพวกเธอจึงรีบกวักมือเรียกให้มาทานมื้อเช้าด้วยกัน
“ว้าว พี่คะ ฝีมือการทำอาหารของพี่พุ่งกระฉูดเลยนะคะเนี่ย แค่ไข่ดาวก็ยังอร่อยขนาดนี้เลย!” ฉู่เหมิงเหมิงเพิ่งจะทานไข่ดาวเข้าไปคำแรกก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
เด็กสาวคนอื่นๆ ต่างก็ทานกันอย่างมีความสุข จนไม่มีใครมีเวลาว่างมาเอ่ยปากพูดอะไร ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทานมื้อเช้าของตัวเองอย่างตั้งใจ
มีเพียงจางเล่ยที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปหมด เธอเอาแต่จิบนมทีละนิดๆ
ส่วนไป่อี้หยุนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็มีท่าทางที่ไม่ต่างกัน เธอเอาแต่จ้องมองอาหารตรงหน้าโดยไม่ชายตาแลไปที่อื่น และตั้งใจทานมื้อเช้าด้วยท่าทางที่ดูเหม่อลอย
ฉู่เหมิงเหมิงสังเกตเห็นความไม่ปกติของทั้งสองคน จึงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
เมื่อวานก็ยังดูปกติดีนี่นา? ทำไมวันนี้ถึงดูแปลกๆ กันไปหมดนะ
“เล่ยเล่ย เธอเป็นอะไรไปเหรอ ไม่สบายหรือเปล่า?” ฉู่เหมิงเหมิงถามด้วยความห่วงใย พลางยื่นมือไปแตะหน้าผากของจางเล่ยดู แต่ก็ไม่พบวี่แววของอาการไข้แต่อย่างใด
จางเล่ยรีบโบกมือพัลวัน “เปล่าๆ ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”
ในจังหวะที่พูดนั้น สายตาของจางเล่ยและไป่อี้หยุนก็สบประสานกันเข้าพอดี จนทำให้ทั้งสองคนหน้าแดงและหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง